เจ้าชายนักประพันธ์: หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์

"ผู้ใดเกิดมาเป็นเจ้า แต่ต้องแบกเกียรติยศ ซึ่งเป็นภาระอันหนักยิ่งเนื่องด้วยความไม่มีทรัพย์นั้น เป็นผู้ที่มีบุพกรรมที่ร้ายกาจที่สุด
เจ้าไม่มีศาลเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ในอินเดีย ในรัสเซีย ในประเทศไทย ฯลฯ
ข้าพเจ้ารู้สึกสังเวช"เจ้า" พวกนี้มาก และรู้สึกแค้นแทนในความทารุณและความอยุติธรรมของธรรมชาติ
การเป็นคนจนอยู่ในหมู่ยาจกนั้น เป็นสิ่งที่อาจหาความสบายได้
แต่ถ้าจะเป็นยาจกอยู่ในหมู่เศรษฐี หรือผู้มีเกียรติยศนั้น..
ข้าพเจ้าจะหยุดอยู่แต่เพียงนี้ อย่าให้ข้าพเจ้าเปรียบต่อไปอีกเลย"

นี่คือหนึ่งในวาทะรันทดของตัวละคร ที่หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ เจ้าชายนักประพันธ์ ทรงเสนอต่อคนอ่าน ในพระนิพนธ์ประเภทนวนิยาย เรื่อง "ผิวขาว ผิวเหลือง "
ทรงสะท้อนไว้ลึกๆถึงความตกต่ำของเจ้านายไทย ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 7
เป็นภาพตรงกันข้ามกับท่านชายพจน์ ของ"ปริศนา" โดยสิ้นเชิง

ขอเชิญมานั่งล้อมวงกันในกระทู้นี้ก่อนค่ะ เพื่อจะเกริ่นถึงความเป็นมาของเจ้าชายองค์นี้ก่อน
ว่าท่านเป็นใครมาจากไหน
30 ส.ค. 2548 13:55
72 ความเห็น
15573 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย เทาชมพู

หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์ เป็นโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

เรื่องราวบางส่วนของกรมหลวงราชบุรี ฯ เล่าเอาไว้แล้วในกระทู้ เจ้าพระยามหิธร เรื่อง" พญาระกา" หาอ่านได้ในกระทู้นั้นค่ะ



หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ประสูติเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2448 จะครบ 100 ปีในอีก 2 เดือนครึ่งข้างหน้านี้

หม่อมมารดาของท่านคือหม่อมอ่อน



หม่อมอ่อน มีโอรสธิดากับกรมหลวงราชบุรีถึง 11 ท่านด้วยกัน ทุกท่านมีพระนามคล้องจองกัน ความหมายเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์

มาจากส่วนหนึ่งของพระนาม "รพี" ของเสด็จพ่อ

คือ

หม่อมเจ้าหญิงพิมพ์รำไพ

หม่อมเจ้าชายไขแสงรพี

หม่อมเจ้าหญิงสุรียประภา

หม่อมเจ้าชายวิมวาทิตย์

หม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส (อ่านเกี่ยวกับพระประวัติได้ ในกระทู้ เจ้าวังปารุสก์)

หม่อมเจ้าชายอากาศดำเกิง (พระนาม หมายถึงลูกไฟในอากาศ ก็คือดวงอาทิตย์)

หม่อมเจ้าชายเพลิงนภดล ( ไฟในอากาศ เช่นกัน)

หม่อมเจ้าชายถกลไกวัลย์

หม่อมเจ้าชายรวิพรรณไพโรจน์

หม่อมเจ้าหญิงดวงทิพโชติ์แจ้งหล้า

หม่อมเจ้าหญิงทิตยาทรงกลด



นอกจากนี้ยังหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงยังมีพระขนิษฐาต่างหม่อมมารดา อีก 2 ท่านคือ

หม่อมเจ้าหญิงคันธรสรังษี และหม่อมเจ้าหญิงรำไพศรีสอางค์
30 ส.ค. 2548 14:05


ความคิดเห็นที่ 2 โดย เทาชมพู

ทั้งที่หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงทรงกำเนิดมาในราชสกุล มีพระบิดาเป็นเจ้านายสำคัญพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์

กรมหลวงราชบุรีฯ ทรงสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากประเทศอังกฤษ และได้รับการเทิดพระเกียรติว่าเป็นบิดาแห่งกฎหมายไทย



แต่ถ้าเราเชื่อตามพระนิพนธ์เรื่อง ละครแห่งชีวิต นวนิยายเรื่องราวเรื่องแรกของท่านอากาศดำเกิง ว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับพระประวัติ

และทรงเล่าเรื่องผ่านตัวละครเอกชื่อ วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา

ก็จะเห็นว่า เจ้าชายผู้นิพนธ์ มิได้ทรงมีความสุขกับชีวิตเมื่อทรงเยาว์วัยนัก



อย่างแรก คือทรงรู้สึกว่าเป็นลูกที่พ่อไม่รัก ผิดกับพี่ๆน้องๆ และอย่างที่สองคือทรงประสบกับภาวะ "บ้านแตก" เมื่อเสด็จพ่อ และหม่อมแม่แยกทางเลิกร้างกัน ทั้งที่ครองคู่กันมาถึง 20 ปีเศษ
30 ส.ค. 2548 14:09


ความคิดเห็นที่ 3 โดย เทาชมพู

วิสูตร ศุภลักษณ์ฯ ตัวละครเอกของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง เล่าภาวะขมขื่นบีบคั้นใจนี้ว่า



"เรื่องคุณแม่จะต้องออกจากบ้านที่ท่านเคยอยู่มาแล้วตั้ง 20ปี ไปอยู่บ้านฝั่งธน ก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนเรื่องทั้งหลายในครอบครัวขุนนางใหญ่ๆโตๆ ในเมืองไทย

เมื่อภรรยาเป็นฝ่ายที่ชรา หมดกำลังที่จะสนองคุณได้เช่นเคย ก็เป็นอันว่าต้องถูกปลดชรา

ส่วนสามีนั้นเล่าแม้ว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับภรรยา แต่ยังมีกำลังวังชาและโภคทรัพย์

ก็คงแสวงหาสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ แต่ก็คงหาได้สมหวัง โดยการชอกช้ำระกำใจของภรรยาเก่าผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยหลายสิบปี

ถ้าภรรยาคนไหนทนได้เพราะความจำเป็น ก็เฉยนั่งทนดูความเป็นอยู่ของสามี

ส่วนภรรยา ในทรวงของหล่อนเล่าก็คงมีเลือดอยู่มิขาดสาย อนิจจา..นี่คือภรรยาของคนไทย...แม่ยอดหญิง

ถ้าภรรยาใดทนไม่ไหว และมองเห็นทางพอที่จะหลีกเลี่ยงก็ตัดช่องไปแต่พอตัว

ทิ้งทรัพย์สมบัติที่ตนได้ช่วยสร้างสมมาแล้วเป็นเวลาหลายสิบปีให้อยู่ในความอารักขาของบุรุษผู้มีใจโลเล เบื่อเก่าหาใหม่

ส่วนทรัพย์สมบัตินั้นๆ ในที่สุดก็ตกไปอยู่กับเด็กหญิงอะไรที่หน้าตาสวยๆ



ทิ้งให้ภรรยาเก่าและบุตรธิดาของตนก้มหน้าก้มตากินเกลือไปตามยถากรรม

ชีวิต...ชีวิต"



ขอหยุดพักแค่นี้ก่อนค่ะ
30 ส.ค. 2548 14:20


ความคิดเห็นที่ 4 โดย เทาชมพู

มีเรื่องเล่าจากผู้ใกล้ชิดราชสกุล ว่าการแยกทางระหว่างกรมหลวงราชบุรีฯและหม่อมอ่อน

มีส่วนจากหม่อมด้วย ที่นิยมเล่นการพนันประเภทหวย จนกรมหลวงราชบุรีฯทรงเบื่อหน่าย



แต่ไม่ว่าสาเหตุแท้จริงจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่แน่ๆคือม.จ.อากาศดำเกิงทรงออกจากวัง

มาอยู่กับหม่อมแม่ที่บ้านริมคลองบางจาก พร้อมกับพระขนิษฐา คือม.จ.หญิงดวงทิพโชติ์แจ้งหล้า

หรือในนวนิยาย คือตัวละครที่ชื่อว่า "หนูสำรวย"



ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นแห่งแรก แล้วย้ายมาเรียนต่อที่ร.ร.เทพศิรินทร์

ทุกวันนี้ก็ยังทรงมีพระนามในฐานะศิษย์เก่าที่ร.ร.ภาคภูมิใจ



ความปราดเปรื่องทางการประพันธ์ เริ่มฉายแววเมื่อทรงแปลเรื่องสั้นๆลงในหนังสือของโรงเรียนเทพศิรินทร์

ชื่อ "เอนีวา ซองครัวต์" และ "ชีวิตนักรบ" ขณะพระชันษาได้ 18 ปีเท่านั้น

และเริ่มส่งเรื่องสั้นแปลอีก 2-3 เรื่องไปลงในนิตยสารศัพท์ไทยรายเดือน โดยทรงใช้พระนามแฝงว่า "วรเศวต"



ความหักเหในชีวิตเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกรมหลวงราชบุรีฯสิ้นพระชนม์ที่อังกฤษ

ในพินัยกรรม หม่อมเจ้าไขแสงรพี โอรสองค์ใหญ่เป็นผู้ดูแลกองมรดกทั้งหมดเพียงผู้เดียว

หม่อมอ่อนไม่มีส่วนใดๆในทรัพย์สิน



หม่อมอ่อนได้พาโอรสธิดากลับเข้าวังอีกครั้ง หม่อมเจ้าไขแสงรพีทรงให้ช่างปลูกเรือนให้หม่อมแม่อยู่เป็นสัดส่วน

ท่านอากาศดำเกิงก็ได้ทรงอยู่ ณ เรือนนั้นกับหม่อมแม่
1 ก.ย. 2548 09:23


ความคิดเห็นที่ 5 โดย หม่อมจุมพฏเพ็ชรกล้า

หม่อมมารดาของ หม่อมเจ้าหญิงคันธรสรังษี คือ หม่อมอะไร นามสกุลเดิมอะไร แล้วหม่อมอ่อนนามสกุลอะไรครับ แล้วพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรพัทธประไพ ไม่มีโอรสธิดาหรอครับ
1 ก.ย. 2548 19:23


ความคิดเห็นที่ 7 โดย bookaholic

ค.ห.พ.ต. 6 จะถามหรือจะเล่าซะเองครับ

เอาตอนจบมาเฉลยซะหมด คนอ่านก็เซ็งดิครับ

รอฟังคุณเทาชมพูเล่าต่อตรับ
2 ก.ย. 2548 07:48


ความคิดเห็นที่ 8 โดย เทาชมพู

สวัสดีค่ะคุณ book

ต้อนรับกลับเรือนไทยค่ะ

ต่อนะคะ



ด้วยทุนจากองมรดก หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงเสด็จไปศึกษาวิชากฎหมายต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อพระชันษาได้ 19 ปี โดยพักอยู่กับครอบครัวชาวอังกฤษ

แต่โชคชะตาพัดพาให้ทรงเข้าไปคลุกคลีกับแวดวงหนังสือพิมพ์แทนกฎหมายอย่างที่ตั้งพระทัยไว้แต่แรก

เนื่องจากพระพลานามัยไม่สู้ดี ประชวรหนักจนแพทย์ให้พักการเรียนราว 1 ปี ประกอบกับไม่ได้สนพระทัยวิชากฎหมาย

จึงทรงย้ายไปสหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่ได้ทรงสำเร็จการศึกษาจากสถาบันใดอีกเช่นกัน

ทรงอยู่ต่างประเทศ 5 ปีก็เสด็จกลับสยาม ไม่มีปริญญาบัตรก็จริง แต่ก็ทรงมีประสบการณ์ต่างแดนเป็นต้นทุนอย่างดี สำหรับอาชีพนักประพันธ์ที่ทำให้ทรงโด่งดังขึ้นราวกับพลุ ในปีต่อมา
4 ก.ย. 2548 18:11


ความคิดเห็นที่ 9 โดย เทาชมพู

เมื่อเสด็จกลับมาประเทศไทย ม.จ.อากาศดำเกิงทรงเข้ารับราชการที่กองบุราภิบาล กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย

ตามที่เสนาบดีมหาดไทย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงสนับสนุน



แต่ความสนพระทัยอย่างแท้จริงอยู่ที่การประพันธ์

ดังนั้น ในพ.ศ. 2472 "ละครแห่งชีวิต "จึงออกมาสู่สายตาประชาชน ในรูปของหนังสือเล่ม ไม่ได้ผ่านการลงเป็นตอนๆมาก่อน

ราคาแพงเป็นประวัติการณ์ถึง 2 บาท ผิดกับหนังสือนิยายสมัยนั้นที่ราคาเล่มละ 35 สตางค์เท่านั้น



ถ้าหากว่า 35 สตางค์พอเทียบได้กับหนังสือราคา 200บาทสมัยนี้ หนังสือราคา 2 บาท ก็คือเล่มละหนึ่งพันกว่าบาท



"ละครแห่งชีวิต" กลายเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ ก่อความตื่นเต้นเกรียวกราวแก่วงการหนังสือ อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ขายดี หมดอย่างรวดเร็ว ทั้งที่พิมพ์ถึง 2000 เล่ม ซึ่งเป็นจำนวนมากมายเทียบได้กับหลายหมื่นเล่มในปัจจุบัน



คนอ่านไทย มองเห็นชีวิตในต่างประเทศผ่านสายตาตัวละครไทยเป็นครั้งแรก

ไม่ใช่เรื่องแปล อย่างก่อนๆที่เคยอ่านกันมา

ท่วงทำนองการเล่า ก็ใช้ภาษาที่กินใจ แฝงความเศร้าสะเทือนใจ และมุม

มองแง่คิดที่วิพากษ์วิจารณ์สังคม อย่างเฉียบคมตรงไปตรงมา



ศรีบูรพา ผู้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่ร.ร.เทพศิรินทร์ กล่าวยกย่องไว้ว่า



"เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือละครแห่งชีวิต โดยฝีปากหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ในปีพ.ศ. 2472 สวรรค์เป็นพยานว่าข้าพเจ้าได้อ่านรวดเดียวจบ

ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านหนังสือขนาด 500 หน้ารวดเดียวจบ

ละครแห่งชีวิตเป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความสำเร็จในการอ่านหนังสือ

ข้าพเจ้าจับใจในความสามารถของเพื่อนผู้นี้อย่างยิ่ง"
5 ก.ย. 2548 09:32


ความคิดเห็นที่ 10 โดย paganini

กำลังมันส์ครับ เรียนอาจารย์ครับ แฟนๆบอกว่า แต่ละตอนขอยาวๆหน่อยได้มั้ยครับ แบบว่าน่าสนใจอ่ะครับ
5 ก.ย. 2548 22:38


ความคิดเห็นที่ 11 โดย Nuchana

อาจารย์เทาฯคะ เล่าอย่างเดียวไม่พอ ช่วยวิจารณ์หรือสอดแทรก feeling หน่อยค่ะว่าเป็นเรื่องจริงสะท้อนชีวิตท่านอากาศฯหรือเปล่า ดิฉันจำได้ว่าตอนอ่านเป็นหนังสือนอกเวลามัธยม ดิฉันน้ำตาหยดแหมะ รันทดขื่นขมไปกับนายวิสูตรด้วย ทุกประโยคที่นายวิสูตรเอ่ยเอื้อน ช่างเย็นชาและเชือดเฉือน ถ้าเป็นพี่เป็นน้องท่านจะรู้สึกว่าสาวไส้ให้กากินหรือเปล่า แต่นึกอีกทีอาจเป็นแค่ fiction กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาท่านจะไม่แคร์ลูกขนาดนั้นเชียวหรือคะ
5 ก.ย. 2548 23:34


ความคิดเห็นที่ 12 โดย เทาชมพู

สอดแทรก feeling คืออะไรคะ?



คำถามของคุณ ที่ว่า"ละครแห่งชีวิต" เป็นชีวิตของท่านเองหรือเปล่า มีผู้ถามกันมาก หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงเคยทรงแบ่งรับแบ่งสู้ว่า



" มีเพื่อนฝูงวงศ์ญาติมาถามข้าพเจ้าเนืองๆ ว่าในการที่ได้เขียนและนำหนังสือ"ละครแห่งชีวิต" ออกจำหน่าย ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจและดีใจอย่างไรบ้าง?

คำถามเช่นนี้จะมีความหมายเพียงใด ย่อมแล้วแต่ความเกี่ยวพันระหว่างผู้ถามกับข้าพเจ้า

มีหลายท่านที่ไม่สามารถจะตกลงใจได้แน่นอนว่า "ละครแห่งชีวิต" เป็นเรื่องของข้าพเจ้า-ผู้แต่ง-เอง หรือเป็นนิยายเริงรมย์ซึ่งแต่งขึ้นโดยความคิดฝัน มีผู้อ่านบางพวกลงความเห็นอย่างเด็ดขาดว่า "ละครแห่งชีวิต" เป็นชีวิตของท่านอากาศ นายวิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยาก็คือท่านอากาศฯ นั่นเอง ไม่ใช่คนอื่น

...

บางคนที่ได้เคยรู้จักและติดต่อกับตระกูลรพีพัฒน์มาบ้างแต่ครั้งกระโน้น เชื่อจนถึงกับบ่นว่า ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องความเป็นไประหว่างวงศ์ตระกูลให้คนทั้งโลกฟังอย่างน่าทุเรศ ทำนองเดียวกับสาวไส้ให้กากิน"



คงจะด้วยเหตุนี้ ท่านอากาศฯ จึงทรงแถลงว่า

"ละครแห่งชีวิต" ไม่ใช่เรื่องจริง และไม่ใช่เรื่องของท่านอากาศฯ แต่การที่ข้าพเจ้าเขียนเรื่องของคนอาภัพ และเรื่องหนังสือพิมพ์เมืองนอก

ก็เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นวงจรชีวิตดวงเดียวที่ข้าพเจ้าได้เคยเห็น และรู้จักดี

ข้าพเจ้าต้องการจะเขียนให้ใกล้ความจริงที่สุด และไม่ต้องการให้ใครมาหัวเราะเยาะได้ว่าเปิ่น"
6 ก.ย. 2548 14:58


ความคิดเห็นที่ 13 โดย เทาชมพู

ตามความเห็นส่วนตัว ดิฉันคิดว่าหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงก็ทรงจะใช้ภูมิหลังของชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์ เป็นฉากในเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย อาจจะค่อนข้างมาก

เพราะผู้ใกล้ชิดราชสกุลรพีพัฒน์ เล่ากันว่าเมื่อทรงพระเยาว์ ท่านเป็นเด็กที่ค่อนข้างแข็ง ไม่ประจบเอาใจผู้ใหญ่

ครอบครัวในสมัยโบราณ มักมีขนาดใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาลูกรักลูกชังได้ง่ายกว่าครอบครัวปัจจุบันที่มีลูกคนสองคน

ลูกๆที่อยากได้ความรักจากพ่อแม่ จึงมักทำตัวให้เป็นที่โปรดปราน พ่อแม่ก็มักชอบลูกที่ว่านอนสอนง่ายมากกว่าลูกที่ดื้อ หรือทำตัวห่างเหินพ่อแม่

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่ไม่รัก



อีกอย่างคือพ่อโบราณ มีอยู่มากที่ไม่ทำตัวใกล้ชิดเป็นกันเองกับลูก อาจจะไม่ใช่ทุกบ้าน แต่ก็มีบ้านที่เป็นแบบนี้เยอะกว่าปัจจุบัน

อย่างบ้านพระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ)ท่านก็ไม่คลุกคลีเล่นหัวกับลูก ท่านรัก แต่ว่ามีระยะห่างพอสมควร ให้เกิดความยำเกรง

เพราะท่านถือหลักว่า Familiarity breeds contempt

เทียบกับสำนวนไทยก็คล้ายๆกับ เล่นกับหมา หมาเลียปาก

คือความใกล้ชิดสนิทสนมกัน ทำให้หมดความเกรงใจ



แต่จะว่าท่านอากาศดำเกิงท่านอาภัพจนเป็นลูกชัง ก็ไม่น่าจะใช่ ท่านก็ได้รับการอุปถัมภ์จากเชษฐาของท่านเป็นอันดี ได้ไปเรียนทั้งอังกฤษและอเมริกาถึง 5 ปี จากเงินมรดกของเสด็จพ่อ

แม้ว่าหม่อมอ่อนไม่มีส่วนในพินัยกรรม เจ้าพี่ของท่านอากาศดำเกิงก็ไม่ได้ทรงเห็นว่าอนุชาจะต้องพลอยไม่มีส่วนไปด้วย

เป็นไปได้ว่ากรมหลวงราชบุรีฯ ท่านก็ตั้งพระทัยจะให้โอรสของท่านทุกองค์มีอนาคตที่ดี ไม่ได้กีดกันท่านอากาศดำเกิงออกไปแต่อย่างใด
8 ก.ย. 2548 11:43


ความคิดเห็นที่ 14 โดย Nuchana


Old edition.
8 ก.ย. 2548 19:36


ความคิดเห็นที่ 15 โดย Nuchana


พิมพ์ครั้งที่ 20 พ.ศ. 2517
8 ก.ย. 2548 19:51


ความคิดเห็นที่ 16 โดย เทาชมพู

หน้าปกในค.ห. 14 อาจจะแก่กว่าดิฉัน

ส่วนปกในค.ห. 15 คิดว่ารุ่นราวคราวเดียวกับคุณจ้อและคุณอ๊อฟ

**************************************

เนื้อเรื่องของ"ละครแห่งชีวิต" มีศูนย์กลางอยู่ที่ชายหนุ่มชื่อวิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา

เป็นบุตรของขุนนางสำคัญ แต่ว่าอาภัพความรักจากบิดา ทำให้มีปมด้อยตั้งแต่เล็ก

ต่อมาวิสูตรได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยพำนักที่บ้านสามีภรรยาชาวอังกฤษคู่หนึ่ง

เขาได้พบนักหนังสือพิมพ์สาวชาวอังกฤษซึ่งเป็นเพื่อนกับครอบครัวนี้ ชื่อ มาเรีย เกรย์

เธอชักนำวิสูตรเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์

วิสูตรจีงมีโอกาสได้ทำงานให้หนังสือพิมพ์ "ลอนดอนไทมส์" แทนที่จะศึกษากฎหมายอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

แต่วิสูตรก็ "รุ่ง" ในวงการได้ไม่นาน เขาประสบอุบัติเหตุ ต้องรักษาอยู่นาน

พอฟื้นตัว ร่างกายก็ไม่อาจทนความตรากตรำของอาชีพนักหนังสือพิมพ์ได้อีก

วิสูตรจึงอำลาประเทศอังกฤษไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่สุขภาพก็บั่น

ทอนเขาจนศึกษาไม่จบ

เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อมาเริ่มอาชีพนักประพันธ์

ส่วนไมตรีระหว่างเขากับมาเรีย เกรย์ ก็จบลงเป็นเพียงแค่เพื่อนกันเท่านั้น

ไม่อาจจะคืบหน้าไปมากกว่านี้ได้ เพราะอุปสรรคหลายอย่างรวมทั้งความแตกต่างกันเรื่องเชื้อชาติด้วย



ความรันทดขมขื่นของวิสูตรที่ประสบอยู่ทุกช่วงชีวิต กลายมาเป็นเสน่ห์ตรึงใจคนอ่าน ตั้งแต่บทแรกจนบทจบ

คนอ่านสัมผัสอารมณ์เจ็บปวดของตัวละครเอก จนพลอยรู้สึกร่วมไปด้วย

ผู้นิพนธ์ทรงบอกเล่าความรู้สึกของวิสูตรอย่างตรงไปตรงมา หลายตอนแสดงให้เห็นว่าทรงเรียกร้องให้สังคมปรับเข้าหาบุคคลผู้มีปัญหา ด้วยความเมตตาเห็นอกเห็นใจ มากกว่าจะเมินเฉยหรือตำหนิติเตียน



อย่างเรื่องความสัมพันธ์ของผู้ให้กำเนิดกับบุตร ในสมัยก่อนนั้นสังคมไทยมี"ขนบ" ปลูกฝัง "หน้าที่" ของบุตร เช่นย้ำเรื่องความกตัญญูต่อบิดามารดา

ม.จ.อากาศดำเกิงทรงแหวก "ขนบ" นี้ไม่มากก็น้อย

ทรงเรียกร้องให้บิดามารดาตระหนักถึง "หน้าที่" ของตัวเองที่มีต่อบุตร ไม่ใช่บุตรมีหน้าที่ต่อบิดามารดาฝ่ายเดียว

ทรงเรียกร้องอย่างตรงๆ ว่า



" ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านมีใจยุติธรรมพอที่จะให้โอกาสเด็กที่เกิดมามีกรรมอาภัพ ให้สมกับที่เขาควรจะได้รับในฐานะที่เป็นบุตรและธิดาของท่าน

แม้ว่าหน้าตาเขาจะไม่สวย กิริยาท่าทางของเขาจะขวางๆ รีๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำมาได้เอง อย่างน้อยเขาควรจะได้รับความสงสาร

ท่านมีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือเขาบ้างตามสมควร

ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ท่านรักคนโน้นเกลียดคนนี้ เพราะความรู้สึกเช่นนี้ของท่านจะปั้นชีวิตของเด็กต่อไปภายหน้า"
12 ก.ย. 2548 11:49


ความคิดเห็นที่ 17 โดย อ๊อฟ

ยังแอบอ่านอยู่ครับ
13 ก.ย. 2548 09:30


ความคิดเห็นที่ 18 โดย เทาชมพู

ยกโซฟามาให้นั่งแถวหน้าเลยค่ะ คุณอ๊อฟ เขยิบที่ให้แฟนด้วยนะ
**********************************
ความคิดของวิสูตร ถ้าหากว่าเป็นสมัยนี้ก็ไม่แปลกอะไรนัก เพราะเราคงได้ยินจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ครู ฯลฯ เรียกร้องให้พ่อแม่เข้าใจลูกกันบ่อยๆ
แต่เมื่อ เจ็ดสิบกว่าปีก่อน ในยุคก่อนประชาธิปไตย ข้อคิดแบบนี้เป็นความแหลมคมเสียดแทงใจคนอ่านจำนวนมาก
เพราะคนที่รู้สึกคล้ายคลึงกัน หรือเห็นอกเห็นใจลูกอย่างวิสูตร ก็มีไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าพูดกันเปิดเผย
ในยุคที่ถือความเคารพและความกตัญญูเป็นใหญ่ มันเหมือนกับการ ตำหนิติเตียนบุพการี แฝงอยู่ในการเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ

เสน่ห์อีกประการหนึ่งใน "ละครแห่งชีวิต" ก็คือการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ของตัวละครไทย เป็นมุมใหม่ของนิยายไทยที่ไม่มีมาก่อน
ก่อนหน้านี้ คนอ่านไทยมักมองเห็นบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดนจากเรื่องแปลเสียมากกว่า
ซึ่งก็แน่นอนว่าตัวละครต่างชาติเหล่านั้น ไม่เคยรู้เห็นอะไรเกี่ยวกับสยาม ความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์ของพวกเขา ก็เป็นแบบคนที่อยู่คนละซีกโลกกับคนไทย
ผิดกับวิสูตรซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยสายตาคนไทย สำนวนไทย ความคิดอ่านแบบไทย ทำให้คนอ่านติดตามเรื่องราวด้วยความรู้สึกจับอกจับใจ เหมือนคำบอกเล่าของคนใกล้ตัว
นอกจากนี้ คนอ่านตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ของฉาก เหตุการณ์ ตัวละครฝรั่ง ที่พระเอกเข้าไปคลุกคลีใกล้ชิด อย่างที่คนอ่านทั่วไปไม่มีโอกาสสัมผัส
อีกอย่างก็คือ แม้มีกลิ่นอายของตะวันตกอยู่ในฉากและตัวละคร แต่รสชาติ
ของนิยายก็ยังเข้มข้นแบบไทยๆ
ความอาภัพของลูกชัง ความรักที่มีกำแพงขวางกั้น ไม่อาจฝ่าฟันไปได้ ความรันทดของชายหนุ่มที่ถูกโชคชะตากำหนดให้เคราะห์ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นแนวคุ้นเคยที่คนไทยเสพได้ไม่รู้สึกแปลกแยก

ความสามารถในการผสมกลมกลืนชีวิตตะวันตกเข้ากับอารมณ์แบบตะวันออก เป็นสิ่งที่ม.จ.อากาศดำเกิงทรงทำได้ดี เป็นแรงบันดาลให้เกิดนวนิยายไทยรุ่นหลังๆอีกหลายเรื่อง ที่ใช้ตัวละครเอกคนไทยไปดำเนินชีวิตในต่างแดน เช่นกัน
อย่างเช่น ข้างหลังภาพ ของ ศรีบูรพา ปักกิ่ง นครแห่งความหลัง ของ สด กูรมะโรหิต ฯลฯ
14 ก.ย. 2548 13:13


ความคิดเห็นที่ 19 โดย เทาชมพู

ในปีต่อมา คือ พ.ศ. 2473 มีเหตุการณ์สำคัญ 2 เรื่อง เกิดขึ้นในชีวิตม.จ.อากาศดำเกิง

เหตุการณ์แรกคือ นวนิยายเรื่องที่สอง "ผิวเหลืองผิวขาว" ตีพิมพ์ออกมา เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนอ่านพากันต้อนรับกันคับคั่ง

เรื่องนี้ได้ชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องที่สองในพระนิพนธ์ทั้งหมด รองลงมาจาก "ละครแห่งชีวิต" เนื้อหาดำเนินเรื่องต่อจากเรื่องแรก



ส่วนเหตุการณ์สำคัญอย่างที่สอง คือ "ละครแห่งชีวิต" ได้รับคำวิจารณ์จากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ลงในนิตยสาร"ศรีกรุง"

ยุคนั้นการวิจารณ์เป็นของใหม่สำหรับคนไทย เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงวิจารณ์ ก็เป็นที่ฮือฮาสำหรับคนอ่าน



อันที่จริงพระองค์จุลฯ ท่านก็ไม่ได้ทรงเจาะจงวิจารณ์หนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะเพียงเล่มเดียว ท่านสนพระทัยเรื่องอักษรศาสตร์ และทรงนำการวิเคราะห์วิจารณ์แบบตะวันตกมาใช้ในการวิจารณ์หนังสือต่างๆของไทย
18 ก.ย. 2548 11:57


ความคิดเห็นที่ 20 โดย เทาชมพู

"ละครแห่งชีวิต" ได้รับทั้งคำชมเชยและคำติ

ส่วนที่พระองค์จุลฯ ทรงเห็นว่าดี อยู่ในด้านฝีมือการประพันธ์ และกลวิธีการแต่งของผู้นิพนธ์ ซึ่งทรงเห็นว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ให้ความสะเทือนอารมณ์ได้อย่างดี



ตัวอย่างจากคำวิจารณ์

"ข้าพเจ้าชอบตอนที่บรรยายถึงสถานที่ต่างๆตลอดเล่ม ข้าพเจ้ารู้สึกจับใจมากเมื่อได้อ่านถึงชีวิตคับแค้นแสนเศร้าโศกของตัวพระเอก ( ผู้แต่งเองใช่ไหม) เมื่อยังเยาว์อยู่...

เป็นการนิพนธ์บรรยายความรู้สึกที่จัดได้ว่าอยู่ในขั้นสูง..



ตอนที่ทรงแต่งดีอีกก็คือ เมื่อได้เล่าถึงเด็กอีกคนหนึ่งได้ถูกโบย โดยที่มิได้ทำความผิดอะไรเลย ความจริงพระเอกนั้นเองเป็นผู้ทำผิด

แต่กระนั้นเพื่อนของพระเอกยังได้ยอมให้ตนถูกโบย โดยไม่เผยความจริงเลย ทำให้พระเอกบังเกิดความรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าในโลกนี้มีคนดี

มีใจโอบอ้อมอารีคิดถึงคนอื่นบ้าง แทนที่จะคิดถึงแต่ตนเอง

และทรงลงเอยโดยประโยคเดียวว่า

"ในโลกนี้มีคนอย่างประดิษฐ์" (นั่นคือนามของมิตรผู้นั้น)

ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเข้าทีมาก

และจนบัดนี้ สังเกตว่ายังมิได้มีผู้ใดใช้วิธีนี้มากนัก ในบรรดานักแต่งไทย"
18 ก.ย. 2548 11:58


ความคิดเห็นที่ 21 โดย เทาชมพู

"การที่ทรงบรรยายอย่างละเอียดและตรงกับความจริง ถึงความสกปรกโสโครกองเมืองท่าเรือ เช่นโกลัมโบ และปอร์ตเสด

และความชั่วช้าคดโกงของคนพื้นเมืองที่มักจะมาคอยมุง กวนคนโดยสารอยู่ตามท่าเรือ

ก็ทรงทำได้ดีตรงกับความจริง

การที่ทรงชมเชยนายร้อยเอก และนางแอนดรูส์ ผู้สำนักอยู่ ณ เมือง เบ็กสะฮิลล์ ก็ทำได้โดยใจจริงแท้ๆ

และทำให้เห็นว่า ผู้แต่งทรงรู้จักรำลึกถึงบุญคุณของคนอื่นๆ ได้ดีอย่างน่าชมยิ่ง"
18 ก.ย. 2548 12:03

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น