ศึกสายเลือดในราชวงศ์สจ๊วตของอังกฤษ


กระทู้นี้สืบเนื่องมาจากกระทู้
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=20&Pid=45163&PHPSESSID=81fe7e060a06c3bb713bfba474ce244a
**************************************
ตามที่เล่าตอนจบไว้ในกระทู้ก่อน ว่า
เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 เสด็จสู่สวรรคาลัยไปแล้วในปีค.ศ. 1685
พระอนุชาองค์เดียว เจ้าชายเจมส์ ดยุคแห่งยอร์คก็ขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อ
ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภาและประชาชน

ทั้งนี้เพราะพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงแผ้วถางทางเดินไว้ให้มั่นคงดี
คือไม่ทรงรับโอรสนอกกฎหมายคนใดของพระองค์ขึ้นเป็นเจ้าฟ้า
อันจะทำให้มีสิทธิ์ในการสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์
ทำให้เส้นทางของเจ้าชายเจมส์(น่าจะ)ราบรื่นไร้ขวากหนาม

แต่ก็น่าจะเป็นกรรมของราชวงศ์สจ๊วต เพราะพระเจ้าเจมส์พระราชาองค์ใหม่นี้ก็ออกจะมีคุณสมบัติ
และพระนิสัยบางอย่างที่ไม่ค่อยจะนำคุณประโยชน์มาสู่ตัวเอง อยู่ไม่มากก็น้อย
คล้ายๆพระบิดา คือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ซึ่งถูกประหารด้วยฝีมือครอมเวลล์
ทำให้ประสบชะตากรรมที่คล้ายกันแม้ว่าไม่เลวร้ายเท่า
21 ก.พ. 2549 13:57
88 ความเห็น
17565 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย เทาชมพู


เชิญมาดูกันดีกว่านะคะ ว่าพระประวัติของดาราเอกของเราในกระทู้นี้ คือพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ทรงมีความเป็นมายังไง

พระเจ้าเจมส์ทรงเติบโตขึ้นในช่วงเจ้านายต้องพลัดถิ่นจากบ้านเมือง พี่ชายน้องชายไปกันคนละทาง

เจ้าชายหนุ่มน้อยแห่งอังกฤษตกยาก ต้องเข้ารับราชการเป็นนายทหารเรือในราชนาวีฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
หรือสุริยราชันย์ผู้มีอำนาจเป็นที่เลื่องลือ
พระองค์เป็นทหารเรือธรรมดาๆ ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ นับว่าโชคดีที่มีงานทำเลี้ยงชีพไปได้ไม่ลำบาก
เมื่อพระเชษฐาได้บัลลังก์อังกฤษคืนมาอย่างสง่าผ่าเผยแล้ว เจ้าชายก็อำลาชีวิตนายทหารเรือธรรมดาๆ ก้าวกระโดดขึ้นเป็นแม่ทัพเรือของราชนาวีอังกฤษอย่างเต็มภาคภูมิ
21 ก.พ. 2549 14:00


ความคิดเห็นที่ 2 โดย เทาชมพู

ดวงของพระเจ้าเจมส์ตอนขึ้นครองราชย์ ถ้ามีโหรไทยอยู่ในราชสำนักก็คงจะทูลว่าทรง "บุญมีแต่กรรมบัง"
กรรมเรื่องแรกคือพายุการเมืองที่ตั้งเค้าอึมครึมอยู่ตั้งแต่ปลายรัชกาลก่อน จากปรปักษ์ตัวสำคัญ ดยุคแห่งมอนมัธ หลานชายของพระองค์นั่นเอง

มอนมัธเป็นที่นิยมของประชาชนในความหนุ่มแน่นสง่างามและปรีชาสามารถ
นอกจากนี้ยังนับถือคริสตศาสนานิกายโปรแตสแตนท์แบบเดียวกับชาวอังกฤษส่วนใหญ่
มากกว่าพระเจ้าเจมส์ที่แก่เฒ่า พระชนม์ปาเข้าไป 51 นับถือคาทอลิคอย่างเคร่งครัด และไม่ค่อยจะได้ใกล้ชิดกับราษฎรมาแต่รัชสมัยพระเชษฐาแล้ว

เขาถือว่าตัวเองคือผู้สืบราชบัลลังก์อังกฤษ เพราะเชื่อว่าพระบิดาได้ทรงเสกสมรสอย่างลับๆ
กับลูซี วอลเตอร์มารดาของเขาตั้งแต่สมัยพระองค์ระเหเร่ร่อนพลัดถิ่นอยู่ในยุโรป
แต่ไม่ทรงเปิดเผยความลับนี้ต่อสาธารณชน เพราะจะทำให้การอภิเษกสมรสกับพระนางแคทเธอรีนเป็นโมฆะไป

อย่างไรก็ตามทั้งรัฐสภาและพระเจ้าเจมส์ก็ปฏิเสธข้อนี้ พระเจ้าเจมส์จึงได้ครองราชย์
ในปีเดียวกันนั้นเอง ห่างมาไม่กี่เดือนมอนมัธก็ประกาศตัวเองเป็นราชันย์แห่งอังกฤษ ยกทัพเข้าชิงราชบัลลังก์จากพระเจ้าเจมส์
21 ก.พ. 2549 14:07


ความคิดเห็นที่ 3 โดย paganini

เรื่องตามคำขอ แต่มาอย่างเงียบๆ เกือบตกสำรวจเลย



มาลงชื่อนั่งฟังเป็นคนแรกครับ อิอิอิ
22 ก.พ. 2549 03:59


ความคิดเห็นที่ 4 โดย ติบอ

แวบเข้ามาลงชื่อกับพี่ปากกาด้วยคนนะครับ

ขอบพระคุณ อ.เทาฯ มากครับ สำหรับกระทู้นี้





ปล. ใครเข้ามาแล้วมีกาแฟเย็นแจกนะครับ อิอิ
22 ก.พ. 2549 06:23


ความคิดเห็นที่ 5 โดย เทาชมพู


มอนมัธมีกองทหารของเขาและรวบรวมชาวบ้านที่เห็นด้วยได้อีกจำนวนหนึ่ง ปะทะกับทัพหลวงที่เซดจ์มัวร์
แม้ว่ามอนมัธเป็นนายทหารผ่านการรบมาก่อน แต่กำลังพลน้อยกว่า ประกอบกับทหารหลวงใช้อาวุธหนักเช่นปืนใหญ่ยิงเข้าไป กองกำลังของมอนมัธก็แตกพ่าย

ส่วนชาวบ้านอื่นๆที่มอนมัธหวังว่าจะเข้าข้างเขา ก็พากันอยู่เฉย เพราะไม่มีใครอยากเห็นสงครามกลางเมืองที่ชาวอังกฤษต้องฆ่าฟันกันเองนองเลือดลุกลามกันไปใหญ่โต
มอนมัธเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หนีไปแต่ถูกจับตัวกลับมาได้ และถูกขึ้นศาลพิจารณาโทษขั้นประหารชีวิตด้วยข้อหาทรยศต่อประเทศและกบฏต่อราชบัลลังก์
22 ก.พ. 2549 10:22


ความคิดเห็นที่ 6 โดย เทาชมพู

มอนมัธยื่นฎีกาขออภัยโทษ แต่ไม่เป็นผล เขาถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะที่ หอคอยแห่งลอนดอน(Tower of London)

เพชฌฆาตต้องใช้ขวานฟันถึง 8 ครั้งกว่าหัวของมอนมัธจะหลุดจากบ่า



ตุลาการที่พระเจ้าเจมส์เลือกมาตัดสินคดีกบฏ ชื่อจอร์ช เจฟฟรีย์ เขาตัดสินคดีกบฏครั้งนี้อย่างเหี้ยมโหดเป็นประวัติการณ์ของยุค

นอกจากมอนมัธแล้ว มีผู้ถูกตัดสินประหารถึง 320 คน บางคนถูกประหารอย่างทารุณคือใช้ม้าลากไปตามถนน เอาขึ้นแขวนคอ แล้วเอาลงมาผ่าอกสับแขนขาเป็นชิ้นๆ

มี 800 คนถูกเนรเทศออกจากประเทศไปทำงานเป็นทาสใน West Indies

เท่ากับว่าเพียงไม่กี่เดือน พระเจ้าเจมส์ก็นั่งบนบัลลังก์อาบเลือดชุ่มโชก
22 ก.พ. 2549 10:24


ความคิดเห็นที่ 7 โดย เทาชมพู


มีเกร็ดเล็กๆ 2 เรื่อง เรื่องแรกเล่าแล้วไม่รู้ว่าสมาชิกเรือนไทยจะรู้สึกตลกหรือว่าสยอง

เรื่องมีอยู่ว่าเป็นธรรมเนียมของอังกฤษที่จะต้องวาดภาพเหมือน( portrait) ของบุคคลสำคัญ ระดับเจ้านายและขุนนางเอาไว้ประดับคฤหาสน์ เพื่อเป็นหลักฐานให้ลูกหลานรู้กันต่อๆไป
เป็นของจำเป็นขาดเสียมิได้ ในยุคที่ยังไม่มีกล้องถ่ายรูป

หลังจากมอนมัธถูกประหารไปแล้ว ลูกเมียและผู้ที่เกี่ยวข้องก็นึกกันขึ้นมาได้ว่า มอนมัธยังไม่เคยมีภาพพอทเทรตของตัวเองสักภาพเดียว
ทำไงดีล่ะ
ในที่สุดก็ต้องไปขุดเอาศพของเขาขึ้นมาพร้อมกับหัว(ที่ขาดจากตัวไปแล้ว
ด้วยคมขวาน)แล้วจ้างช่างตัดเสื้อมาเย็บคอติดกับร่างกายซะใหม่
จับศพแต่งตัวโอ่อ่า นั่งบนเก้าอี้ โพสท่า แล้วให้ศิลปินวาด ตบแต่งภาพวาดให้ออกมาหล่อเหลาคมคายมีชีวิตชีวา ดูเหมือนเขายังมีชีวิตอยู่

ใครจะว่ายังไงดิฉันไม่รู้ แต่ดิฉันว่าช่างตัดเสื้อและนายศิลปินคนนั้นนอกเหนือจากเห็นแก่ค่าจ้างแพงลิบลิ่วแล้ว
ต้องเป็นคนประสาทแข็งยากจะหาใครเทียบอีกด้วย
22 ก.พ. 2549 10:28


ความคิดเห็นที่ 8 โดย เทาชมพู

เกร็ดที่สองคือ มีเรื่องเล่าลือกันว่าอันที่จริงมอนมัธไม่ได้ตายจริงหรอก พระเจ้าเจมส์พระทัยไม่แข็งพอจะสั่งประหารหลานชาย

ก็เลยสร้างฉากให้เขาถูกประหารในหอคอยแห่งลอนดอน ซึ่งเป็นที่มิดชิดไม่มีราษฎรเข้าไปเห็น

แล้วประหารหลอกๆ กัน



ตัวจริงของมอนมัธถูกส่งไปขังคุกที่ฝรั่งเศสของพระเจ้าหลุยส์ พันธมิตรที่ดีของพระเจ้าเจมส์

จับสวมหน้ากากเหล็กเอาไว้ไม่ให้ความลับแตก อยู่ดีกินดีในคุกจนถึงแก่กรรมไปเอง

ตามก๊อสสิปนี้ ดยุคแห่งมอนมัธก็คือ Man in the Iron Mask ตัวจริง
22 ก.พ. 2549 10:29


ความคิดเห็นที่ 9 โดย เทาชมพู

กบฏมอนมัธคงจะทำให้พระเจ้าเจมส์ทรงหวั่นไหวอยู่ไม่มากก็น้อย แม้ว่ากองทัพหลวงบดขยี้ศัตรูได้ง่ายดายก็ตาม

พระองค์จึงมีนโยบายปรับปรุงกองทัพด้วยการเลื่อนตำแหน่งนายทหารฝ่ายคาทอลิคให้มาคุมกำลังกันมากขึ้น พวกนี้ทรงไว้ใจได้ว่าจงรักภักดี

นอกจากนี้ยังเป็นการคานอำนาจทางฝ่ายโปรแตสแตนท์ได้อีกด้วย

ไม่งั้นก็คงต้องทรงหวาดหวั่นเรื่อยไป ไม่รู้ว่าพวกโปรฯ จะหันกลับมาต่อต้านพระองค์เมื่อใด



เหตุผลที่ทรงประกาศเป็นทางการ ก็คือทรงแบ่งความสำคัญให้คาทอลิคและโปรแตสแตนท์เท่าๆกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

รัฐสภาก็เริ่มไม่เป็นสุขละซีคะ เพราะอำนาจทางคาทอลิคมากขึ้นเท่าไร อำนาจของโปรแตสแตนท์ก็ถูกบั่นทอนลงเท่านั้น

ในที่สุดก็นำมาสู่การขัดแย้งประท้วงกันรุนแรงกับพระเจ้าเจมส์

พระเจ้าเจมส์ก็ทรงทำอย่างที่พระบิดาและพระเชษฐาทำมาก่อน คือยุบสภามันเสียรู้แล้วรู้รอด
23 ก.พ. 2549 08:00


ความคิดเห็นที่ 10 โดย เทาชมพู

พระเจ้าเจมส์อาจจะทรงลืม หรือไม่ก็ดูไม่ออกว่าพระองค์ยังขาดคุณสมบัติสำคัญของพระเชษฐาอีกมาก

นั่นคือความเฉียบแหลมในการปกครองอาณาจักร รู้ว่าตอนไหนควรยืดหยุ่น ตอนไหนควรเด็ดขาด



นอกจากนี้ ด้านคุณสมบัติส่วนพระองค์ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ก็เป็นผู้ที่มีเสน่ห์ เป็นกันเอง เข้ากับคนง่าย ไม่ถือพระองค์ เรียกว่าทรง"รู้เขารู้เรา" สามารถชนะใจราษฎรได้เสมอมา

ดังนั้นต่อให้รัฐสภามีมือเก่งๆแค่ไหน แต่ถ้าพระราชามีราษฎรหนุนหลังอยู่ อำนาจของพระองค์ในการจัดการกับรัฐสภาก็ทำได้แบบไม่ยากเย็น



พระเจ้าเจมส์ไม่เป็นที่นิยมของราษฎรเท่าใดนัก เพราะอยู่คนละนิกายกันอย่างหนึ่งละ

นอกจากนี้พระองค์ยังมีพระอุปนิสัยดื้อรั้นหัวชนฝาคล้ายๆพระบิดา(คือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1) หากเชื่ออะไรก็ตั้งหน้าตั้งตาจะทำตามนั้น

เช่นทรงสนับสนุนคาทอลิคด้วยความเชื่อมั่นจากศรัทธาของพระองค์

ทรงไม่เห็นเป็นความผิดที่ตรงไหนที่จะมีขุนนางที่มีศรัทธาคล้ายคลึงกันเป็นมือเป็นแขนล้อมรอบราชบัลลังก์



จะว่าไป มันก็ไม่ผิดหรอกไม่ว่าเรื่องจริยธรรมหรือกฎหมาย เพียงแต่มันไปขัดต่อความรู้สึกของราษฎรส่วนใหญ่เท่านั้นเอง

เมื่อราษฎรไม่เข้าข้าง พวกเขาก็ไม่ทำอะไรมาก เพียงแต่เย็นชาเฉยเมย ไม่ให้การสนับสนุนเมื่อถึงคราวคับขัน



พระเจ้าเจมส์เอาชนะเสียงในรัฐสภาไม่ได้ ก็ทรงตัดปัญหาด้วยการยุบสภา ให้มันรู้แล้วรู้รอด

แทนที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเงียบหงอยหมดฤทธิ์ไปอย่างที่ทรงคิดว่าน่าจะเป็น มันก็เหมือนไปนั่งทับลูกระเบิดเอาไว้

รอเวลาระเบิดตูมขึ้นใน 3 ปีต่อมา



ก่อนจะมาถึงปลายรัชสมัยก็ต้องขอย้อนไปปูพื้นถึงเรื่องส่วนพระองค์ของพระเจ้าเจมส์สักหน่อยละค่ะ

เพราะมันมีผลกระทบโดยตรง
23 ก.พ. 2549 08:10


ความคิดเห็นที่ 11 โดย เทาชมพู


พระเจ้าเจมส์ไม่ใช่ชายเจ้าสำราญแบบพระเชษฐา พระองค์ทรงมีพระมเหสีและพระโอรสธิดาไปตามลำดับขั้นตอนตามกฎหมาย
(ส่วนเรื่องพระสนมก็มีบ้าง แต่ไม่อื้อฉาว)
แต่ตามประสาคนบุญมีแต่กรรมบัง เรื่องที่เริ่มต้นอย่างไม่น่าจะยุ่งยากก็พลิกผัน มีผลพลิกบัลลังก์ยิ่งกว่าเรื่องของมอนมัธร้อยเท่าก็ว่าได้

เมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าชายเจมส์ ตกยากอยู่นอกอังกฤษ พระเจ้าเจมส์มีหม่อมคนแรกชื่อเลดี้ แอนน์ ไฮด์ เป็นลูกสาวของเซอร์เอ็ดเวิร์ด ไฮด์ ผู้เป็นที่ปรึกษาคู่พระทัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2
พอหล่อนท้องขึ้นมา ก็ทรงสมรสกับหล่อนอย่างลับๆ ก่อน แล้วค่อยเข้าพิธีเสกสมรสอย่างเปิดเผยเมื่อพระเชษฐาขึ้นครองราชย์แล้ว เพื่อทำให้หล่อนเป็นชายาที่ถูกต้องตามกฎหมายของดยุคแห่งยอร์ค

แต่ดัชเชสแห่งยอร์คก็ไม่เป็นที่นิยมของราชสำนักเอาเลย หล่อนถูกกล่าวหาว่าจุ้นจ้านในเรื่องราชการงานเมือง เช่นผลักดันตัวเองให้เข้าไปนั่งร่วมประชุมคณะที่ปรึกษาของเจ้าชาย เพื่อจะควบคุมเรื่องรายจ่ายว่าเจ้าชายเอาเงินไปใช้เรื่องอะไรบ้าง

หล่อนพยายามครอบงำและจูงจมูกเจ้าชายเจมส์ไปเกือบทุกเรื่อง เท่านั้นยังไม่ร้ายพอ หล่อนยังถูกกล่าวหาอีกว่าสั่งฆาตกรรมหม่อมลับๆอีกคนของเจ้าชาย แล้วยังพัวพันกับข้าราชสำนักที่ถูกเนรเทศออกไปจากวัง
ที่ร้ายกว่านี้คือหล่อนหันไปรับศีลเป็นคาทอลิคอีกด้วย ทั้งที่แต่แรกก็เป็นโปรแตสแตนท์อยู่แท้ๆ
เรื่องเหล่านี้( เว้นแต่เรื่องคาทอลิค)จริงหรือว่าใส่ร้ายก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นชัดว่าดัชเชสไม่เป็นที่ยอมรับนับถือเอามากๆ

ในเมื่อเมียถูกมองว่าร้ายกาจ เจ้าชายก็เลยยากที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้พระองค์เองขึ้นมาได้

ความอาภัพอีกอย่างของดยุคและดัชเชสแห่งยอร์คก็คือโอรสธิดา แอนน์คลอดบุตรถึง 8 คน แต่ว่าตายกันไปเกือบหมดตั้งแต่ยังเล็กๆ รอดมาได้แค่ 2 คน แต่ก็เป็นหญิงทั้งคู่
คือเจ้าหญิงแมรี่ (เกิดปี 1662) และเจ้าหญิงแอนน์ (เกิด ปี 1665) เมื่อพระบิดายังเป็นเจ้าชายเจมส์ ดยุคแห่งยอร์ค

ความอาภัพของดัชเชส ก็คือหล่อนไม่มีโอกาสขึ้นเป็นราชินีอังกฤษ
หลังคลอดแอนน์ได้ไม่กี่สัปดาห์ ดัชเชสแห่งยอร์คก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งที่พระราชวังเซนต์เจมส์
20 ปีก่อนเจ้าชายเจมส์ขึ้นครองราชย์

ภาพข้างบนนี้คือ แอนน์ ดัชเชสแห่งยอร์ค ค่ะ
23 ก.พ. 2549 08:55


ความคิดเห็นที่ 12 โดย เฟื่องแก้ว

มาลงชื่อเข้าเรียนก่อนค่ะ เดี๋ยววิ่งกลับไปอ่านแต่แรกใหม่
24 ก.พ. 2549 05:07


ความคิดเห็นที่ 13 โดย เทาชมพู


เมื่อดัชเชสแห่งยอร์คตายไปแล้ว เจ้าชายเจมส์ก็ทรงสมรสใหม่ คราวนี้กับเจ้าหญิงต่างชาติคือเจ้าหญิงแมรี่ พระธิดาพระเจ้าอัลฟองโซที่ 4 แห่งโมดีนา
เจ้าหญิงองค์ใหม่ก็ไม่ได้ก่อความนิยมยินดีให้ราชสำนัก พอๆกับคนเก่า เพราะเธอเป็นคาทอลิค แถมเคร่งครัดมากๆเอาด้วย

ข้าราชบริพารรวมทั้งราษฎรเกลียดเธอเอามากๆ
ข่าวซุบซิบแพร่สะพัดไปทั่วบ้านเมืองว่าเธอเป็นสายลับที่พระสันตปาปาคลีเมนต์ที่ 10 ส่งมาครอบงำเจ้าชาย
เพื่อเปลี่ยนประเทศอังกฤษไปเป็นคาทอลิคอีกครั้ง

เธอถูกสงสัยว่าพัวพันในแผน Popish Plot ที่กุขึ้นว่าพวกคาทอลิคจะลอบปลงพระชนม์พระเจ้าชาร์ลส์และยกเจ้าชายเจมส์ขึ้นครองราชย์แทน
เจ้าหญิงรอดพ้นไปได้แต่เลขานุการของเธอรับเคราะห์แทน เธอกับเจ้าชายต้องลี้ภัยออกนอกอังกฤษชั่วคราวจนเรื่องสงบลง
24 ก.พ. 2549 08:49


ความคิดเห็นที่ 16 โดย นายสายธาร

เข้ามาลงทะเบียนด้วยคนครับ

สำหรับเรื่องการแต่งงานข้ามประเทศกันนั้น ในความคิดผมนั้นเห็นว่าคงคล้ายกับบ้านเราในสมัยก่อน คือประเทศต่าง ๆ นั้น ยังคงเป็นอาณาจักรแบ่งแยกกันอยู่ จึงต้องมีการสานสัมพันธไมตรี หรือผูกมิตรกันไว้นั่นเอง ส่วนการผูกมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดก็คือการแต่งงาน เพราะว่า อาณาจักรพ่อตาคงไม่มาตีอาณาจักรลูกเขย และเมื่อเกิดปัญหาภายในก็จะได้แรงสนับสนุนจากต่างอาณาจักร(หรือต่างประเทศในกรณีของราชวงศ์ยุโรป) อีกด้วย

ไม่ทราบว่าความคิดของผมนี้จะถูกหรือผิดครับอาจารย์
24 ก.พ. 2549 17:24


ความคิดเห็นที่ 17 โดย HotChoc

ฝ่ายชายได้สินสมรสด้วยครับ อาจจะเป็นเมืองซักสองสามเมือง หรือภาษีอากรจากเมืองท่า ขึ้นกับยศศักดิ์ฝายชาย ถ้าโชคดีอาจได้มรดกจากพ่อตาด้วย ตอนจักรพรรดิแม๊กซิมิเลียนที่ 1 ของโฮลีโรมันเอ็มไพร์ตาย ก็ยกดินแดนของตัวเองให้หลานตากษัตริย์คาร์ลอสที่ 1 ของสเปน ดินแดนที่ว่าก็คือออสเตรีย หัวเมืองอิตาลีทางเหนือ เนเธอร์แลนด์ปัจจุบัน เชคปัจจุบัน บางส่วนทางตะวันออกของฝรั่งเศส เรียกว่าคิงคาร์ลอสดูแลไม่ไหวเลยครับต้องให้น้องไปดูแลออสเตรียแทน



ถ้าโชคดีกว่านั้นลูกหลานอาจได้ไปเป็นกษัตริย์เลยก็ได้ อังกฤษเองก็เคยรับ"คนต่างชาติ"มาเป็นพระราชาหลายที ต้นตระกูลสจ๊วตเองก็มาจากสก๊อตแลนด์ เดี๋ยวอาจารย์เทาชมพูเล่าไปซักพักก็จะมีคนดัตช์มาเป็นกษัตริย์อังกฤษอีก ต่อจากนั้นก็จะเป็นคนเยอรมัน
24 ก.พ. 2549 19:45


ความคิดเห็นที่ 18 โดย เทาชมพู

นั่นแน่...คุณนุชนาไม่ได้อ่านกระทู้ราชาเจ้าสำราญ หรืออ่านแล้วลืมไปน่ะสิคะ

ในนั้นบอกเหตุผลของการเสกสมรสของเจ้านายเอาไว้แล้วค่ะ การอยู่คนละดินแดนอำนวยประโยชน์ให้มหาศาล โดยเฉพาะกับฝ่ายชาย



คำตอบของคุณสายธารและคุณ HotChoc ถูกทั้งสองคนค่ะ
25 ก.พ. 2549 09:12


ความคิดเห็นที่ 20 โดย เทาชมพู

การเสกสมรสครั้งนั้นเป็นด้วยเหตุผลทางศาสนาค่ะ



James managed to significantly reduce the influence of the Roman Catholic nobles in Scotland. He further endeared himself to Protestants by marrying Anne of Denmark—a princess from a Protestant country and daughter of Frederick II of Denmark.


http://en.wikipedia.org/wiki/James_I_of_England
25 ก.พ. 2549 10:32


ความคิดเห็นที่ 21 โดย เทาชมพู

เล่าความมาถึงตอนนี้แล้ว ผู้อ่านบางท่านก็คงจะเกิดสงสัยขึ้นมาว่า อะไรกันนักกันหนา กะแค่เรื่องนับถือศาสนาเดียวกัน แต่ต่างนิกายกันนี่น่ะ

เป็นเหตุให้จงเกลียดจงชังกันขนาดนี้เทียวหรือ ในเมื่อต่างก็มีพระเจ้าองค์เดียวกัน พระศาสดาองค์เดียวกัน ก็น่าจะประนีประนอมกันได้ อยู่ร่วมกันไปไม่ถึงกับมองหน้ากันไม่ติด

คำตอบคือความหมายไม่ได้จำกัดวงแค่ความเชื่อถือศรัทธาเท่านั้น แต่มันรวมไปถึงเหตุผลทางการเมืองด้วย



เพราะตั้งแต่โบราณกาลมา ก่อนอาณาจักรทั้งหลายจะรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมั่นคง แบ่งกันเป็นฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน กรีซ ฯลฯ กันแบบมีเส้นขีดคั่นชายแดนกันแน่นอน

อำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าราชาทั้งหลายบนดินแดนต่างๆนั้นก็มีอยู่ คืออำนาจของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire)

ประมุขคือพระสันตปาปา หรือ Pope แห่งนครวาติกัน ซึ่งเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับประเทศใด



การสวมมงกุฎราชาองค์ใดที่นับถือคริสต์ ( ตอนนั้นมีอย่างเดียวคือโรมันคาทอลิค) ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากพระสันตปาปา และราชาเหล่านั้นก็ต้องเสด็จไปรับพิธีราชาภิเษกโดยพระศาสนประมุขอีกด้วย

หรืออย่างน้อยก็ต้องมีตัวแทนของพระองค์มาทำพิธีให้



ดังนั้นอำนาจของสันตปาปาจึงยิ่งใหญ่ บรรดาบาทหลวงและพระราชาคณะทั้งหลายในอาณาจักรต่างๆก็ขึ้นกับพระองค์

รายได้ของวัด ส่วยสาอากรหรือข้าวของเงินทองของพวกมาทำบุญให้วัดก็ขึ้นตรงกับพระสันตปาปา ไม่ได้ขึ้นกับเจ้าแผ่นดิน

พระราชาเองก็ต้องอ่อนน้อมยอมประพฤติองค์ตามข้อบังคับทางศาสนา



พระราชาอังกฤษองค์แรกที่ลุกขึ้น "ปฏิวัติ" เรื่องนี้คือพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ (องค์ที่คุณชื่นใจอยากจะฟังเรื่องของท่านนั่นไงล่ะคะ)

เมื่อพระสันตปาปาไม่ยอมให้การอภิเษกสมรสของท่านกับพระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอน มเหสีองค์แรกเป็นโมฆะ



พระเจ้าเฮนรี่ก็ไม่ใช้วิธีตื๊อจนพระสันตปาปาใจอ่อน หรือโต้เถียงเอาชนะคะคานให้ได้ เพราะแน่นอนว่าทำไปจนตายก็คงไม่ได้ผล

พระองค์ใช้ไม้เด็ด เปลี่ยนศาสนาประจำชาติ จากคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิคมาเป็นโปรแตสแตนท์ นิกาย Church of England ซึ่งมี Archbishop of Canterbury เป็นประมุข

ท่านอาร์ชบิชอปก็ตกลงให้ทรงหย่าจากพระนางได้



นอกจากนี้พระเจ้าเฮนรี่ยังทรง" ลุย" วัดต่างๆของคาทอลิคเสียจนไม่มีเหลือ บาทหลวงทั้งหลายต้องหลบหนีอาญาแผ่นดินซุกซ่อนกันจ้าละหวั่น

ข้าวของเงินทองที่ได้จากประสกสีกากันเหลือเฟือ เป็นสมบัติของวัด ขึ้นตรงกับพระสันตปาปา ก็ตกเป็นของท้องพระคลังแทน



ประวัติศาสตร์เป็นอย่างนี้ ก็คงพอจะมองเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าทำไมราษฎรที่นับถือโปรแตสแตนท์กันมานานร่วมศตวรรษ ถึงพากันเดือดร้อนไม่อยากกลับไปอยู่ใต้อาณัติของคาทอลิคอีก
25 ก.พ. 2549 17:04


ความคิดเห็นที่ 23 โดย paganini

โหย คุณชื่นใจ Henry VIII เบื่อแล้ว ฟังมาเยอะแล้ว ผมอ่านต่วยตูนพิเศษสมัยก่อนมีแต่เรื่องของราชาพระองค์นี้กับพระราชินีทั้ง 6ของพระองค์ โดยเฉพาะเรื่องของ แอนน์ โบลีน (พระราชมารดาของ Queen Elezabeth I ไงครับ) ที่มีการมาทำเป็นหนังเรื่องราชินีพันทิวา(จำชื่ออังกฤษไม่ได้) หรือแม้แต่เรื่องผีๆที่มีคนเห็นพระนางแอนน์โบลีนเดินไปมาอยู่ใน the Tower of London หรือไม่ก็ Hampton Court



เขาว่ากันว่า King Henry VIII เป็นนักดนตรีเอกด้วยนะ เพลง Greensleeves ร่ำลือกันว่าท่านเป็นผู้แต่งด้วยนะครับ



อิอิ แซวเล่นน่ะครับ ถ้า อ.เทาจะเขียนถึง Henry III ผมก็จะติดตามอ่านเหมือนเดิมแหละครับ
26 ก.พ. 2549 00:12


ความคิดเห็นที่ 24 โดย ชื่นใจ

โหย...(มั่ง)...คุณ padanini เห็นใจอิฉันบ้างเถอะ

ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นคนขวนขวายเรื่องราวพวกนี้สักเท่าไหร่

ความรู้เลยต่ำเจ้าค่ะ...ก็ขอยกระดับความรู้ตัวเองให้สูงขึ้นสักนิด

ด้วยการจองเรื่องไว้ เผื่ออาจารย์เทาชมพูท่านจะกรุณา

...

ไหมล่ะ...คุณก็ยังจะตามอ่านต่อไปอยู่ดี

...

ว่าไป อิฉันชักเริ่มเห็นเค้าลาง Terrible Tudors ขึ้นมารำไร

...

แต่ตอนนี้ กลับเข้าเรื่องของสจ๊วตต่อดีกว่าค่ะ
26 ก.พ. 2549 02:23

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น