นอร์แมน ร็อคเวลล์ ศิลปินวาดภาพประกอบชาวอเมริกัน

แตกกิ่งก้านสาขามาจากกระทู้นี้ค่ะ
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=20&Pid=52337
คุณนิลกังขาเป็นผู้จุดประกายขึ้นมาก่อน
.
.
28 พ.ค. 2549 16:41
128 ความเห็น
15454 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย นิลกังขา

ขอบพระคุณอาจารย์ใหญ่เทาชมพูครับ



ภาพของลุงนอร์มันที่ผมชอบมากอีกภาพหนึ่ง เป็นภาพที่ของจริงรัฐบาลสหรัฐอเมริกามอบให้กับสหประชาชาติเป็นของขวัญ ตัวภาพดูเหมือนจะแขวนอยู่ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ชื่อภาพ the golden rule คือ ใจเขาใจเรา เราอยากให้คนอื่นทำอะไรกับเราอย่างไร เราเองแก็ต้องทำอย่างนั้นกับคนอื่นด้วย เช่น เคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ไม่ทำร้ายกัน เพราะเราเองก็ไม่ชอบให้ใครมาทำร้าย



กฏทองคำนี้ เป็นหรือควรจะเป็นกฏสากลร่วมกันของมนุษยชาติ



เดี๋ยวขอไปหารูปก่อนครับ แต่เล่าฝอยเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับรูปนี้ได้ว่า ศิลปวัตถุที่รัฐบาลต่างๆ มอบให้สหประชาชาติไว้ประดับสำนักงานนั้นมีมากมายก่ายกอง เห็นจะเป็นร้อยๆ ชิ้น ของไทยเรา ท่านนายกป๋าเปรมสมัยโน้นเคยมอบเรือสุพรรณหงส์จำลองลำหนึ่ง แล้วนายกสมัยหลังใครก็ไม่รู้จำไม่ได้ เคยมอบบุษบกจำลองอันหนึ่ง ยังตั้งโชว์อยู่ที่สหประชาชาติอยู่จนบัดนี้ครับ
28 พ.ค. 2549 16:59


ความคิดเห็นที่ 2 โดย นิลกังขา


The Golden Rule
28 พ.ค. 2549 17:10


ความคิดเห็นที่ 3 โดย เทาชมพู

ช่วยกันหาภาพมาคนละไม้คนละมือ ดีจังค่ะ

ชวนคุณติบอมาแจมด้วยอีกคน นั่นก็มือหาภาพเหมือนกัน
ดิฉันว่าจะไปรวบรวมภาพ Freedom 4 อย่างที่ประธานาธิบดี รูสเวลท์ เอ่ยถึง
แต่ตอนนี้ขอลง Choosin' Up ก่อน

**************
เรียกอาจารย์ก็พอค่ะ อย่ามีคำว่าใหญ่เลย
มหิดลและศิริราช เขาเรียกกันในความหมายอื่นนะคะ แหะแหะ
.
.
28 พ.ค. 2549 17:11


ความคิดเห็นที่ 4 โดย นิลกังขา

ถ้อยคำของ "กฎทอง" คือ Do unto others as you would have them do unto you.



...สาธุ
28 พ.ค. 2549 17:11


ความคิดเห็นที่ 5 โดย นิลกังขา

อะจ๊ากกก....



ขออภัยอย่างสูงครับ คุณครูใหญ่ที่ไม่ใช่อาจารย์ใหญ่ ไม่ทันคิดถึงความหมายนั้นครับ
28 พ.ค. 2549 17:14


ความคิดเห็นที่ 6 โดย นิลกังขา

ภาพ Stay at Home ในกระทู้ที่แล้วที่ผมขโมยพื้นที่ของแฟนๆ เอสเช่อร์ ผมดูแล้วได้ความรู้สึกว่า ลุงแก่ชาวเรือเฒ่าเหลาเย่ที่ออกทะเลไปไม่ไหวแล้ว ยืนมองดูท้องทะเลอันเวิ้งว้างอยู่ด้วยกันกับหลานชายของแก ซึ่งยังเด็กเกินกว่าจะออกทะเลได้



ทั้งสองคนตอนนี้ผจญทะเลไม่ได้ทั้งคู่ จึงต้อง stay at home แต่คนที่ยังหนุ่มแน่นผจญทะเลไหว เช่นพ่อของเจ้าหนู ก็ไม่อยุ่กับบ้านหรือในรูปนี้ คงจะหายไปออกทะเลนั่นแหละ



แต่ประสบการณ์ของปู่เฒ่าทะเล จะได้รับการถ่ายทอดต่อไปให้เจ้าหลาน ซึ่งถึงแม้ว่าตอนนี้ยังต้องอยู่กับบ้านเป็นเพื่อนปู่ ซักวันก็จะโตพอจะออกทะเลได้เอง ในตัวปู่เราเห็นอดีต ในตัวหลานเราเห็นอนาคต
28 พ.ค. 2549 17:20


ความคิดเห็นที่ 7 โดย pipat

ผมแอบตามวิวัฒนาการของกระแสเอ็จเชอร์ กลายร่างเป็นฮอบเปอร์ แล้วตะลุ่มตุ้มโป๊ะเป็นร็อคเวลล์นิยมแล้วก็ชอบใจเสียนี่กระไร อ้อ ไวอัตด้วยแหละ
สามคนหลังนี่ เป็นตัวแทนโลกสามแบบที่ซ้อนกันกันอยู่ในวิถีอเมริกัน ต่างก็เป็นแก่นแท้ของชาตินี้ เพียงแต่ว่าจะหยิบหน้าใหนมาใส่อวดชาวโลก และจะพินิจเห็นหน้าที่แท้จริงได้ด้วยแว่นอะไร

ส่วนคนที่บอกว่าร็อคเวลล์ไม่ใช่ศิลปิน ก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ
วันนี้เส้นแบ่งระหว่างเป็นหรือไม่เป็นศิลปินมันจางลงทุกทีแล้ว
ส่วนไอ้เส้นที่ว่าเป็นมากหรือเป็นน้อยกว่ากันนี่ เขา"เคย"ใช้กัน สมัยก่อนป๊อบครับ เดี๋ยวนี้เลิกแล้ว

เมื่อพ่อแฮมิลตันทำรูปนี้ออกมา ถึงได้ตาสว่าง ว่าเราอยู่ยุคใหนกันเนี่ย ยังหลงบูชาแม่นางโมนาลิซ่าอยู่อีก

เราต้องทำเรื่องที่เราเป็นส่วนหนึ่ง อย่าไปละเมอเพ้อพก ทำเรื่องผิดยุคแบบเว็บวิชาการ...เอ๊ยยย ผิดครับ
อย่าไปริทำเรื่องหมดสมัยตกยุค ยุคใครก็ยุคมัน เกณฑ์ประเมินความงามจึงจะงอกเงย ไม่งั้นก็มีแต่ฉันแหละ ดีที่สุด....เลยไม่ทำเรื่องดีๆกันอีก

ที่เสริมก็เพื่อจะเรียนทุกท่านว่า อย่าไปสนใจพวกคาบคัมภีร์สอนเด็ก ที่แปะรูปมานี่ ผมออกใบรับรองให้เอง ว่าศิลปะล้วนๆ ครับ


.
28 พ.ค. 2549 17:24


ความคิดเห็นที่ 8 โดย นิลกังขา

รูป "ปัญหาที่อยู่กับเรา" เป็นภาพไม่กี่ภาพของลุงนอร์มที่อารมณ์ออกโทนซีเรียส (เท่าที่ผมนึกออก) เพราะปกติโทนอารมณ์รูปลุงแกจะสบายๆ ดูแล้วอมยิ้ม เหมาะกับการเป็นปกนิตยสารฉบับวันเสาร์อาทิตย์



เพราะรูปนี้สะท้อนถึงปัญหาการแบ่งแยกผิวซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ ในสมัยสัก 1950 - 1960 และสะท้อนประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของอเมริกา เมื่อศาลสูงสุดคือศาลฎีกาสหรัฐสั่งว่า การจัดการศึกษาแบบแบ่งแยกที่รัฐบาลมลรัฐทางใต้ (ใช่แอละบามารึเปล่าผมก็ลืมไปแล้ว) แยกไม่ให้เด็กนักเรียนผิวดำเรียนร่วมกับเด็กผิวขาวนั้น ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ เมื่อศาลสั่งอย่างนั้น แม่หนูในรูปจึงไปเรียนโรงเรียนใหม่ได้ แต่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางคอยดูแลอารักขาอย่างเข้มแข็ง และความรู้สึกของคนขาวพื้นเมืองก็ยังต่อต้านเหยียดผิวมากๆ เห็นได้จากรอยขีดเขียนและรอยปามะเขือเทศเน่าบนกำแพง



รูปนี้ดุแล้วเครียดครับ ผิดกับรูปของร้อคเวลล์อื่นๆ แต่ผมก็ชอบเหมือนกัน
28 พ.ค. 2549 17:28


ความคิดเห็นที่ 9 โดย นิลกังขา

ขอบคุณพระเจ้าตา Pipat ครับ



ใครจะว่าไงไม่รู้ พระเจ้าตาผมออก ISO รับประกันว่าลุงนอร์มผมก็เป็นศิลปินด้วยคนหนึ่ง ผมก้พอใจแล้ว
28 พ.ค. 2549 17:29


ความคิดเห็นที่ 10 โดย นิลกังขา

เอ กลับไปอ่านใหม่แล้วสงสัย

ลุงนอร์มวาดรูป "ปัญหาของพวกเราทุกคน" ไว้ในปี 1935 หรือครับ? หรือ 1953 ?
28 พ.ค. 2549 17:32


ความคิดเห็นที่ 11 โดย เทาชมพู

ขอยกมือถามอัครมหาจารย์



ช่วยแนะนำฮอปเปอร์และไวอัตให้ยาย ..เอ๊ย.. ลูกศิษย์แถวหลังสุด รู้จักมากกว่านี้หน่อยได้ไหมค้า

ว่าหน้าหรือแก่นที่แท้จริงของเขาคืออะไร เป็นอเมริกันแบบไหน
28 พ.ค. 2549 17:33


ความคิดเห็นที่ 12 โดย เทาชมพู

เอา"รูปปัญหาอยู่ที่เรา" ที่คุณนิลกังขาเอ่ยถึง มาลงประกอบอีกทีค่ะ
สังเกตว่าแม่หนูผิวสี เธอสวมสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวจนถึงรองเท้าถุงเท้า
.
.
28 พ.ค. 2549 17:37


ความคิดเห็นที่ 13 โดย นิลกังขา

เห็นคำว่า NIG...ER จางๆ บนผนังไหมครับ เป็นคำด่าคนผิวดำ



ถ้าคนขาวในท้องถิ่นยังรู้สึกต่อต้านเช่นนั้น ลุงนอร์มแกก็ว่า ปัญหานี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ และเป็นปัญหาของพวกเรา (แกหมายถึงเราชาวอเมริกัน) ทุกคน



เรียนคุณยาย ผมน่ะรู้จักแต่ท่านเดวิด วัยอาจครับ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ไทยสัญชาติเชื้อชาติอเมริกัน แต่ไม่แน่ใจและไม่กล้าเดาด้วยว่าพระเจ้าตาหมายถึงไวแอทท์ไหน? ต้องให้พระอาจารย์มาเฉลยเองครับ
28 พ.ค. 2549 17:47


ความคิดเห็นที่ 14 โดย นิลกังขา

ทนไม่ไหวไปค้นมา เลยต้องขอบอกคุณติบอว่า เอ... ข้อมูลที่ผมค้นมาได้ ภาพ ปัญหาที่อยู่กับเราทุกคน นั่นน่ะ ลุงนอร์มเขียนไว้เมือปี 1964 นี่ครับ?



ซึ่งถ้าว่าตามประวัติศาสตร์อเมริกันก็เป็นไปได้ ที่ลงข้อมูลไว้ในกระทู้เดิมว่า 1935 นั้นคงจะเร็วเกินไปหน่อยสำหรับ "ปัญหา" ที่จะเกิดขึ้นให้ลุงแกเอามาเขียนรูป
28 พ.ค. 2549 18:04


ความคิดเห็นที่ 15 โดย เทาชมพู

ท่านวัยอัด Andrew Wyeth คงเป็นญาติห่างมากๆกับท่านวัยอาจ เห็นอยู่คนละวัยกัน
ท่านวัยอาจน่าจะผึ่งผายกว่า แต่ท่านวัยอัด คงจะหมัดหนัก
ภาพนี้ไงคะ คุณหลาน ยกมาจากกระทู้ก่อน
.
.
28 พ.ค. 2549 18:09


ความคิดเห็นที่ 16 โดย นิลกังขา


อ้อ...
แต่ก็ยังให้อรรถธิบายไม่ได้อยู่ดีครับ ว่าเป็นหน้าไหนของอเมริกัน?

ต้องรอให้พระอรรถกถาจารย์ Pipat มาวิสัชนาโดยพิดารต่อไปเทอญ

ผมชอบภาพของลุงนอร์มภาพนี้ด้วย ที่สาวน้อยวัยเพิ่งจะรุ่น พยามวาดฝันหน้ากระจกเงาว่าสักวันหนึ่งเธอจะโตขึ้นมาสวยเหมือนดาราในสมัยโน้น

ใครจำได้บ้างครับว่า ภาพดาราบนตักสาวน้อยเป็นรูปใคร? มีตัวจริงรึเปล่า? ผมว่าผมคุ้นๆ หน้าแต่นึกไม่ออก
.
28 พ.ค. 2549 18:31


ความคิดเห็นที่ 17 โดย pipat

เพิ่งทราบว่าวัยอาจ กลายเป็นคนไทยไปแล้ว นึกว่าแกยังอยู่ที่คอร์แนล

แอนดรู ไวยอัต คือเฮียคนที่วาดรูป"โลกของคริสติน่า" ที่ครูไหวใจดี เอามาอวดเสียเบ้อเริ่มเทิ่ม ที่ใหนสักแห่งในแกเลอรี่เรือนไทยนี่แหละครับ เป็นสาวเดียวดายขาลีบ กำลังถัดตัวเองผ่านท้องทุ่งกลับบ้าน เป็นเพื่อนบ้านกับศิลปิน เธอทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่ร้องขอให้ใครช่วย

ไวยอัตเป็นศิลปินอเมริกันที่ทำลายสถิติขายรูปนี้ได้แพงที่สุด โดยตัวเองไม่ต้องตายไปเสียก่อน แกมีฝีมือเขียนสีน้ำดังพระเจ้าแกล้ง คือตั้งใจ ให้แกทำได้คนเดียว สะอาด แม่นยำ พอเหมาะพอเจาะ นับเป็นมือวางอันดับหนึ่งของอเมริกัน คู่กับซาเจ้นท์และโฮมเมอร์

แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในรูปของแกนั้น ต้องยืมคำบรรยายที่อาจารย์เทาใช้บ่งบอกสภาวะของตระกูลโหด ว่า

บ้านที่ดูจากภายนอก เป็นบ้านเงียบสงบ.... เอาเข้าจริงภายในบ้านมีคลื่นใต้น้ำระดับสึนามิ ...ถล่มขึ้นมาในวันหนึ่งจึงไม่มีอะไรเหลือ

ผมจะลองจิตวิเคราะห์ผ่านสามรูปก็ได้ ว่า
กรณีแรก เปลือนอกสุดคือ ร็อคเวลล์ ที่หุ้มฮอบเปอร์ไว้ แต่ใต้สุดคือไวยอัต
คำถามคือ ท่านคิดว่าไวยอัต "โหด" แค่ใหน

กรณีที่สอง กลับกันเป็นย้อนศรเลยครับ เปลือกนอกสุดคือไวยอัตตที่หุ้มฮอบเปอร์ไว้ แต่แก่นในสุดเป็นร็อคเวลล์
คำถามคือ ร็อคเวลล์ คอสเมติคแค่ใหน

ถ้าทำอย่างนี้ไขว้กันไปมาจนครบทุกเปลือก เราอาจจะตีแผ่วัฒนธรรมอเมริกันออกมาอย่างล่อนจ้อน หลายมิติ
สมมติว่า พินิจโดยมีฮอบเปอร์เป็นศูนย์กลาง

ฮอบเปอร์เป็นคนเมืองที่หลงทางมาจากบ้านนอก
ทั้งชีวิต เขาเหงาเปล่าเปลี่ยว สิ้นหวังอย่างบัดซบทีเดียว (ขอยืมสำนวนพญาอินทรีอายุยี่สิบแปดมาใช้หน่อย)
ดูรูปประกอบจะเห็นครับ
ที่อาจารย์เทาเห็นเช้าวันอาทิตย์ของแกว่าสดใสนั้น อาจารย์สดใสเองนะครับ ฮอบเปอร์ไม่ใสด้วย
รูปนั้น ผมคิดว่าเป็นรูปจิตใจที่เดียวดายในเมืองใหญ่ ที่ซึ่งไม่มีใครรู้จักใครไม่มีใครสัมพันธ์กับใคร อาจจะถึงไม่มีการไปงานศพใครกันเลย หรือไปก็เป็นพิธีกรรม ...เท่านั้น
ใครที่เคยชินกับดนตรีผิวดำ จะจับทางสิ่งที่ฮอบเปอร์เสนอได้ง่ายกว่า เรียกกันว่า urban blues ซึ่งจะพัฒนาต่อเป็น jazz ที่ซึมเศร้า โหยหาในที่สุด
ผมเสนอว่าเป็นอาการไร้รากซินโดรม เกิดขึ้นเฉพาะสังคมที่ anti-humanism ถ้าเป็นคอหนัง เห็นจะอ้าง วิม เว็นเดอร์ได้

ชนเหล่านี้ ต่อให้สึนามิถล่มเมืองก็ไม่อาดูร ฟูมฟาย เห็นคราวที่นิวออร์ลีนถูกถล่มใหมครับ มันไม่เหมือนคราวที่เวนิศจมโคลน มันมีความแตกต่างในส่วนลึก

ผมอาจจะดัดจริตไปหน่อยก็ได้ ว่าเมื่อได้ยินข่าวไฟไหม้ดิ ออฟฟิส อูปฟิสี้ (Uffizi) ที่ฟลอเร้นส์ ผมรู้สึกสะอึกในใจ คล้ายๆตอนพระธาตุพนมถล่ม แต่นิวออร์ลีนส์ แม้จะเป็นเมืองเก่า ก็ไม่มี genius loci ในระดับที่รุนแรงเท่าเมืองพันปี
นี่เป็นกับผมคนเดียวนะครับ

หรือเปรียบว่าไฟไหม้เมืองทองธานีร้อยไร่ ก็ไม่ใจหายเท่าไฟไหม้แพร่งสรรพศาสตร์สองไร่

พักครึ่ง ......คุณครูกรุณาตรวจการบ้านของผมด้วยนะครับ

.
28 พ.ค. 2549 18:33


ความคิดเห็นที่ 19 โดย pipat

ผมไม่น่าเปิดศึกสองด้านเลย ถูกหลอกจนจะลืมท่านทวดของผม รีบจบเรื่องกระเทาะเปลือกอเมริกันก่อน แล้วค่อยไปเพชรบุรี ตักศิลาแหล่งเดิมของเราดีฝ่า



ผมไม่ชอบขนมเค๊ก ชอบเกาลัต

ชอบขบ ก่อนเคี้ยว ไม่ชอบสิ่งฟูฟ่อง ที่ปรุงแต่งจนแทบจะเป็นสวรรค์จำแลง



ตรงนี้ขอแยกพูดนะครับ ผมชอบงานของทั้งสามศิลปินมาแตใหนแต่ไร ทุกวันนี้ก็ยังชอบ

แต่เรากำลังมา "จับผี" กัน ว่าวิญญานอเมริกันที่แท้ เป็นอย่างไร ประเทศที่ผลิตตระกูลบุชออกมาได้ ก็เป็นประเทศที่ผลิตร็อคเวลล์ ฮอบเปอร์และไวยอัต นี่เป็นความจริงที่น่าเจ็บปวด



เหมือนที่เรารู้ว่ามาร์ลิลีน มอนโรศรัทธาครูสอนการแสดงมาก เสียจนมอบสิทธิ์ทั้งปวงให้ไอ้ผู้ชายจากนรก เอาทรัพย์ของเธอ ไปปรนเปรอเมียเด็ก คนที่เกลียดนอร์มา จีนเข้ากระดูกดำ นี่ละครับสังคมทุนนิยมของแท้ที่ไม่มีที่ว่างให้กับยางอาย



ร็อคเวลล์รับใช้อุดมการณ์อเมริกัน เหมือนที่ชอสตาโกวิชรับใช้ระบอบโซเวียต หรือสเปียร์สรับใช้ฮิตเลอ่ร์ ในแง่นี้เราคงต้องให้แต้มความสร้างสรรค์เท่าๆ กัน

ส่วนแต้มคุณธรรมนั้น ตัวใครตัวมันครับ
28 พ.ค. 2549 19:14


ความคิดเห็นที่ 20 โดย pipat

ขอบคุณความเห็นที่ 18 ของอาจารย์ครับ กรุณาสละที่ให้ ทีนี้จะต่อนะครับ

ในรูปเด็กอยากเป็นดารา ความเห็น 16 ผมขอพูดรวบยอดเลยนะครับ ว่ามันเป็นลัทธิรักแร้ขาวเหมือนกัน บางทีจะมีพิษร้ายแรงมากกว่า
เด็กสาวหน้าตาดี วัยเพิ่งสิบขวบเศษ ฝันจะเป็นดารา.....
นี่เป็นโครงเรื่องน้ำเน่าบริสุทธิ์ที่ยังคงความอมตะมาถึงทุกวันนี้นะครับ
ประเทศนี้ผมเห็นว่าแปลก ชนิดต้องใช้คำว่าเวียต หรือรีดิดิวรัส

เจฟเฟอร์สัน ที่ร่างรัฐธรรมนูญแสนหยดย้อย ปรากฏว่ากดขี่ทาสเป็นนางบำเรออย่างโหดร้าย อันนี้ท่านอื่นๆคงรู้ดีกว่าผม

ผมอยากจะเปรียบว่า ร็อคเวลล์ก็คือเหยื่ออีกคนหนึ่งของ "อเมริกัน ดรีม" ซึ่งทำไม้ มันกลายเป็น "เวิลด์ ไนท์แมร์" ไปได้
ถามชาวอิรัคกับอัฟกัน คำตอบคงสุดแสบสรรค์

ว่าไปแล้ว นอร์มัน ร็อคเวลล์ ก็คือเหยื่ออีกรายของระบบฝันอเมริกัน เขาใช้พลังงานของเขาทั้งหมด สร้างภาชนะปิดเคลือบเชื้อนรกเอาไว้จนหมดจด ฝีมืออย่างเขา ถ้าอยู่ในวัฒนธรรมที่ศิวิไลส์กว่านี้ โลกจะได้ประโยชน์อีกมาก ....เสียดายแทนครับ

ความจริง จะยกตัวอย่างแค่เฮียร็อคเวลล์คนเดียว อาจจะไม่ได้ภาพใหญ่
ต้องพูดว่า นับแต่สงครามโลกครั้งที่สองจบสิ้นลง และอเมริกันเป้นเจ้าโลกแต่ผู้เดียว เขาได้ผลิตสร้าง และส่งออกวัฒนธรรมแบบใหม่ที่ค่อนข้างฉาบฉวย เปี่ยมสีสรรค์ เน้นผลลัพธ์เฉพาะหน้า และมักมี "คู่มือ" สำเร็จรูปประกอบการเสพย์ แบบที่เรียกกันว่าวัฒนธรรมฮาวทู แล้วกลายมาเป็นมีทู แต่จะไปจบที่ปลาทูหรือเปล่า สวรรค์คงมีคำตอบ

ผมออกแนวเพ้อจนชักไม่ชอบตัวเองเสียแล้ว คงมีอะไรที่เป็นขี้เท่อฟุ้งแถวนี้ ไม่มากก็น้อย

ผมขอเรียนถามกลับดีกว่า ว่า
เมื่อดูรูปของร็อคเวลล์แล้ว เราย้อนไปพิจารณาควบวรรณกรรมและภาพยนตร์

เราได้อะไรเป็นเชื้อไฟให้สมองบ้างครับ ใครที่รู้โปรดเข้ามาเสวนาด้วย

รูปประกอบผมต้องการให้เห็น art of propaganda จากสามโลก
เปลือกต่างกัน แต่เนื้อเหมือนกันครับ ในวรรณกรรมมีอย่างนี้ใหมครับ

.
28 พ.ค. 2549 20:00


ความคิดเห็นที่ 21 โดย เทาชมพู

ถามถึงวรรณกรรมแล้วชักสะดุ้ง ไม่รู้เรื่องไหนโดนคุณพิพัฒน์หมายหัวว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อบ้าง

อึ้งไปเลย ไม่กล้าตอบ เพราะวรรณกรรมอเมริกันที่เรียนมา ครูอาจารย์ท่านก็เชิดชูว่าดีงาม

แต่งามสำหรับอเมริกัน จะงามสำหรับไทยหรือเปล่า อาจจะไม่



งานของจอห์น สไตนเบค ของเออเนสต์ เฮมิงเวย์ ของเทนเนสซี วิลเลียมส์ เหล่านี้ชวนเชื่อไหมล่ะคะ?



แต่ถ้าดูยูบีซี เจอบ่อย หนังที่เชิดชูฝันอเมริกัน เคยดูหลายเรื่อง ตัวเอกอพยพมาอยู่อเมริกา มาสร้างและสานฝันอยู่ที่นี่จนสำเร็จน่ะค่ะ แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้วว่าอะไร

ส่วนใหญ่ไม่มีใครย้อนหลังไปคำนึงถึงประเทศถิ่นที่จากมา ทุกคนภูมิใจที่เป็นอเมริกัน
28 พ.ค. 2549 20:45

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น