ราชาเจ้าสำราญ : ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ

เชิญล้อมวงเข้ามานั่งบนพรมค่ะ วันนี้จะมาเล่าเรื่องฝรั่งให้ฟัง
เลยขอไม่ปูเสื่อแบบไทยๆอย่างครั้งก่อนละนะคะ

ขอเล่าครั้งและเล็กละน้อยเท่าที่จะหาเวลาได้ ระหว่างนั่งฟัง กรุณาให้เสียงทักทายกันบ้าง อย่ามัวแต่เงียบ
ไม่งั้นคนเล่าจะเก้อ

ขอเริ่มความเป็นมาก่อนว่าทำไมถึงสนใจพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งมีพระชนม์ชีพอยู่เมื่อ ค.ศ. 1630-1685
ถ้าเทียบกับไทยก็คือ พ.ศ. 2173- 2228
ประมาณรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของกรุงศรีอยุธยา

ในตอนแรกไม่รู้จักพระองค์ท่านหรอกค่ะ แต่ว่าเคยอ่านพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เรื่อง "นินทาสโมสร" และ "ชิงนาง"
ทรงแปลจาก School for Scandals และ The Rivals ของ Richard Sheridan
เป็นเรื่องที่สนุกมาก ทั้งสองเรื่อง

ต่อมาเมื่อเรียนวิชา Drama ก็พบว่า เชอริแดนเป็นนักเขียนบทละครโด่งดัง ในยุค Restoration Drama
ซึ่งเป็นยุคทองของละครประเภทหัสนาฏกรรม(Comedy) ของอังกฤษ
Restoration ก็คือยุคของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 นี่เอง

ชีวิตของพระองค์เป็นชีวิตที่โลดโผนเต็มไปด้วยสีสันยิ่งกว่านิยาย แปลกที่ไม่ค่อยจะมีใครเอามาทำหนังกัน
ทั้งที่มีครบทุกรส ทั้งตื่นเต้นผจญภัย โศกเศร้า ระหกระเหิน รักร้อนแรง
เรียกว่าเป็นราชันย์ที่มีสีสันมากที่สุดพระองค์หนึ่งของอังกฤษก็ว่าได้

อัญเชิญพระฉายาลักษณ์มาให้ชมกันก่อน เป็นการเรียกน้ำย่อย
.
16 ม.ค. 2549 10:41
100 ความเห็น
14788 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย เทาชมพู

ก่อนจะเล่าถึงชีวิตของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ก็ต้องปูพื้นถึงพระบิดาของพระองค์เสียก่อน และคงจะต้องปูค่อนข้างยาวกลับไปถึงพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1

ใครดูหนัง Shakespeare in Love คงจำได้ถึงพระราชินีอังกฤษที่เสด็จมาดูละคร
องค์นั้นแหละค่ะพระราชินีนาถเอลิซาเบธ นางพญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ
ทรงครองราชย์ในฐานะกษัตริย์ ไม่ใช่เป็นมเหสีของพระราชา
และดำรงความเป็นนางกษัตริย์ที่ไม่ได้อภิเษกสมรสกับใคร จนสิ้นรัชกาล

ราชบัลลังก์อังกฤษก็เลยตกเป็นของพระญาติ ซึ่งเป็นราชาแห่งสก๊อตแลนด์ ข้ามดินแดนมาครองอังกฤษ
ทรงพระนามว่าพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งราชวงศ์สต๊วต หรือไทยออกเสียงว่า "สจ๊วต"
อังกฤษก็เปลี่ยนราชวงศ์จากทิวเดอร์ของพระราชินีนาถ มาเป็นราชวงศ์สจ๊วตนับแต่นั้น
พระเจ้าเจมส์ทรงมีพระราชโอรสขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ คือพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พระบิดาของราชาเจ้าสำราญ

พระรูปนี้คือพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทูลกระหม่อมปู่ของพระราชาเจ้าสำราญค่ะ
16 ม.ค. 2549 10:59


ความคิดเห็นที่ 2 โดย ศรีปิงเวียง

อ. เทาชมพูครับ ขออนุญาตเข้าห้องครับ (ถ้าไม่ให้เข้าก็จะขอยืนนอกห้องครับ)

วันนี้เป็นวันครู โรงเรียนหยุด (แต่ อ.ยังไม่หยุดให้ความรู้เช่นที่นี้ครับ)

ป.ล.

1. ไม่มีเก้าอี้ 2. ขออภัยที่ไม่ได้ใช้ศัพท์ทางการ และใช้ภาษาเป็นกันเองเกินไปครับ
16 ม.ค. 2549 11:45


ความคิดเห็นที่ 3 โดย เทาชมพู

นั่งตามสบายค่ะ คุณศรีปิงเวียง
จะนั่งบนเก้าอี้ ก็ได้ ถ้านั่งนานๆแล้วเมื่อย
จะลงมานั่งขัดสมาธิบนพรม หรือนั่งพิงฝาเรือนไทยเหยียดขา
หรือลงนอนพังพาบก็ได้ ไม่มีข้อห้าม
ขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้ยาว

เห็นคุณเข้ามาคนเดียวแต่ตัวเลขคนอ่านพุ่งขึ้นทุกที
คงมีผู้ไม่ประสงค์ออกนามมาแอบฟังอยู่นอกหน้าต่างประตูกันเยอะ
************************************************
ต่อค่ะ

พระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 สิ้นพระชนม์แต่ยังเยาว์
จึงมีการเลื่อนพระโอรสองค์รองขึ้นมาเป็นรัชทายาทแทน เจ้าชายองค์นี้ต่อมาทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา ในพระนาม พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 น่าจะเป็นราชันย์องค์ที่เคราะห์ร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ
ทั้งที่จะว่าไปโดยพระนิสัยแล้วก็ไม่ใช่คนเลวทราม กลับจะน่าสงสารเสียด้วยซ้ำ

เหมือนกับพระชะตาถูกพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกมาตลอดตั้งแต่ขึ้นครองราชย์
ไม่ว่าจะทรงคิดอะไรทำอะไรก็กลายเป็นก่อความขุ่นข้องหมองใจให้ราษฎรอยู่ไม่มีจบสิ้น
17 ม.ค. 2549 06:46


ความคิดเห็นที่ 4 โดย เทาชมพู

คนใกล้ตัวของพระองค์ก็ไม่ได้ช่วยส่งเสริมบารมี ให้พระองค์เป็นที่รักของประชาชน
อย่างเช่นดยุคออฟบัคกิ้งแฮม อดีตคู่ขาของพระบิดา และพยายามจะครอบงำพระองค์ในต้นรัชกาล เป็นที่ชิงชังของราชสำนักอย่างมาก
พี่แกก็เลยถูกลอบฆ่าตาย

คนใกล้ตัวอีกคนคือพระมเหสี เจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรีย พระน้องนางของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของคนอังกฤษ
เพราะพระราชินีนับถือคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิค

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ขุนนางใหญ่น้อยตลอดจนราษฎรส่วนใหญ่ที่นับถือคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ รู้สึกตรงกันว่ากลืนลงคอได้ยาก
ความแตกต่างด้านนิกายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายใหญ่โตในสมัยนั้น ผู้คนก็เลยพากันรังเกียจพระนาง จนเลยมาถึงการเขม่นพระราชาของตนเองไปด้วย
17 ม.ค. 2549 06:50


ความคิดเห็นที่ 5 โดย เทาชมพู

เรื่องอื่นๆทั้งเล็กและใหญ่ที่ทำให้ขุนนางและราชสำนักไม่ชอบพระเจ้าชาร์ลส์มีอีกหลายเรื่อง

แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักของกระทู้นี้ก็เลยขอข้ามไปก่อน เขียนรายละเอียดมากไปจะน่าเบื่อเปล่าๆค่ะ



พระเจ้าชาร์ลส์เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในพระองค์เอง - ถ้าเรียกแบบสมัยนี้ ส่วนถ้าเป็นสมัยโน้นเขาเรียกกันว่าทรงดื้อหัวชนฝา และไม่ฟังใคร

โดยเฉพาะรัฐสภาซึ่งทรงมีเรื่องปะทะขัดแย้งกันในการดำเนินนโยบายการเมือง

ทรงปักพระทัยว่าจะทำยังไงก็จะทำยังงั้นให้จงได้ รัฐสภาก็อิดหนาระอาใจกับพระองค์เต็มที โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ดึงชักคะเย่อกันไปมา พระองค์จะเอา แต่รัฐสภาก็ไม่ให้ หรือไม่มีจะให้

ผลก็คือทรงยืนอยู่มุมน้ำเงิน และรัฐสภาก็ยืนอยู่มุมแดง ชกกันไปชกกันมายืดเยื้ออยู่หลายยก

พระเจ้าชาร์ลส์ทรงยึดมั่นว่าอำนาจกษัตริย์มาจากพระเจ้า ไม่ได้มาจากประชาชน ในเมื่อรัฐสภาขัดขวางพระองค์ ก็ทรงยุบสภาไปเลย

สงครามกลางเมืองก็เลยระเบิดขึ้น
17 ม.ค. 2549 06:59


ความคิดเห็นที่ 6 โดย เทาชมพู

ถ้าหากว่าเรื่องนี้เป็นพงศาวดารจีน เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ส่งดาวร้ายดวงหนึ่งลงมาจุติเพื่อให้ล้มล้างฮ่องเต้โดยเฉพาะ
ดาวร้ายดวงนั้นเป็นชายชาวบ้านธรรมดาๆ ชื่อโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เขานับถือคริสตศาสนานิกายพิวริตัน

ขอแทรกเข้ามาทีหลัง เพราะเพิ่งไปอ่านเจอ ว่านายโอลิเวอร์แกไม่ใช่คนไกลตัวของวิชาการดอทคอม เพราะแกเป็นรุ่นพี่ของคุณเปี้ยวและคุณจ้อนี่เอง จบจากเคมบริดจ์เหมือนกันค่ะ แต่ก่อนหน้าประมาณสามร้อยกว่ารุ่นได้

พิวริตันเป็นนิกายที่เคร่งครัดเข้มงวดในการใช้ชีวิต หนักข้อกว่านิกายอื่นๆ ไม่นิยมความบันเทิงทางโลกแม้แต่เล็กน้อย
เห็นว่าเป็นความฟุ้งเฟ้อไร้แก่นสาร สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบๆสักแต่ว่าใส่พอให้กันหนาว ไม่เอาสวยเอางาม
ไม่ชอบแม้แต่การหัวเราะยิ้มแย้มแจ่มใส ต้องวางหน้าเคร่งขรึม ผมเผ้าก็ตัดสั้นง่ายๆให้สะดวก ไม่ต้องให้รับกับหน้า
จนเรียกกันว่า "พวกหัวกลม" พวกนี้อดทนและติดดินมาก

ในช่วงที่บ้านเมืองอ่อนแอและแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย สถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ขึ้นมาจนได้
เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพระเจ้าชาร์ลส์ฝ่ายหนึ่งและรัฐสภาอีกฝ่ายหนึ่ง ปะทะกันขึ้นขั้นแตกหัก

พระเจ้าชาร์ลส์และกำลังพลของขุนนางที่ภักดีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้กองทัพรัฐสภานำโดย ส.ส. ชาวบ้านอย่างครอมเวลล์
พระองค์ถูกตัดสินว่าเป็นผู้ทรยศต่อแผ่นดิน และถูกสำเร็จโทษด้วยการตัดพระเศียร
17 ม.ค. 2549 07:03


ความคิดเห็นที่ 7 โดย ติบอ

อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์

ผมขอแวบเข้ามานั่งฟังเรื่องของอาจารย์ด้วยคนนะครับ



จำได้ว่าตอนเรียนประวัติศาสตร์โลก

ประวัติศาสตร์อังกฤษช่วงราชวงศ์ทิวดอร์ถึงราชวงศ์สจ๊วตบางส่วน

(ตั้งแต่กษัตริย์เฮนรีที่ 8 จนถึงพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ได้)

อาจารย์ที่สอนขึ้นมาพูดหน้าชั้นว่าไม่มีเวลาสอน แต่อยากเล่าให้ฟังเป็นการส่วนตัว

ขอนัดไปเล่าให้ฟังเพิ่มวันหลัง ให้นิสิตมาลงชื่อ

เสียดายที่ผมไม่ได้ไปเพราะตรงกับวิชาแลบพอดี(อดเลย)



วันนี้มีโอกาสมานั่งฟังอาจารย์เทาเล่าทั้งที

ผมขอหอบหมอนมานอนฟังด้วยคนนะครับ
17 ม.ค. 2549 08:00


ความคิดเห็นที่ 8 โดย Andreas

Come to take a seat as well kharb.



I would try to give you all drinks and snack, if I could.
18 ม.ค. 2549 00:12


ความคิดเห็นที่ 9 โดย เทาชมพู

ด้วยความยินดีค่ะ คุณ ติบอและคุณ Andreas
************************************************
วิธีการประหารก็คือมี"ตะแลงแกง" หรือสถานที่ประหาร เป็นยกพื้นสูงให้คนเห็นกันทั่วๆ นักโทษถูกมัดมือไพล่หลัง คุกเข่า แล้วจับให้ก้มลงเอาคอพาดบนแผ่นไม้ ไม่กระดุกกระดิก
18 ม.ค. 2549 17:15


ความคิดเห็นที่ 10 โดย เทาชมพู


ในตอนไต่สวน พวกลูกขุนพยายามเคี่ยวเข็ญให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1รับสารภาพผิด อาจจะได้บรรเทาโทษ
แต่ก็ไม่ทรงยอมท่าเดียว
เพราะถ้ายอมสารภาพผิดก็เท่ากับยอมรับว่าทรงเป็นผู้ทรยศต่อแผ่นดิน เพราะฉะนั้นตายก็เป็นตาย

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงดำรงขัตติยมานะไว้ได้อย่างสงบเยือกเย็นน่าชมเชยเมื่อเสด็จขึ้นสู่ตะแลงแกง
ทรงถามเพชฌฆาตอย่างสงบว่า "ผมของเราเกะกะขวานของเจ้าหรือเปล่า"

เพราะทรงไว้พระเกศายาว เวลาก้มลงให้ฟัน กลุ่มผมหนาๆที่ปกคลุมคออาจจะทำให้ขวานฟันไม่ขาด
เมื่อเพชฌฆาตอยากให้รวบพระเกศาขึ้นไปใต้หมวกให้หมด ก็ทรงรับหมวกแก็ปจากบิชอปที่ตามขึ้นมาทำพิธีทางศาสนาให้เป็นครั้งสุดท้ายมาสวม แล้วรวบพระเกศาเข้าไปเก็บไว้ใต้หมวก
ทรงทำสัญญาณด้วยพระหัตถ์ให้เพชฌฆาตลงขวานได้

เพียงครั้งเดียวพระเศียรก็ขาดกระเด็น เพชฌฆาตชูพระเศียรขึ้นให้เห็นโดยทั่วกัน
ส่วนพระวรกายถูกนำไปวางลงในโลงศพ คลุมด้วยกำมะหยี่เพื่อจะนำไปฝังต่อไป
18 ม.ค. 2549 17:17


ความคิดเห็นที่ 11 โดย เทาชมพู

การประหารชีวิตของไทยและอังกฤษทำเหมือนกัน
จนถึงรัชกาลที่ 5
คือเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มาดู ราวกับมหกรรมดนตรี
พอฟันคอขาด ก็เหมือนกันอีกคือผู้หญิงเป็นลมเป็นแล้งกันไป
ส่วนของไทยคนที่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อดูให้ถนัด
ก็หน้ามืด มือเท้าอ่อน ร่วงลงมาเป็นแถว
18 ม.ค. 2549 17:19


ความคิดเห็นที่ 12 โดย คำฝอย

มาขอฟังด้วยคนค่ะ
18 ม.ค. 2549 22:13


ความคิดเห็นที่ 13 โดย จ้อ

ถ้าใครไปลอนดอน ที่หน้าตึกรัฐสภาของอังกฤษ (อันที่มีหอนาฬิกานั่นแหละครับ) มีรูปปั้นของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ อยู่ด้วยครับ



ว่าแล้วก็นั่งฟังอาจารย์เทาชมพูเล่าต่อดีกว่า
19 ม.ค. 2549 04:49


ความคิดเห็นที่ 14 โดย เทาชมพู

ทักทายคุณคำฝอย แล้วขอเล่าต่อค่ะ คุณจ้อเขยิบที่เผื่อน้องเหมียวด้วย

พระเจ้าชาร์ลส์มีพระโอรสธิดาหลายองค์ องค์ใหญ่สุดที่มีพระชนม์รอดมาได้จนเป็นหนุ่ม คือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์พระเอกในเรื่องนี้
ทรงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) หรือตำแหน่งรัชทายาทของอังกฤษ
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เข้าร่วมรบกับกองทัพพระบิดาตั้งแต่ทรงอยู่ในวัยรุ่น แค่ชันษา 15 ปี ในศึกที่เรียกว่า Battle of Edgehill ทางตะวันตกของประเทศ

แต่เมื่อสงครามกลางเมืองรุนแรงขึ้น ก็จำต้องลี้ภัยออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย เมื่อพระชนม์ 16 เท่านั้นเอง

ตอนที่พระเจ้าชาร์ลส์ถูกจับและถูกตัดสินประหาร เจ้าฟ้าชายทรงพยายามดิ้นรนทุกทางเพื่อรักษาชีวิตพระบิดาให้รอด ทรงยอมแม้แต่ลงพระนามในสัญญากระดาษเปล่าส่งให้ฝ่ายครอมเวลล์
เป็นการยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข คือจะให้ทรงทำอะไรก็ยอมทั้งสิ้น ขอแลกกับชีวิตพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1

แต่ก็ล้มเหลว พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกสำเร็จโทษ ระบอบกษัตริย์ถูกล้มล้างลงนับแต่นั้น ราชอาณาจักรอังกฤษเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ เรียกว่า Commonwealth
ส่วนโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ไม่ได้สถาปนาตัวเขาเองเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ตำแหน่ง Lord Protector หรือ ท่านผู้พิทักษ์แผ่นดิน ก็มีอำนาจเด็ดขาดยิ่งกว่าราชาเสียอีก
19 ม.ค. 2549 09:12


ความคิดเห็นที่ 15 โดย เทาชมพู

เมื่อเจ้าฟ้าชาร์ลส์ทรงลี้ภัยออกจากอังกฤษในครั้งแรก พระชนม์แค่ 18 ทรงเร่ร่อนไปหลายเมืองในยุโรปแบบไม่มีอะไรจะทำ ฐานะก็ลำบากยากจน
เพราะไม่มีใครอุปถัมภ์เรื่องเงินๆทองๆ รวมทั้งพระเจ้าลุง กษัตริย์ฝรั่งเศส

เวลาว่างของชายหนุ่มวัย 18 ที่ปราดเปรียวอย่างเจ้าชาย จะมีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าเรื่องผู้หญิง
ก็เลยทรงได้สาวอังกฤษที่เป็นชาวบ้านหน้าตาสะสวยวัยเดียวกันกับพระองค์ ชื่อลูซี วอลเตอร์ มาเป็นพระสนมคนแรก

ส่วนที่ว่าพบกันตั้งแต่อยู่ในอังกฤษหรือไปพบกันในยุโรป ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
เอาเป็นว่าเมื่อประทับอยู่ที่กรุงเฮก ก็มีพระสนมเรียบร้อยแล้ว

ลูซีให้กำเนิดโอรสนอกกฎหมายคนแรกเมื่อเจ้าฟ้าชายมีพระชนม์ 19
เด็กชายคนนั้น ต่อมาเมื่อพระบิดาได้ครองราชย์ เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น ดยุคออฟมอนมัธ
19 ม.ค. 2549 09:21


ความคิดเห็นที่ 16 โดย เทาชมพู

ชีวิตของเจ้าชายและลูซีเริ่มต้นเหมือนตำนานรักดอกเหมย ประเภทฟันฝ่าฐานันดรรัก จนครองคู่กันได้
แต่ตอนจบกลับตรงกันข้าม

ทั้งที่ลูซีก็ดูว่ารักใคร่เจ้าชายของหล่อนเป็นอันดี มีทั้งโอรสและธิดา
อยู่เคียงข้างกันไม่ห่าง
ต่อมาหนึ่งปีหลังจากนั้นเจ้าชายมีเหตุที่จำเป็นต้องเดินทางไกล
ทรงจำต้องทิ้งพระสนมและลูกน้อยเอาไว้ที่กรุงเฮก

ลูซีเป็นข้อพิสูจน์ของ "สามวันจากนารี...เป็นอื่น"
เมื่อเจ้าชายไม่อยู่ หล่อนก็หันไปมีกิ๊กเป็นนายทหารคนหนึ่งแทน

เจ้าชายเสด็จกลับมาพบว่าพระสนมมีชู้ไปแล้ว
ก็มิได้ลงพระอาญาอย่างใด เพียงแต่เลิกกับหล่อนอย่างเด็ดขาด
ชีวิตของลูซีก็เลยตกต่ำลงนับแต่นั้น กลายเป็นโสเภณี
และสิ้นชีวิตลงด้วยกามโรคในอีก 8 ปีต่อมา
19 ม.ค. 2549 09:25


ความคิดเห็นที่ 17 โดย คำฝอย

โหย อาจารย์เทาชมพูขา ดิฉันล่ะชอบจังที่อาจารย์บอกว่า ลูซี ไปมีกิ๊ก เนี่ย ศัพท์เด็กสมัยใหม่มาใช้กรณีนี้ ฟังดูน่ารักดีนะคะ
19 ม.ค. 2549 15:45


ความคิดเห็นที่ 18 โดย นันทิ

สวัสดีค่ะอาจารย์เทาชมพู และทุกๆ ท่าน

ขออนุญาตร่วมฟังด้วยคนนะคะ
19 ม.ค. 2549 15:49


ความคิดเห็นที่ 19 โดย HotChoc

เอ...ผมนึกว่าในยุโรป จะประหารเชื้อพระวงศ์จะให้ใช้ดาบซะอีก เขาว่ามันคมกว่า แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าอ่านจากไหน ยังไงจะติดตามอ่านนะครับ
19 ม.ค. 2549 18:42


ความคิดเห็นที่ 20 โดย เทาชมพู


อาจจะครั้งอื่นมั้งคะ
แต่กรณีนี้ เท่าที่ค้นจากหลายเว็บ ใช้ขวานค่ะ
ดูจากภาพในค.ห.ที่ 9 เป็นการสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1
เช่นเดียวกับภาพนี้ ชื่อ Execution of Charles I เหมือนภาพบน

ป.ล. ข้อสงสัยของคุณ HC ทำเอาไปค้นรูปที่ชวนให้กินข้าวไม่ลง
ได้ตั้งหลายรูป
19 ม.ค. 2549 18:59

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น