วัฒนธรรมหมาก

ที่จริงควรตั้งชื่อว่า “วัฒนธรรมการกินหมากในประเทศไทย” แต่ยาวเยิ่นเย้อและฟังเป็นตำราเกินไป ดิฉันก็เลยตัดทอนให้สั้นลงว่า “วัฒนธรรมหมาก”



คนไทยกินหมากกันมาตั้งแต่ครั้งไหน และทำไมถึงกิน ไม่ทราบ

ที่มา อาจจะได้อิทธิพลจากอินเดีย ซึ่งเป็นแม่บทของเอเชียอาคเนย์ก็เป็นได้

หรือจะริเริ่มกินด้วยตัวเองจากการค้นพบของใครสักคน บนแหลมทอง ที่รู้ว่าต้นหมากมีลูกที่ผ่าแล้วเอาข้างในมาเคี้ยวกินได้กับพลู

กินแล้วติดใจ ก็เลยแพร่หลายออกไปในวงกว้าง ก็เป็นไปได้



รู้แต่ว่าสมัยสุโขทัย ชาวสุโขทัยกินหมากกันเป็นล่ำเป็นสันแล้ว

ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ จึงกล่าวถึงการทำสวนหมากไว้

แต่สมัยนั้น เขาไม่เรียกว่า สวนว่าสวน เขาเรียกสวนว่า “ป่า”



เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขทัยนี้ มีพีหาร มีปู่ครู

มีทะเลหลวง มีป่าหมาก ป่าพลู




เดาว่าเมื่อปลูกกันมากๆ ก็คงไม่ได้มีเอาไว้กินกันเองในเมืองสุโขทัยอย่างเดียว น่าจะเป็นธุรกิจการเกษตรส่งออกด้วย

การทำมาค้าขายสมัยพ่อขุนรามนั้นออกจะเป็นการค้าเสรี ใครใคร่ค้าม้าค้า ค้าช้างค้า ค้าวัวค้าควายค้า

เพราะฉะนั้นก็อนุโลมว่าค้าหมากค้าพลู ค้าได้เช่นกัน
11 ส.ค. 2549 18:54
57 ความเห็น
9913 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย หมูน้อยในกะลา

เคยเห็นยายกินหมาก ดูน่าอร่อย อยากจะลองกินดู แต่ไม่กล้า เพราะมันมีปูนขาว(เรียกปูนขาวรึเปล่าครับ)อยู่ด้วย เลยไม่กล้าลอง

บางทีก็เห็นเป็นปูนสีแดงออกชมพูๆ





ด้วยความสนใจ จึงขอมาจองที่นั่งเป็นคนแรกครับ
11 ส.ค. 2549 19:54


ความคิดเห็นที่ 2 โดย tuka007


ลากเก้าอี้..ลงนั่งข้างๆ คุณหมูน้อย

ตอนเป็นเด็ก ตูก้า โตมาข้างเชี่ยนหมาก เหมือนกันค่ะ ทั้งตา ยาย เคี้ยวหมากทั้งคู่ เคยลองเคี้ยวดู ไม่ไหวค่ะ เผ็ดฉุนๆ เหมือนปากชาๆ ไม่เห็นอร่อยเลยพอโต ขึ้นมาหน่อยก็มีหน้าที่ ผ่าลูกหมากสด เตรียมไว้ให้ท่านผู้ใหญ่ หากมีแขกมาถึงเรือน คุณตา คุณยาย ก็จะเลื่อนเชี่ยนหมากให้แขก เพราะส่วนใหญ่ สมัยนั้นรุ่นท่านผู้ใหญ่จะเคี้ยวหมากทุกคนเลย ปากแดง ฟันดำ กันหมด ...อิอิ

ปล. คุณหมูน้อย ไม่เคยเห็นปูนที่กินหมากสีขาวเลยค่ะ เจอแต่สีแดง ..เอ
หรือว่ามีสีขาวด้วยคะ อาจารย์

.
11 ส.ค. 2549 21:19


ความคิดเห็นที่ 3 โดย ชายองค์

หมากเคยกินทีหนึ่ง...เมา

เข็ดแล้วเจ้าข้า...



ผมไปที่ไหนเห็นแต่คนกินหมาก จนเรียกได้ว่า ทั้งแหลมทอง หรือ เอเชียอาคเนย์กินหมาก หมด ไม่ว่าเขมร ไทย ลาว พม่า...



ผมจำได้ว่าในจารึก เขารัง มี หมาก เป็นหนึ่งในพืชที่ปลูกในศาสนสถานด้วยนะครับ...
12 ส.ค. 2549 00:10


ความคิดเห็นที่ 4 โดย เทาชมพู

เมาหมาก เรียกว่ายันหมาก ค่ะ ส่วนปูนที่กินกับหมาก เป็นปูนแดง ไม่เคยเห็นปูนขาว



บทบาทของหมาก กระจายไปในหลายสาขาความรู้ ถ้าจะเล่าหมดก็คงเตลิดเปิดเปิงแยกไปหลายซอย จึงขอเก็บความเท่าที่นึกออกจากด้านวรรณคดี

ขอเชิญสมาชิกช่วยแจม เช่นหมากในเมืองสุพรรณโดยคุณนิคกี้นิก หรือหมากในโบราณสถานโดยคุณกุรุกุลา หรือหมากในลายผ้า(ถ้ามี) ของคุณติบอ ฯลฯ



วัฒนธรรมการกินหมากของไทย มีบทบาทในวรรณคดีไทยหลายอย่างที่วรรณคดีฝรั่งไม่มี หรือแขกเองดิฉันก็ไม่คิดว่ามี ถึงแม้ว่าเขากินหมากก็ตาม

เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมหมาก ก็สูญไปเหมือนวัฒนธรรมหลายๆอย่างในอดีต



หมากเป็นของกินจนติดเข้าไปกระแสเลือดก็ว่าได้ คนไทยสมัยก่อนรักหมากยิ่งกว่าข้าวปลาอาหาร

อดข้าวครึ่งวันหนึ่งวันได้ แต่อดหมากไม่ได้ หิวหมากจะตายเอา



วัฒนธรรมของหมากจึงมีบทบาทในความหมายหลายอย่าง หมายถึง เกียรติยศ เล่ห์กล รัก พ่อแง่แม่งอน ฯลฯ
13 ส.ค. 2549 22:54


ความคิดเห็นที่ 5 โดย เทาชมพู

หมากเป็นของสำคัญ แม่ทัพจะไปศึก พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานชานพระสลาให้ รับมาเคี้ยวใส่ปากเป็นสิริมงคล ถือว่ารับของพระราชทานชั้นยอด ถ้าไม่ใช่แม่ทัพ เป็นแค่นายกอง ไม่มีสิทธิ์



พระเพื่อนพระแพงทำเสน่ห์พระลอให้มาหา ปู่เจ้าสมิงพรายต้องเสกสลาเหิน(หรือหมากบิน) ข้ามเมืองไปตกในเชี่ยนหมากของพระลอ

เพราะยังไงพระลอต้องกินหมาก

ผลมันจะฉมังกว่าเสกฟักแฟงแตงกวา เพราะอาจจะเลือกไม่เสวยก็ได้



หมากมีฤทธิ์เป็นยาเสพติดอ่อนๆ เคี้ยวเข้าไปแล้วสบายใจ อารมณ์รื่น



ในขุนช้างขุนแผน พลายแก้วกำลังเคี้ยวหมาก เรียกว่าอยู่ในภาวะเพลิดเพลิน แฮปปี้ยิ่งกว่ากินของคาวหวานเอมโอชใดๆ แต่เมื่อนางพิม สาวคนรักมาอ้อนว่าอยากกินหมากบ้าง

ด้วยความรักนางยิ่งกว่าตัวเอง ก็คายหมากให้อีกฝ่ายกิน ยอมสละความสุขลงกลางคัน ให้อีกฝ่าย

ในเมื่อแค้นกัน ก็ต้องลำเลิกความหลังขั้นคายหมากให้กันขึ้นมาตัดพ้อ ว่ารักกันขนาดนี้ เธอยังลืมฉันได้ลงคอ

มีความหมายกว่าพวกไฮโซทวงแหวนเพชรหรือรถโรลสรอยซ์คืนเสียอีก



เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ.........เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย

พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย.......แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน
13 ส.ค. 2549 22:58


ความคิดเห็นที่ 6 โดย หมูน้อยในกะลา

แม้แต่เรื่องหมาก ก็สามารถเป็นเรื่องราว และประเด็นการพูดคุยที่น่าสนใจได้ไม่น้อย

นี่เรือนไทยของเรายังมีดีซ่อนไว้อีกเยอะ ใครชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทย ความรู้รอบตัว ภาษา วัฒนธรรมไทย มานั่งพักที่เรือนนี้



รับรองไม่ผิดหวังเลย







มานึกอีกที ก็จำไม่ผิดที่ว่าปูนที่กินกะหมากนั้นแถวบ้านผมมีสีขาว และแฉะๆ

จำได้เพราะเคยเกือบจะวางยายายตัวเอง โดยการนำปูนขาวที่ใช้โรยดิน โรยบ่อปลา ไปให้ยายกินกะหมาก



ปัด..โถ่ .. ยายแทบเอาตระกร้าหมากขว้างหัว หลบแทบไม่ทัน

นึกแล้วก็ขำดี เด็กๆอย่างตอนนั้นก็จะไปรู้อะไร



ผมเข้าใจว่า ที่เขาใส่สีแดงลงไปอาจเพราะ ป้องกันมิให้เด็กซื้อ(บื้อ)อย่างผม เข้าใจผิดว่าอันไหนกินได้กินไม่ได้ก็ได้



ปากและฟันของพ่ออุ้ย แม่อุ้ยในหมู้บ้านก็จะดำ....ขอบปากและน้ำหมากก็จะเป็นสีเลือดช้ำดำๆ ไม่มีแดงๆสดหมือคุณตาคุณยาย ในภาคกลางแฮะ

(ตอนนี้ไม่ได้กลับไปนาน ไม่รู้วัฒนธรรมการกินหมากของที่นั่นจะเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปมากน้อยขนาดไหน )



แปลกอยู่อย่าง คือผมเคยเห็นลูกหมากของที่โน่น ไม่มีลูกหมากสดเลย มีลูกหมากแบบผ่าซีกตากแห้ง และถูกนำมาร้อยเป็นพวงยาวๆโดยใช้ตอก(ไม้ไผ่ผ่าซีกๆ จักบางๆที่เขามีไว้จักสาน)

เวลากินก็จะดึงออกมาจากตอก แล้วใส่ลงไปในใบพลู เวลายายเคี้ยว ก็จะเคี้ยวช้าๆ ย้ำๆ ผมสงสัยเหมือเกินว่าไหงเคี้ยวได้ ไม่เจ็บปาก (อาจเป็นไปได้ว่าที่นั้นไม่ปลูกหมากเลยหาหมากสดกินยาก..?)



อ๋อ..ทุกวันนี้ยายผมฟันแข็งแรงมากครับ ไม่มีร่วงสักซี่เหมือนคนเฒ่าคนแก่คนอื่นๆเลย ทั้งที่ยายอายุ80แล้ว





ที่เคยเห็น มีวิธีกินเฉพาะของยายของผม และยายข้างๆบ้านเป็นอย่างนี้ครับ

อย่างแรกนำ ก้อนอะไรสักอย่างสีดำแข็งๆ ลักษณะเหมือนครั่งที่นำมาลนไฟแล้วปล่อยให้แข็งตัว แต่กินได้ ที่รู้ว่ากินได้เพราะยายนำมาตำๆ แล้วก็ใส่ลงใปในม้วนใบพลูสดที่ป้ายปูนไว้แล้ว ยายผมชอบใบพลูแก่ๆ ก้อนที่ว่านี้แถวนั้นเรียก ก้อนสีเสียด (?) หรืออย่างไรนี่แหละครับ ถ้าคุณศรีฯ และคุณ ศศิศ เข้ามาอ่านก็อาจช่วยได้มาก



แล้วก็มีหมากซีกตากแห้งแข็งๆ ใส่ลงไป ม้วนๆแล้วก็เข้าปาก เวลายายกินหมากผมมักย้ายไปนั้นด้านหลังแก เพราะหากยายแกหัวเราะขึ้นเมื่อไหร่ ใครที่อยู่ข้างหน้า ก็หลบน้ำหมาก กันให้ดี เวลาวันไหนแกเผลอหัวเราะใส่หน้าผม แกก็จะบอกว่า



ไม่เป็นไรดอก ไม่เป็นไรดอก น้ำมนต์ทั้งนั้น!!
14 ส.ค. 2549 10:10


ความคิดเห็นที่ 7 โดย CrazyHOrse

จำได้ว่าหลายปีที่แล้วผมเคยสนใจเรื่องวัฒนธรรมกินหมากถึงขนาดที่ว่ารวบรวมข้อมูลไว้มากมายก่ายกอง



ไปค้นกะทู้เก่าๆก็เจอเข้าให้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แน่ะครับ


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=18&Pid=5163



จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เขียนอะไรออกมา



ข้อมูลก็หายไปหมดแล้ว



เฮ้อ...
14 ส.ค. 2549 11:17


ความคิดเห็นที่ 8 โดย หมูน้อยในกะลา

สวัสดีครับคุณCrazyHOrse



นึกได้อีกอย่าง ชาวไทยภูเขา ที่นั่น(แถวบ้านผม) กินหมากกันแทบทุกหลังคาเรือน โดยเฉพาะ ชาวเผ่าอาข่า(อีก้อ) เดินมานี่ปากเป็นคราบกันทุกคนเลย



ไม่เพียงแต่ไทย(ทั้งพื้นราบและภูเขา)ที่กินหมาก ชาวหม่อง(พม่า) ที่อยู่ชายแดนติดกันยิ่งแล้วไปใหญ่เลยครับ กินหมากกันเป็นล่ำเป็นสัน



กินกันแทบทุกคน(ที่เคยเจอ)ยิ่งกว่าคนไทยอีก ตอนนี้คนไทยยังกินหมากน้อยลง แต่พม่ายังกินกันอยู่เป็นปกติ

เด็กอายุ17-18ก็กินกันแล้ว ทุกวันนี้ยังเห็นอยู่เลยครับ



สาวน้อยพม่าจะหน้าเหลือง(ทาขมิ้น) หนุ่มน้อยพม่าจะปากดำ (กินหมาก) เจ้าหมูน้อยฯจะปากแดง (โดนตบปากแตก..พูดมาก!!)
14 ส.ค. 2549 11:34


ความคิดเห็นที่ 10 โดย เทาชมพู

คุณอาชาผยอง ยังจำเรื่องหมากได้ไหมล่ะคะ ข้อมูลไม่อยู่ แต่ความจำยังมีนี่นา

ลองเปิดลิ้นชักความจำ มาขยายสู่กันฟังบ้าง



ต่อค่ะ

สมัยนี้ถ้าคุณชายกลางคายหมากฝรั่งให้พจมานกิน พจมานคงวิ่งไปอาเจียน

แต่สมัยโน้น ถ้าไม่รักกันจริง ไม่คายชานหมากให้กัน



พระเอกนางเอกเขางอนกัน เวลาง้อก็ใช้หมากเป็นสื่อ ให้อารมณ์ดี อย่างนางรจนาง้อเจ้าเงาะหลังทะเลาะกัน ป้อนหมากให้เคี้ยวแล้วขอชานมากินบ้าง



แล้วหยิบหมากมาป้อนวอนขอชาน

ขอประทานสักคำทำปะเหลาะ

ยียวนชวนผัวให้หัวเราะ

แสร้งออเซาะสรวลสันต์จำนรรจา



เห็นเขาว่าผู้ใหญ่หัดให้เด็กกินหมากก็เริ่มด้วยวิธีนี้ คือเคี้ยวเสียก่อน แล้วค่อยคายชานให้เด็กหัดกิน

เขาว่าจะทำให้ไม่เผ็ด และไม่เกิดอาการยันหมาก
14 ส.ค. 2549 15:56


ความคิดเห็นที่ 11 โดย เทาชมพู

คราบหมากที่จับฟันและริมฝีปาก อย่างไม่มีทางเลี่ยง เพราะกินหมากกันทั้งวัน กลายเป็นค่านิยมความงามของหนุ่มสาวรุ่นก่อน

นางงามสมัยอยุธยา ธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์จึงมีฟันดำมันขลับ เพราะเอา "ชี่" ซึ่งเป็นยาสีฟันโบราณ สีฟันอีกทีให้ดำมัน

ถึงขั้นชมกันว่า



เจ้างามทนต์กลนิลเจียระไน



ส่วนฟันขาวสะอาด งามเหมือนไข่มุกนั้นเพิ่งจะมาชมกันเมื่อคนไทยเลิกกินหมากกันแล้วไม่กี่สิบปีมานี้เอง



นางงามในวรรณคดีไม่ว่าจะเป็นนางสีดาหรือว่านางบุษบาล้วนแล้วแต่ฟันดำกันทั้งนั้น

อย่างบุษบา ขนาดได้ชื่อว่า นวลละอองผ่องพักตร์โสภา ดังจันทราทรงกลดหมดมลทิน เธอก็ฟันดำเพราะกินหมาก

เมื่ออิเหนาเกิดปิ๊งบุษบาตั้งแต่แรกเห็น จะแสดงความในใจให้สาวรู้ เป็นสมัยนี้ อิเหนาก็คงขอเบอร์มือถือ แต่สมัยโน้น ที่เก๋ที่สุดคือขอหมากที่บุษบาเคี้ยวแล้ว มากิน

เข้าถึงตัวไปขอเอาดื้อๆไม่ได้ก็วานน้องชายบุษบาที่เป็นเด็กเล็กชื่อสียะตราไปขอมาให้
15 ส.ค. 2549 10:42


ความคิดเห็นที่ 14 โดย ศรีปิงเวียง

เอชา เอชา ชา ๆ ๆๆ หน่อยแม่

สวัสดิ์เอ๋ยสวัสดีครับพี่น้อง หากจะขัดข้องต้องขออภัย

หนุ่มน้อยแวะมากระทู้นี้ ยังมิมีโอกาสจะปราศรัย

มาทักทายกันหน่อยเสียเป็นไร เรื่องหมากนั้นไซร้แปลกดี



แต่ฉันไม่เคยเคี้ยวแลเลี้ยวลิ้มลด เพราะไม่มีแท่งบดหมากนั่นไง

ที่ตำหมากเขาเรียกว่าตะบัน เอาสิ่งละอันใส่กันไป

แต่ตัวฉันไม่รู้ว่านอกจากใบพลูหมาก สีเสียดปูนกินกับหมากจะใส่หรือไม่

พอดูดี ๆ ที่คุณหมูน้อยโพสต์ออกไป ฉันก็รู้แล้วไงว่ามันไม่เหมือนกัน

แม่อุ๊ยท่านเคี้ยวหมากแห้งกับใบพลู แต่หนูไม่รู้ว่ามันเคี้ยวยังไง

เห็นแต่เขาเคี้ยวเมี่ยงดูอร่อยนักหนา แต่ฉันไม่กินนะสิหวาเลยเสีย...ดาย



เกรงว่ากระทู้นี้จะออกไปไกลสุดกู่ ฉันเลยต้องหยุดอยู่ที่เมี่ยงหวานไว้

ไว้มีโอกาสคราวหน้าจะขอแวะมาที่นี่ ชมผู้รู้มากมีตอบกระทู้กันไป

ดูเขาช่างเจรจาแลพาที (เรื่องทานาคานี้ก็น่าสนใจ

เพราะที่บ้านเราจับมันมาป่นในเครื่องสำอาง )

หมดมุกพอดี สวัสดีกันไป.
15 ส.ค. 2549 17:49


ความคิดเห็นที่ 15 โดย UP


ขอร่วมวงสนทนาด้วยคนนะครับ

พูดถึงหมาก แล้วทำให้ผมคิดถึง "หมากพนม" หรือ "พนมหมาก" ซึ่งเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเป็นอย่างยิ่ง

พนมหมากนี้ยังพอจะเห็นทำกันอยู่ในสมัยปัจจุบัน เคยเห็นเวลายกขันหมาก บางทีก็เห็นฝ่ายเจ้าบ่าวถือพนมหมากที่ประดิษฐ์มาอย่างประณีตก็มี

พนมหมากคือการนำพลูจีบยาวมารวบเข้าด้วยกันเป็นทรงกรวย รัดด้วยมาลัยซีกเป็นระยะๆ ให้สวยงาม บรรจุอยู่บนพาน รอบๆ พลูจีบ มีแผงใบตองเย็บแบบบนแผงนั้นไม่ได้ร้อยกรองด้วยดอกไม้ แต่ใช้ผลหมากฝานเป็นคำๆ ผนึกไว้แทนครับ

โอกาสที่เห็นพนมหมากบ่อยที่สุดคือเทศกาลลอยกระทงที่จังหวัดสุโขทัยครับ ที่นั่นเขามีการประกวดกระทงลอย พนมหมาก พนมดอกไม้ เพื่อนำไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีขบวนแห่แหนกันเอิกเกริก

ทั้งกระทงลอย ทั้งพนมหมาก และพนมดอกไม้ ล้วนแต่เป็นของที่นางนพมาศ อ้างว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ทั้งสิ้นครับ

ใครอยากเห็นพนมหมากว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองไปดูที่หน้า ปราสาทพระเทพบิดร นะครับ พุ่มปูนปั้นทรงกรวยแหลมทาสี เขียวๆ ที่มุมฐานไพทีนั่นแหละครับ คือ พนมหมาก หรือ หมากพนม เป็นของจำลองซึ่งรัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างไว้
16 ส.ค. 2549 02:49


ความคิดเห็นที่ 16 โดย เทาชมพู

เดินตามหมากไปเมืองสุพรรณ เลยไปถึงพม่า แล้วกลับมาเชียงใหม่

ก่อนจะเดินเข้าวัดพระแก้ว ไปถึงหน้าปราสาทพระเทพบิดร

แทบจะกลับมาหาสียะตราไม่ถูก

ตอนนั้นสียะตราอายุไม่กี่ขวบ ยังเล็กขนาดอิเหนาอุ้มได้ แต่เด็กเล็กขนาดนี้ก็กินหมากแล้ว

เพราะมีบทว่าไปหนุนตักพี่สาว อ้อนขอชานหมาก



ครั้นถึงนอนลงเหนือเพลา..............คลึงเคล้าเย้าหยอกเกษมศานต์

แล้วบังคมทูลขอชาน...................จงประทานให้น้องบัดนี้



บุษบาไม่รู้อุบาย ก็คายให้ สียะตราก็ยังเล่นแง่ต่อไปว่า

....

ว่าชานเก่าจืดไม่ชอบใจ................พี่นาจงได้เมตตา

เคี้ยวประทานชานอื่นเหมือนน้องใหม่........เอาเครื่องหอมใส่ให้หนักหนา

ว่าพลางทางหยิบหมากมา............ป้อนระเด่นบุษบาฉับพลัน



พอป้อนเสร็จหลอกให้พี่สาวเคี้ยว คายออกใส่มือ ก็ฉวยวิ่งไปให้อิเหนา

อิเหนาก็ดีใจ เคี้ยวหมากต่อจากบุษบา
16 ส.ค. 2549 13:58


ความคิดเห็นที่ 17 โดย เทาชมพู

แฟชั่นเคี้ยวชานหมากระหว่างหนุ่มกับสาวคงจะหมดไปตั้งแต่รัตนโกสินทร์ตอนต้น

พอล่วงมาถีงรัชกาลที่ 5 กลายเป็นต่างคนต่างเคี้ยว แต่หมากก็ยังนำใช้แสดงความในใจกันอยู่



ใน"สี่แผ่นดิน" หนุ่มสาวสมัยปลายรัชกาลที่ 5 จีบกันกระมิดกระเมี้ยนละเมียดละไม พี่เนื่อง แฟนคนแรกของแม่พลอย เมื่อเกิดต้องตาต้องใจแม่พลอย ก็ฝากน้องสาว ส่งเพลงยาวพร้อมน้ำอบมาให้สาวเจ้า ตัวเองเข้าไม่ถึง ได้แต่ชะเง้ออยู่หน้าประตูวัง

แม่พลอยไม่กล้าตอบเพลงยาว แม้แต่เขียนตอบผู้ชายก็ถือว่าไม่สมควร จะบอกด้วยปากยิ่งกระดากใหญ่ พูดไม่ได้เป็นอันขาด

วิธีแสดงว่ารับไมตรี ก็ไม่พ้นหมากเข้ามาเป็นสื่อแสดงความในใจ



" พลอยเย็บซองใส่หมากพลูอย่างประณีตบรรจง จะแทบจะสิ้นสุดฝีมือ เจียนหมากชนิดเปลือกเป็นฝอย จีบพลูยาว ใช้ปูนใส่ใบเนียม อบหอมกรุ่น และยาฝอยอบแล้วเช่นเดียวกัน

รุ่งเช้าก็เอาหมากพลู และยาฝอยที่เตรียมไว้ใส่ซอง เอาผ้าเช็ดปากใหม่ที่อบควันเทียนและดอกไม้ไว้ เหน็บซองพร้อมกับดอกจำปาอีกสามดอก แล้วก็แอบเอาส่งให้ช้อยในตอนเช้า โดยไม่ยอมพูดจาว่ากระไร
16 ส.ค. 2549 14:10


ความคิดเห็นที่ 18 โดย CrazyHOrse

ตำนานการกินหมากของชาวเวียดนามครับ



ในแผ่นดินพระเจ้า Hung-voung (ราว 2000 BC - CH) ครอบครัว Cao มีลูกชายฝาแฝดคู่หนึ่งซึ่งรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากจนไม่มีใครสามารถแยกออกได้



อาจารย์ Luu ผู้เฉียบแหลมเรียกคนรับใช้ให้นำข้าวสวยหนึ่งชามกับตะเกียบหนึ่งคู่มา และเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มทั้งคู่มาที่โต๊ะ



Lang ยกอาหารมื้อนี้ให้ Tan ดังนั้นอาจารย์ Luu จึงรู้ว่า Tan เป็นพี่ชาย และยกลูกสาวให้แต่งงานกับ Tan ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุข



หลังการแต่งงาน Tan ก็ไม่มีคลุกคลีสนิทสนมกับ Lang อย่างที่เคย Lang รู้สึกเศร้าใจกับความเหินห่างที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันเช่นนี้ เขาจึงออกร่อนเร่เดินทางไปทั่ว



วันหนึ่งเมื่อเขาไปถึงแม่น้ำ เขาหยุดรอเรือข้ามฟากอยู่ที่นั่น เขารอแล้วรอเล่าเรือก็ไม่มาสักที ในที่สุดเขาก็ตาย และกลายเป็นต้นหมากอยู่ ณ ที่นั้น



วันหนึ่ง Tan เพิ่งจะรู้ว่าน้องชายของเขาได้จากบ้านไป เขาจึงออกตามหา Lang เขาตามไปถึงริมฝั่งแม่น้ำ เขารู้สึกเศร้าใจมากกับความตายของน้องชาย เขาจึงเอาหัวโขกต้นหมากจนตาย แล้วกลายเป็นก้อนหินปูนอยู่ ณ ที่นั้น



ภรรยาของ Tan รู้สึกเป็นห่วงมาก เธอจึงออกตามหาสามี และที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้นเองเธอจึงรู้ว่าสามีและน้องสามีได้ตายลงแล้ว เธอกอดก้อนหินปูนร้องไห้อยู่ ณ ที่นั้นจนตาย และกลายเป็นต้นพลูเกาะติดอยู่กับหินปูนก้อนนั้น



หลายปีต่อมา พระเจ้า Hung-voung เสด็จผ่านมาที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่องราวของสองพี่น้องและภรรยาของเขา พระองค์จึงทรงเคี้ยวใบพลูพร้อมกับหมากและพบว่ารสชาติเข้ากันได้ดีทีเดียว เมื่อพระองค์ทรงถ่มพระเขฬะลงบนก้อนหินปูนและพบว่าหินปูนกลายเป็นสีแดงเข้ม พระองค์จึงดำริว่าความรักของพี่น้องคู่นี้และภรรยาของเขาทำให้เกิดสีแดงนี้ ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้ผู้คนสร้างศาลให้กับพวกเขา



ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนจึงรู้จักการกินหมากกับใบพลูเพื่อให้ปากแดง ในพิธีแต่งงาน มีธรรมเนียมว่าจะต้องให้หมากพลูเป็นของขวัญแก่ครอบครัวของคู่บ่าวสาว นอกจากนี้หมากพลูยังเป็นของรับแขกอีกด้วย ดังคำกล่าวของคนเวียดนามที่ว่า "ใบพลูเป็นสิ่งที่นำไปสู่การสนทนา"



แปลจาก http://kicon.com/stories/traucau/e_index.html
16 ส.ค. 2549 16:19


ความคิดเห็นที่ 19 โดย หมูน้อยในกะลา

ตำนานการกินหมากของเวียดนามสนุกและน่าสนใจไม่น้อยเลยครับ

การกินหมากของพม่า และ หมากพนม ก็ไม่แพ้กัน
คุยไปคุยมาเดี๋ยวจะแตกย่อยซอยแยกไปมาก
เดี๋ยวกว่าจะวกกลับมาหา “ วัฒนธรรมการกินหมากในประเทศไทย ” ตามหัวข้อกระทู้ก็เล่นเอาเหนื่อยแน่

ถ้างั้นหมากชายแดนพม่า กับ หมากล้านนา ขอถอนตัวก่อนชั่วคราวครับ แฮ่ะๆ


ตอนนี้ขอนั่งรออ่าน “ วัฒนธรรมการกินหมากในประเทศไทย ” ด้วยใจจดจ่อต่อไปครับ


" ใบพลู "
16 ส.ค. 2549 16:59


ความคิดเห็นที่ 20 โดย เทาชมพู

อ้าว อย่าเพิ่งหอบหมากหอบพลูหนีไปง่ายๆสิคะ
เข้ามาเล่าให้ฟังหน่อย คุณหมูน้อย
หมากในไทยชักไม่ค่อยเหลือแล้วค่ะ ขอหมากอิมพอร์ตมาเสริมให้แน่นตะกร้าด้วย

ว่าแล้วก็ขอตัวไปเที่ยวสามชุกก่อนนะคะ
16 ส.ค. 2549 17:05


ความคิดเห็นที่ 21 โดย หมูน้อยในกะลา

ขอแจมอีกนิดนะครับ



สงสัยว่าใบชะพลู เขากินกับหมากได้ด้วยรึครับ เห็นคุณศรีฯเล่าทิ้งไว้ใน คหพต.ที่ 9 ปกติเห็นเขากินกับใบพลูเท่านั้นไม่ใช่รึครับ ??





ปล.อาจารย์ครับตรงนี้มุกหรือว่ามันมีจริงๆครับ

ผมอ่านแล้วก็ขำทุกครั้ง



" ..หมากในโบราณสถานโดยคุณกุรุกุลา หรือหมากในลายผ้า(ถ้ามี) ของคุณติบอ ฯลฯ.."



หมากในลายผ้า ? ? ! !
16 ส.ค. 2549 17:18


ความคิดเห็นที่ 23 โดย เทาชมพู

เคยเขียนบทความเกี่ยวกับหมากเอาไว้ ชื่อ ชานพระศรี ดูเหมือนว่าเว็บวิชาการยังไม่ได้เอามาจัดใหม่ หรือจัดแล้วแต่หาไม่เจอ

ไปค้นมาได้จากกูเกิ้ล

เลยลอกมาให้อ่านกัน ถ้ายังไม่ได้ทำ ก็ขอฝากคุณบัวอื่นทำบทความใหม่ด้วยค่ะ



ชานพระศรี



เทาชมพู



เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่องคาวี มักประทับอยู่ที่ช่องตรงระเบียงอัฒจันทร์พระมหามนเทียร โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎเข้าเฝ้าเป็นประจำ ทรงอ่านพระราชนิพนธ์ให้ฟังพร้อมทรงถามความคิดเห็น



เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสวยพระศรี(หมาก) ก็มักจะหยิบพิมเสนในเครื่องพระศรีมาเติมให้ แล้วพระราชทานชานพระศรีนั้นให้พระเจ้าลูกยาเธอ เป็นเคล็ดว่าจะได้ถ่ายทอด พระปรีชาชาญให้ติดไปด้วย



ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ เจ้าฟ้ามงกุฎผนวชตลอดรัชกาล ก็ได้พระราชทานชานพระศรี ให้นายเพ็ง ข้าหลวงเดิมที่ทรงพระเมตตาดุจบุตรบุญธรรม ทรงเล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นความรู้แก่ข้าหลวงเดิมผู้นี้ ทั้งประวัติศาสตร์และคติสอนใจหลายต่อหลายเรื่อง



เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นายเพ็งก็ได้เลื่อนยศตำแหน่งในราชการเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จนในที่สุด บั้นปลายชีวิตได้เป็นเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล)



เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเล่าพระราชทาน เจ้าพระยามหินทรฯ จดจำไว้นำมาแต่งเรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ "ชานพระศรี" มีทั้งคติสอนใจเรื่อง "ความสามัคคี" ลิลิตคำโคลงเรื่องพงศาวดารฝรั่งเศส บทความเรื่อง "ติณชาติและรุกขชาติ" และนิทานเรื่อง "ขรัวเต๊ะ" ซึ่งสนุกมากค่ะ จึงขอเก็บความมาเล่าให้ฟัง สลับบทกลอนที่เป็นฝีปาก เจ้าพระยามหินทรฯ ท่านเอง



จะกล่าวถึงขรัวเต๊ะคนเกะกะ

สาธุสะแสนอุบาทว์ใจอาจหาญ

อยู่วัดสองพี่น้องบ้านคลองตาล

เป็นสมภารนอกบรรทัดอาลัชชี

ต่อหน้าคนทนทำสมถะ

วางจังหวะว่าเป็นกูไม่สูสี

เรียนโกหกยกตนเป็นคนดี

ไม่รู้ทีก็นับถือว่าซื่อตรง



อลัชชีขรัวเต๊ะพระมีลูกวัดอยู่อีก ๑๗คน เสเพลกินเหล้าเมายาพอกัน รวมหัวกันหลอกลวง ชาวบ้านมานาน ๑๕-๑๖ ปี ไม่มีใครจับได้ จนมาวันหนึ่งลูกน้องอยากตั้งวงโจ้เหล้าเต็มแก่ แต่ขาดของแกล้ม ก็มากราบกรานขอสมภารให้ช่วยไปหามาให้ สมภารก็บอกว่าได้ ว่าแล้วก็ออกจากวัดตรงไปหาชาวบ้าน ออกอุบายปั้นเรื่องขึ้นมาว่า เมื่อคืนเทวดามาเตือนว่า จะเกิดฟ้าผ่าเกิดไฟไหม้ชาวบ้านตายกันเรียบ แต่ตัวแกมีวิชาจะช่วยให้รอด ต้องล้มหมูหาไก่เป็ดพร้อมเหล้ามาเป็นเครื่องบัตรพลี ชาวบ้านฟังก็ขวัญบิน เชื่อถือสมภารรีบจัดหามาให้ ขรัวเต๊ะก็หลอกอีกว่า คืนนี้จะวงสายสิญจน์รอบวัด ๓ ชั้น เพื่อทำพิธี แต่สายสิญจน์นี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าใครเผลอล้ำเส้นเข้ามาจะกลายเป็นคนบ้าคลั่ง คุ้มดีคุ้มร้าย จึงขอให้ชาวบ้านทุกคนระวังตัวเก็บตัวอยู่ในบ้านอย่าเฉียดเข้ามาใกล้วัด เป็นอันขาด



มีชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายสอน มัวแต่ไปนอนเฝ้าห้างในไร่มาหลายวันไม่รู้เรื่องนี้ คืนนั้นกลับบ้านผ่านมาทางวัดได้ยินเสียงขี้เมาเอะอะเฮฮากันก็สงสัยว่าใครมาทำอะไรในวัด จึงย่องเข้าประตูวัดไปแอบดู ก็เห็นสมภารและลูกวัดทั้งหลายกินเหล้าเมาหยำเปกันครึกครื้น



หยิบกับแกล้มแถมเหล้าเมาออกเซอะ

พูดเลอะเทอะทั้งประทัดตุหรัดตุเหร่

บ้างรำฟ้อนอ่อนคอเสียงอ้อเอ

หัวเราะเฮฮาลั่นสนั่นไป



นายสอนตาลีตาเหลือกกลับบ้านไปบอกเมียพ่อตาแม่ยาย พวกนั้นฟังแล้วก็นึกถึงคำสั่ง ของขรัวเต๊ะได้ ก็แน่ใจว่าลูกเขยล้ำเส้นสายสิญจน์เข้าไป ถึงเสียสติมองเห็นภาพหลอน จึงห้ามปรามไม่ให้คิดมาก เกิดทะเลาะกันใหญ่จนนายสอนเบรกแตก อาละวาดว่าไม่มีใครเชื่อ ชาวบ้านอื่นๆก็ยิ่งเห็นจริงว่าบ้าแน่ ก็เลยช่วยกันจับนายสอนมัดไว้ พาไปหาสมภาร ขอให้ช่วยรดน้ำมนตร์รักษาอาการ สมภารได้ท่าบอกชาวบ้านว่าให้ทิ้งคนไข้ไว้ที่วัดจะรักษาให้ พอชาวบ้านกลับไปหมดแล้วทั้งสมภารทั้งลูกน้องก็จับนายสอนเฆี่ยนตีจนสาแก่ใจ



นายสอนตัวคนเดียวสู้ไม่ไหว ทั้งที่แค้นแสนแค้นก็จำต้องปล่อยคนชั่วให้ลอยนวล ลงกราบสมภารบอกว่าหายบ้าแล้ว รู้แล้วว่าพระทั้งหลายไม่ได้เมา ขอให้ปล่อยตัวกลับบ้าน ไปตามเดิม แต่ใจก็ไม่วายสวดพระเรื่อยไปถึงชาวบ้านรอบตัวที่ไม่รู้เท่าทัน



เป็นเหตุเพราะสัปปุรุษนี้สุดเซอะ

อ้ายพระเคอะทำแค้นแสนสาหัส

ชั่งอัปรีย์ขี้ถังทั้งประทัด

จับเรามัดไปให้พระนอกประเด็น

ไฉนหนอพ่อแม่แกชั่วโฉด

มาส่งโจทก์ให้จำเลยไม่เคยเห็น

ต้องบิดสรรพกลับร้อนผ่อนให้เย็น

การที่เห็นจะต้องหายคลายเป็นดี

สัจจังจริงกิงฤาอย่าถือเลย

ด้วยของเคยถือกันต้องหันหนี

เห็นสิ่งไรไปเมื่อหน้าอย่าพาที

เราทนดีเขาไม่ได้ไม่ชนะ

บูราณว่าฝนตกขี้หมูไหล

คนจัญไรร้อยบ้านมาพาลปะ

พระตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วไปตามพระ

ต้องจำจำทำแพ้แน่แล้วเรา



ฝีปากของเจ้าพระยามหินทรฯนับว่าคมคายไม่น้อย เพราะทิ้งท้ายเรื่องนี้ไว้เป็นแบบ ประชดประชันตั้งชื่อว่า "สุภาษิตบิดบดคดในข้อ" แทนที่จะสอนอย่างตรงไปตรงมา อย่างสุภาษิตเรื่องอื่นๆทั่วไป



แม้นผู้ใดใจตรงประสงค์ซื่อ

จนกลับถือสุภาษิตที่บิดสรรพ

ผู้ใดถือซื่อใส่เสียให้ยับ

เอาแบบฉบับนี้แลแลดีนัก

คดีธรรม์นั้นไปขว้างเสียกลางน้ำ

ช่วยกันทำแต่ที่จะอัปลักษณ์

อย่าเป็นผู้รู้คุณการุญรัก

เป็นคนอกตัญญูจะดูดี

ใครโอนอ่อนผ่อนผันอย่าหันหา

ช่วยอิจฉาฉ้อฉลให้ป่นปี้

เขาเกลียดฤาถือว่ากลัวแลตัวดี

ความอัปรีย์เมื่อไรเอาไหนมา

แอบทำชั่วเล่นลับๆจับใครได้

ลูกเมียใครเร่งรักให้หนักหนา

น้ำท่วมเกลือเหลือล้ำอย่านำพา

ใครนินทาวุ่นวายอายไปเอง

.....................................................



อย่าหลงถือซื่อสัตย์มักขัดสน

จงคิดกลให้ได้ดังหนึ่งกังหัน

ลมพัดกล้ามาทางไหนไปทางนั้น

หมุนให้มันรอบตัวกลัวทำไม

แม้นมีมิตรแล้วจงคิดทำลายล้าง

ตัดหนทางโกงเจ้าเอาแต่ได้

สละซื่อถือดังนี้ดีสุดใจ

อย่าเลือกหน้าว่าผู้ใดใส่ให้พอ



.....................................................



คนโน้นจิตคิดเห็นเป็นเช่นนั้น

คนนี้ผันผิดอย่างต่างกระแส

ร้อยคนร้อยอย่างล้วนคิดปรวนแปร

ไม่เที่ยงแท้หูมนุษย์สุดแต่ใจ

ที่คนดีก็ไม่มีระวังหวาด

มีแผลบาดบ้างก็แคลงระแวงไหว

เหมือนไก่ปล่อยร้อยพันสนั่นไป

ตัวไหนไข่ก็กระต๊ากหากจะเป็น

ซึ่งวิสัยธรรมดาสุภาษิต

ก็ต้องคิดแคะไค้ออกให้เห็น

สิ่งดีชั่วกลั้วกันไปมิได้เว้น

ต้องชี้เช่นสาธกยกออกมา



************************************
17 ส.ค. 2549 10:18


ความคิดเห็นที่ 25 โดย เทาชมพู

พระราชนิพนธ์ที่คุณศรีปิงเวียงยกมา หวานมากค่ะ

*****************

มนต์ขลังของวัฒนธรรมหมาก เริ่มเสื่อมลงเพราะวัฒนธรรมไร้หมากของตะวันตก รุกคืบคลานเข้ามาแทน

ที่จริงก็เริ่มมาหลายอย่างแล้ว เมื่อสยามตัดสินใจว่าจะต้องไม่ทำให้ฝรั่งเห็นว่าป่าเถื่อน

ขุนนางไทยในรัชกาลที่ ๓ นุ่งแต่ผ้า ไม่สวมเสื้อเข้าเฝ้า ยกเว้นหน้าหนาวที่หนาวจนขนลุก ทนถอดเสื้อนั่งท่อนบนเปล่าๆไม่ไหว แต่ในยุคต่อมาก็ต้องสวม

ที่เคยหมอบเฝ้า ก็ต้องเปลี่ยนเป็นยืน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จยุโรป นอกจากแต่งพระองค์อย่างฝรั่งแล้ว อย่างหนึ่งคือต้องขัดพระทนต์ให้ขาว และงดเสวยหมาก

เพื่อจะกลมกลืนไปกับประมุขนานามหาอำนาจได้



เมื่อมาถึงรัชกาลที่ ๖ ที่บรรดาพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ ๕ เสด็จกลับมาเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าไม่เสวยหมาก คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ก็เริ่มไม่กินหมาก ตั้งแต่เจ้านายลงไปถึงสามัญชน

เพราะหมากไม่เข้ากับความงามตามแบบตะวันตก ฟันขาวถึงกลายมาเป็นค่านิยมใหม่แทนฟันดำอย่างเมื่อก่อน
19 ส.ค. 2549 09:15

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น