ชวนคุยเรื่อง "ฟ้าใหม่"

ตอนนี้กำลังดูละครหลังข่าวของช่อง 7 สี เรื่อง"ฟ้าใหม่" ทุกวันจันทร์และอังคาร เพราะดิฉันเป็นแฟนหนังสือของคุณศุภร บุนนาค
ก็เลยอยากจะมาชวนคุยเรื่องนี้ พยายามโยงเข้ากับวิชาการเรือนไทยให้ได้ เวบมาสเตอร์ได้ไม่ค้อนเอา ว่านอกเรื่อง

ฟ้าใหม่ มีตัวละครเอกคือ แสน หนุ่มน้อยเชื้อแขกเทศ เพื่อนร่วมสาบานรุ่นน้องของคุณคนใหญ่ คุณกลาง และคุณเล็ก เข้าชุดกันเป็น 4 ทหารเสือ ในตอนปลายอยุธยา

คุณคนใหญ่หรือคุณใหญ่ เราคงรู้กันแล้วว่าต่อมาก็คือเจ้าพระยาจักรีสมัยธนบุรี หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1
คุณกลาง หรือพระยากำแพงเพชร คือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
คุณเล็ก หรือนายสุดจินดามหาดเล็ก ต่อมาก็คือกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทในรัชกาลที่ 1
ว่าแต่...แสนคือใคร?

แสน เป็นตัวละครสมมุติ แต่คุณศุภร ได้อาศัยพื้นฐานจากบุคคลจริงมาบ้าง แล้วแต่งเติมเสริมต่อให้เป็นตัวละครเอกในนิยายขึ้นมา
ตระกูลบ้านท่าตะเภาแขกของแสน เป็นเค้าเงื่อนแรกที่ทำให้รู้ว่าผู้เขียนอาศัยพื้นฐานจากตระกูลไหนเป็นฉากหลัง
นั่นก็คือตระกูล "บุนนาค" ที่คุณศุภรเป็นสะใภ้คนหนึ่งของตระกูลนี้นั่นเอง
29 มิ.ย. 2547 18:35
19 ความเห็น
11784 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย เทาชมพู


ใครที่เป็นลูกหลานตระกูลบุนนาคและรู้ประวัติของต้นตระกูล ตามที่ปรากฎอยู่ในหลักฐานหนังสือหลายเล่มเช่น มหามุขมาตยานุกูล ว่าด้วยลำดับวงศ์ตระกูลขุนนางไทยทั้งสิ้นในแผ่นดิน
หรือ ลำดับสกุลเก่าบางสกุล ภาค ๓ (สกุลเฉกอะหะหมัด)
หรืออ่าน โครงกระดูกในตู้ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
คงมองเห็นเค้าของสกุลบุนนาคปรากฏอยู่ในต้นสกุลของแสน

หลักฐานของตระกูลบุนนาค มีอยู่ว่าพ่อค้าอาหรับชื่อเฉกอะหะหมัด เดินทางเข้ามาค้าขายกับอาณาจักรศรีอยุธยา ในสมัยพระเอกาทศรถ และเข้ารับราชการในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ได้เป็นเจ้าพระยาเฉกอะหะหมัดรัตนราชมนตรี
บุตรหลาน(ส่วนหนึ่ง)ของเฉกอะหะหมัด กลายเป็นคนไทย นับถือพุทธศาสนา รับราชการกันมาทุกชั่วคนจนถึงปลายอยุธยา
ถึงสมัยพระเจ้าบรมโกศ นายบุนนาคบุตรพระยาจ่าแสนยากร เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก
หลังจากเสียกรุงครั้งที่ ๒ นายบุนนาคกลายมาเป็นทนายหน้าหอ หรือคนสนิทของเจ้าพระยาจักรี (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ)
นายบุนนาคได้สมรสกับคุณนวล สกุล ณ บางช้าง น้องภรรยาเจ้าพระยาจักรี
และครับราชการต่อมาด้วยความเจริญก้าวหน้าในรัชกาลที่ ๑

เค้าโครงชีวิตของนายบุนนาค ได้กลายมาเป็นพื้นหลังให้สร้างชีวิตของแสน พอเทียบกันได้คือ

พ่อค้าอาหรับชื่อเฉกมุสตาฟา เดินทางเข้ามาค้าขายในอยุธยา ไม่ระบุสมัย
และต่อมาเข้ารับราชการ ได้เป็นพระยาชลสาย
บุตรหลานของเฉกมุสตาฟา กลายเป็นคนไทยนับถือพุทธศาสนา รับราชการกันมาทุกชั่วคนจนถึงปลายอยุธยา
ถึงสมัยพระเจ้าบรมโกศ แสน บุตรพระพิชิตบรเทศเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก
หลังจากเสียกรุงครั้งที่ ๒ แสนรับราชการกับพระเจ้าตากสินฯ ได้เป็นหลวงต่างใจและพระมหามนตรีตามลำดับ
แสนได้สมรสกับแม่เรณูนวล ธิดาเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ๑ ใน ๖ ก๊ก ที่ตั้งตนเป็นใหญ่หลังเสียกรุง
แสนรับราชการด้วยความเจริญก้าวหน้าในรัชกาลที่ ๑ ในตอนจบของนิยาย
29 มิ.ย. 2547 18:50


ความคิดเห็นที่ 2 โดย จ้อ

น่าสนใจครับ แต่ผมไม่ค่อยดูโทรทัศน์เท่าไหร่

รอฟังคนในเรือนไทยเล่าให้ฟังดีกว่า แหะๆๆ
29 มิ.ย. 2547 19:37


ความคิดเห็นที่ 3 โดย พวงร้อย

ดิฉันเคยมีเพื่อนที่หน้าตาไม่เหมือนคนไทยเลย ได้ความว่า ต้นสุกลของคุณแม่เค้า เป็นแขกมาจากเปอร์เซีย แขกอาหรับส่วนใหญ่ที่เข้ามาเมืองไทยนี่ ไม่ทราบว่ามาจากเปอร์เซียหรือที่อื่นบ้างนะคะ จำได้เลาๆว่า กองทหารอาสาในสมัยพระนารายณ์ ที่ประกอบด้วยทหารหลายชาติ (รวมทั้ง ญี่ปุ่นและ โปรตุเกสด้วย) ก็มีกองทหารเปอร์เซียด้วยเหมือนกัน
29 มิ.ย. 2547 22:37


ความคิดเห็นที่ 4 โดย เทาชมพู

ตามบันทึกของฝรั่งที่เข้ามาสมัยอยุธยา พ่อค้ามุสลิมในสยามมีหลายกลุ่มค่ะ เช่น พวกมัวร์ อาหรับ เปอร์เชียและกลิงค์(อินเดีย)
30 มิ.ย. 2547 07:34


ความคิดเห็นที่ 5 โดย นิรันดร์

ต้นตระกูลผมก็มาจากประเทศรอบ ๆ ไทยนี่แหละครับ

ส่วนต้นตระกูลฝ่ายคุณภริยาก็มาจากเจ้าภาพบอลยูโร 2004

ลูก ๆ ผมก็เลยเป็นไทยแท้ ร้อยเปอร์เซ็น
30 มิ.ย. 2547 08:10


ความคิดเห็นที่ 6 โดย เทาชมพู

คำเรียกตัวเอง ของผู้ชายในเรื่อง"ฟ้าใหม่" อาจจะสะดุดหูคนไทยรุ่นปัจจุบันบ้าง
แต่เป็นความจริงว่าผู้ชายที่อายุน้อยสมัยปลายอยุธยา เรื่อยมาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เรียกตัวเองว่า " ดีฉัน\\\" กับผู้อาวุโสกว่า เป็นการแสดงความเคารพนับถือ พูดกับพระสงฆ์ก็พูดแบบนี้
และลงท้ายว่า"เจ้าค่ะ" หรือ"ค่ะ" หรือบางทีก็ "ขา"
ความนิยมแบบนี้ยังตกทอดมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 สำหรับพวกอยู่ชนบท ยังไม่ทันสมัยอย่างคนกรุง ก็ยังสืบทอดคำเรียกตัวเองว่า "ดีฉัน" เวลาพูดกับผู้ใหญ่กว่า และคำลงท้าย เพี้ยนเป็น "พ่ะ"
30 มิ.ย. 2547 13:05


ความคิดเห็นที่ 7 โดย เทาชมพู

ส่วนการเรียกชื่อคุณใหญ่ คุณกลาง คุณเล็ก ผู้เขียนเรื่องนี้ทำตามธรรมเนียมนิยมของคนไทยสมัยโบราณ ที่จะไม่เรียกชื่อบุคคลที่เคารพ ด้วยการระบุชื่อท่านออกมาตรงๆ แต่จะเลี่ยงไปใช้คำอื่น

เราจึงมีคำว่า"สมเด็จพระตำหนัก" หมายถึงสมเด็จพระศรีสวรินทราฯ
สมเด็จที่บน หรือสมเด็จรีเยนต์ หมายถึงสมเด็จพระศรีพัชรินทรฯ
การเรียกชื่อผู้ใหญ่ สมัยก่อนถือว่าเป็นการ"จิก" ไม่สุภาพ

ในฟ้าใหม่ จึงไม่มีระบุพระนามเดิมของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท สมมุติ เลี่ยงไปเรียกว่าคุณใหญ่ คุณเล็ก
ตามลักษณะพี่ชายและน้องชาย
ส่วนคุณกลาง หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ไม่ได้หมายความว่าเป็นพี่น้องกับสองคนแรก หรือชื่อกลางเพราะว่ามีอาวุโสรองลงมาจากคุณใหญ่ แต่หมายความว่า คุณใหญ่เป็นพี่ชายคุณเล็ก คุณกลางก็เป็นบุคคลที่สามในชุดเพื่อนสนิทชุดนี้ เข้าชุดกัน
อีกอย่างคือลักษณะของคุณกลางที่บรรยายไว้ในนิยาย คือผิวขาว รูปร่างสันทัด ผิดกับคุณใหญ่ที่สูงใหญ่ รูปร่างคุณกลางเป็นขนาดกลางๆ ก็พอจะเหมาะกับชื่อคุณกลาง
30 มิ.ย. 2547 13:17


ความคิดเห็นที่ 8 โดย เมรี

ตอนนี้ติดตามเรื่อง ฟ้าใหม่ เหมือนกันค่ะ ดีจังที่ได้ดูตั้งแต่ตอนแรก

น่าเสียดายค่ะ ที่หนังสือเรื่องนี้ไม่เอามาพิมพ์ใหม่อีกนะคะ สงสัยว่าจะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์หรือเปล่าไม่รู้ ปกติเรื่องที่เอามาทำเป็นละคร มักจะจะเห็นพิมพ์หนังสือใหม่เสมอ

อยากอ่านสำนวนคนเขียนค่ะ
30 มิ.ย. 2547 17:36


ความคิดเห็นที่ 9 โดย CrazyHOrse

ไม่มีโอกาสได้ดูเลยครับ แต่เห็นว่ามีประเด็นที่คนหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันในแง่ข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์อยู่มาก



ทำให้กลับมาคิดว่างานเพื่อความบันเทิงแบบนี้มีผลต่อความคิดความเชื่อของคนยุคสื่อไร้พรมแดนอย่างในปัจจุบันนี้มากกว่างาน reproduction ทางประวติศาสตร์ทั่วๆไป



พาลนึกไปถึงอิทธิพลทางความเชื่อของนิยาย The Davinci Code ของ Dan Brown ขึ้นมาเชียวครับ
2 ก.ค. 2547 14:22


ความคิดเห็นที่ 10 โดย เทาชมพู

เห็นด้วยกับคุณ CH ในแง่ที่ว่าการสอดแทรกประวัติศาสตร์ วรรณคดี วัฒนธรรมจากสื่อที่เสพง่ายอย่างทีวี จะกระตุ้นความสนใจของคนได้มากกว่าไปศึกษาโดยตรงจากหนังสือตำราเนื้อหายากๆ และน่าเบื่ออีกด้วย

ถึงแม้ว่าเนื้อหาของละครทีวีไม่ใช่ประวัติศาสตร์โดยตรง เพราะเจือปนด้วยจินตนาการอยู่มาก แต่ก็ทำให้คนหันไปมองประวัติศาสตร์ที่ฝุ่นจับอยู่บนหิ้งได้พักหนึ่ง
หันมาถกเถียงกัน ถามกัน จับผิดกัน อธิบายแก่กัน ดิฉันก็ว่าดีที่จะทำให้เกิดความคึกคักขึ้นมาได้ ดีกว่าความถูกต้องที่ถูกทอดทิ้งไม่เหลียวแล ไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครถาม
ส่วนที่ว่าจะกลัวคนรุ่นหลังเข้าใจผิดๆ เข้าใจผิดก็ยังมีคนอธิบายให้เข้าใจถูกได้นะคะ แต่ถ้าไม่รู้เอาซะเลยแล้วไม่ถาม ไม่สนใจ นี่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงค่ะ

เรื่อง Davinci Code ดิฉันก็อ่านเหมือนกัน คุณ CH อยากจะคุยตรงจุดไหนล่ะคะ เรื่องของแมรี่ แมกดาเลน หรือคะ
3 ก.ค. 2547 08:35


ความคิดเห็นที่ 11 ตุ๊ก (Guest)

ขอบคุณนะคะที่กรุณาเล่าให้ฟังค่ะ เพราะกำลังสงสัยอยู่ว่าทำไมคุณคนใหญ่กับคุณคนกลางเป็นพี่น้องกันในเรื่อง เพราะพอจะทราบว่าจริง ๆ เป็นเพื่อนรักกันค่ะ
5 ก.ค. 2547 18:11


ความคิดเห็นที่ 12 โดย CrazyHOrse

1.ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือชิ้นใดที่บ่งชี้ว่าพระเจ้าตากเคยพบกับร.1ก่อนที่พระองค์ทรงเข้าทำราชการกับพระเจ้าตากหลังจากที่ตั้งเมืองที่กรุงธนบุรี 2-3 ปีแล้วนะครับ ทั้งนี้โดยการชักชวนของกรมพระราชวังบวรฯที่เข้ารับราชการกับพระเจ้าตากตั้งแต่ที่ตีฝ่าออกมาจากกรุงศรีอยุธยาไม่นานนัก



2.พระเจ้าตากทรงมีพระชนมายุมากกว่าพระพุทธยอดฟ้าฯ 2 ชันษาครับ ผมก็งงเหมือนกันเรื่องคุณใหญ่ คุณกลาง คุณเล็กนี่



3.จะว่าเป็นเพื่อนรักกัน อันนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว พระพุทธยอดฟ้าฯเข้าทำราชการกับพระเจ้าตากเมื่อพระเจ้าตากมีสถานะเป็นกษัตริย์แล้ว อีกทั้งยังไม่เคยเป็นสหายร่วมรบมาแต่ต้น(กรมพระราชวังบวรยังเป็นไปได้มากกว่า) นอกจากนี้สภาพการเมืองภายในในช่วงนั้น น่าจะมีความตึงเครียดอยูบ้างไม่มากก็น้อย น่าจะเป็นไปได้ยากว่าจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบพระสหาย



ผมก็เข้าใจนะว่านี่คือนิยาย แต่อย่างที่ว่า ดูมันจะกลายเป็นความจริงของคนส่วนมากที่ได้ติดตาม



นี่แหละพลังของสื่อยุคใหม่



ยิ่งได้อ่านบทความของผู้ที่ใช้ชื่อว่า สิริอัญญา ในนสพ.ผู้จัดการแล้ว ผมว่า น่ากลัวมาก!
6 ก.ค. 2547 00:43


ความคิดเห็นที่ 13 โดย เทาชมพู

พูดถึงหลักฐาน เรื่องฟ้าใหม่ ศุภร บุนนาค ใช้หลักฐานข้อมูลเป็นจำนวนมากมายหลายแหล่งด้วยกันเป็นฉากหลังของนวนิยาย เท่าที่เห็นว่าน่าจะเป็นหลักใหญ่ๆ ก็คือ พระราชพงศาวดาร ฉบับต่างๆ คำให้การของขุนหลวงหาวัด คำให้การของชาวกรุงเก่า อภินิหารบรรพบุรุษ ปฐมวงศ์ จดหมายเหตุกรมหลวงนรินทรเทวี

ส่วนที่เป็นวรรณคดีก็เช่น ขุนช้างขุนแผน พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ฯลฯ และท้ายสุดคือคำบอกเล่าที่ตกทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษของผู้ประพันธ์เอง



การเลือกใช้ข้อมูลสำหรับเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์นับเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะนักเขียนจำต้องเลือกข้อมูลเดียวสำหรับเหตุการณ์เดียว ไม่สามารถจะแจกแจงข้อมูลหลายๆ ด้านในเหตุการณ์เดียวเหมือนเวลาเขียนตำราหรืองานวิจัยได้

ซ้ำข้อมูลที่นำมาเขียนก็ต้องตัดทอนหรือดัดแปลงให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องและจุดมุ่งหมาย จะใส่ลงไปทั้งหมดก็จะกลายเป็นตำรา ไม่ใช่นวนิยาย

ศุภร บุนนาคจึงเรียบเรียงตัดทอนและดัดแปลงข้อมูลต่างๆ เพื่อบรรจุได้ลงตัวในเนื้อเรื่อง เธอเลือกข้อมูลจากหลักฐานทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิปะปนกัน



ส่วนความน่าเชื่อถือของข้อมูลแต่ละแหล่งนั้น เข้าใจว่าผู้ประพันธ์จะตัดสินโดยวิจารณญาณ และพื้นความรู้ทางอักษรศาสตรบัณฑิตของตนเอง ส่วนข้อสุดท้ายคือตัดสินโดยดูว่า ตรงกับจุดมุ่งหมายในการแต่งหรือไม่ เธอระบุว่า





“เป็นเรื่องที่ใช้ฉากของจริง ข้าวของทุกอย่างที่เอามาเข้าฉากก็พยายามให้สมจริง เป็นของในสมัยให้มากที่สุด แต่ตัวละครนั้นแต่งขึ้นทั้งนั้น ดังนั้นจึงพยายามไม่เรียกชื่อตัวละคร แต่เรียกว่า คุณกลาง คุณเล็ก แทน ผู้อ่านที่ชอบประวัติศาสตร์อยู่แล้วก็คงพอทราบว่าตั้งใจจะให้หมายถึงใคร” (ฟ้าใหม่ หน้า ๑๕)



การแต่งนิยายอิงประวัติศาสตร์ นักประพันธ์สามารถจะใช้หลักฐานทั้งที่เชื่อถือได้ และไม่น่าเชื่อถือ มาประกอบจินตนาการของตัวเอง เพราะถือว่านี่คือเรื่องสมมุติ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แม้จะ"อิง" ข้อเท็จจริงบางประการ ก็แค่"อิง" ไม่ใช่ "สะท้อน"



นิยายอิงประวัติศาสตร์ไม่สามารถนำไปอ้างว่าเป็น "หลักฐานข้อมูล" ทางประวัติศาสตร์ได้ เว้นแต่มีการยืนยันว่ามันตรงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว



นโปเลียนในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ก็เป็นคนละองค์กับนโปเลียนในนิยาย
6 ก.ค. 2547 09:42


ความคิดเห็นที่ 14 โดย เทาชมพู

ตัวละครสำคัญอีก ๓ คน คือ คุณใหญ่ คุณกลาง คุณเล็ก ในด้านประวัติความเป็นมา ศุภร บุนนาคถือตามหนังสือ ปฐมวงศ์ และ อภินิหารบรรพบุรุษ เป็นส่วนใหญ่

แต่กล่าวถึงอย่างย่นย่อรวบรัด ไม่บรรยายถึงบทบาทของพ่อแม่ของทั้ง ๓ คน อาจจะเห็นว่าไม่จำเป็น หรือไม่เหมาะสมจะกล่าวถึงมากเกินไป หรืออย่างไรก็ตามแต่ คนอ่านจึงทราบประวัติของคุณใหญ่ (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) และคุณเล็ก (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) เพียงว่า



“บ้านนี้เขาผู้ดีเก่าแก่ย้อนขึ้นไปขั้นสุโขทัย” (ฟ้าใหม่ หน้า ๔๙)



“ไม่ใช่แต่ขุนนางนะอ่อน ออกพระพ่อเขาน่ะ เขานับทวนขึ้นไปถึงสายสุโขทัยนะลูกจ๊ะ ติดทางเจ้าแม่วัดดุสิตเป็นไร ผู้ดีเจ็ดแปดชั้นทีเดียวแหละ” (ฟ้าใหม่ หน้า ๔๑)



หนังสือ อภินิหารบรรพบุรุษ ลำดับความเป็นมาไว้ดังนี้

สมเด็จพระมหาธรรมราชา (เชื้อสายสุโขทัย)

สมเด็จพระนเรศวรฯ

หม่อมเจ้าหญิงบัว(เจ้าแม่วัดดุสิต)

เจ้าพระยาโกษาปาน

เจ้าพระยาวงวงษาธิราช

พระยาราชนิกูล

พระพินิจอักษร(ทองดี)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท



สังเกตว่าน้ำเสียงของผู้ประพันธ์แสดงว่า ตระกูลของคุณใหญ่และคุณเล็กนั้น ไม่ใช่ตระกูลผู้ดีขุนนางธรรมดา ไม่เหมือนกับตระกูลของแสน หากทว่าสืบเชื้อสายกษัตริย์ถึง ๒ อาณาจักรด้วยกันคือ สุโขทัย และอยุธยาก่อนหน้าราชวงศ์บ้านพลูหลวง



ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ แสดงความไม่เชื่อถือเนื้อความในหนังสือ อภินิหารบรรพบุรุษ อยู่หลายตอนด้วยกัน รวมทั้งพระราชประวัติบางส่วนของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ก่อนเสียกรุงครั้งที่ ๒ ด้วย แต่ก็ยอมรับว่า สกุลที่จะเป็นราชวงศ์จักรีก็ได้มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติในกลุ่มผู้ดีเก่าอย่างกว้างขวาง

และศาสตราจารย์วัยอาจ แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลสรุปไว้ว่า ก่อน พ.ศ.๒๓๒๕ นั้น สกุลที่จะเป็นราชวงศ์จักรีได้แต่งงานเข้าไปสัมพันธ์อยู่กับสกุลใหญ่ทุกสกุล ที่เคยมีบุคคลในสกุลเป็นเจ้าพระยามาในอยุธยาหมดแล้ว



ความสัมพันธ์นี้ย่อมจะมีไม่ได้หากว่าสกุลดังกล่าวมิได้มีความเก่าแก่ หรือกว้างขวางเป็นที่ยอมรับในหมู่ขุนนางด้วยกัน เพราะการสมรสของบุคคลในระดับนี้ ย่อมคำนึงถึงความเหมาะสมในสังคมด้วยเป็นเกณฑ์



ศุภร บุนนาคได้ใช้ อภินิหารบรรพบุรุษ เป็นหนังสือพื้นฐานในการปูพื้นประวัติของคุณใหญ่ คุณกลาง และคุณเล็ก ตัวเธอเองอาจจะรู้ว่าหนังสือของ ก.ศ.ร. กุหลาบไม่อาจเป็นหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด เพราะผสมจินตนาการของผู้เรียบเรียงเข้าไปมาก แต่จะหาหนังสืออื่นที่กล่าวถึงรายละเอียดเบื้องหลังประวัติศาสตร์อย่างนี้ก็คงจะยาก เธอจึงใช้วิธีกล่าวอย่างย่นย่อเพียงว่า คุณใหญ่รับราชการเป็นหมาดเล็กวังหน้า เป็นที่นายสุดจินดาหุ้มแพรก่อนจะย้ายไปเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ส่วนน้องชายคือคุณเล็กก็เลื่อนขึ้นเป็นหุ้มแพรตำแหน่งเดียวกันแทนจนกระทั่งถึงตอนเสียกรุง



ถ้าถามว่าพระราชประวัติในความเป็นจริงเป็นอย่างไรนั้น มีหนังสืออีก ๒ เล่มที่นักวิชาการให้น้ำหนักเชื่อถือมากกว่า อภินิหารบรรพบุรุษ คือ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ปฐมวงศ์( คนละเรื่องกับของนายกุหลาบ) และพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เรื่อง เทศนาพระราชประวัติและพงศาวดารกรุงเทพฯ

ทั้ง ๒ เล่มนี้กล่าวตรงกันซึ่งอาจเป็นเพราะมาจากแหล่งข้อมูลเดียวกันว่า สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ในสมัยอยุธยา มิได้ทรงรับราชการเป็นขุนนางโดยตรง แต่เคยเป็นมหาดเล็กในพระเจ้าอุทุมพร หลังจากนั้นจึงอยู่ในสังกัดเป็นพระพี่เลี้ยงพระองค์เจ้าอาทิตย์ พระโอรสเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

หลังจากเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์สิ้นพระชนม์แล้ว เมื่อพระชนมายุ ๒๕ พรรษา จึงเสด็จออกไปประทับที่อัมพวากับสมเด็จพระอมรินทร์ฯ เมื่อทรงอภิเษกสมรสแล้ว



ศุภร บุนนาค เขียนไว้ว่า คุณใหญ่ออกจากอยุธยาไปรับราชการเป็นหลวงยกกระบัตรราชบุรี เพราะเบื่อหน่ายสภาพการปกครอง และการขาดจริยธรรมในราชสำนัก ข้อนี้เป็นการตีความหรืออาจจะเรียกได้ว่าการเสริมแต่งของผู้ประพันธ์เอง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเสื่อมโทรมภายในของอยุธยา



ส่วนคุณเล็ก ผู้ประพันธ์บอกเพียงว่าเป็นมหาดเล็กหุ้มแพรต่อจากพี่ชาย รับราชการในพระเจ้าเอกทัศน์ ไม่มีการกล่าวรายละเอียดถึงชีวิตส่วนตัวและการครองเรือน



ส่วนคุณกลางหรือพระยาตากสินในสมัยปลายอยุธยา มีรายละเอียดน้อยกว่าคุณใหญ่และคุณเล็กในตอนต้นเรื่อง ผู้ประพันธ์ใช้ข้อมูลจาก อภินิหารบรรพบุรุษ (ซึ่งกล่าวไว้แล้วว่าเป็นหนังสือที่เล่ารายละเอียดประวัติกำเนิดของพระเจ้าตากสินฯ มากกว่าหนังสืออื่นๆ) กล่าวคือเอ่ยถึงคุณกลางว่าเป็นเชื้อจีน บุตรบุญธรรมของพระยาพระคลัง พูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา และได้รับการศึกษาอบรมอย่างลูกผู้ดีชาวอยุธยา ไม่ต่างจากประวัติที่แพร่หลายกันอยู่แม้ในกระทั่งปัจจุบันนี้



การดำเนินเรื่องราวเกี่ยวกับคุณกลาง ในตอนกลางและบั้นปลาย ใช้หลักฐานจากพระราชพงศาวดารที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงไว้โดยมาก เช่น การกล่าวถึงคุณกลางในฐานะพระยาตาก และพระยาวชิรปราการตามลำดับ การยิงปืนใหญ่โดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี การตีฝ่าทหารพม่าออกจากอยุธยาก็ดี ล้วนตรงกับเนื้อความที่ยอมรับกันอยู่ว่าเป็นหลักฐานที่รู้จักกันมากที่สุดเกี่ยวกับพระราชประวัติ



อย่างไรก็ตาม ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานใหม่เกี่ยวกับพระราชประวัติ ข้อวิเคราะห์ของศาสตราจารย์ ดร. นิธิ ควรได้รับความสนใจ ในฐานะมุมมองของนักประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนหลักฐานที่ตีความกันมาแต่เดิมก็ได้



พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ที่ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ ตีความใหม่นี้ บางส่วนได้มาจากพระราชพงศาวดารบางเล่มที่ถูกมองข้ามมาก่อนว่าไม่น่าเชื่อถือ เช่น พระราชพงศาวดารฉบับปลีก หมายเลข ๒/ก ๑๐๑ แต่ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เห็นว่าเนื้อความและข้อมูลบางตอนที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จึงรวบรวมและสรุปว่า





“พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระราชสมภพในฐานะสามัญชนลูกชาวจีนมีอาชีพค้าขายทางเกวียน และแม้ยังมีถิ่นฐานบ้านช่องและญาติพี่น้องอยู่ในภาคกลาง โดยเฉพาะที่พระนครศรีอยุธยาและลพบุรี แต่ก็ได้ทำการค้าอยู่ในหัวเมืองเหนือชายแดน เมื่อสบโอกาสก็ได้เข้ารับราชการในหัวเมืองไกลคือเมืองตาก–ระแหง และในที่สุดก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองตาก...ในสงครามครั้งเสียกรุง ได้กวาดต้อนไพร่พลหลบพม่าลงมา เป็นกำลังแก่กรุงศรีอยุธยาได้บำเหน็จความชอบจากการนั้น”
6 ก.ค. 2547 09:49


ความคิดเห็นที่ 15 โดย เทาชมพู

คุณ CH คะ ดิฉันหาบทความของคุณ สิริอัญญา ในเว็บผู้จัดการไม่พบค่ะ

ช่วยทำลิ้งค์ให้ได้ไหมคะ
6 ก.ค. 2547 09:56


ความคิดเห็นที่ 16 โดย CrazyHOrse

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9470000016034&#Comment



และ


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9470000017185&#Comment



ผมว่าเนื้อหาโจมตี อ.พิริยะ ไกรฤกษ์ อย่างไม่ยุติธรรมนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่วิธีคิดแนวทฤษฎีสมคบคิดที่แสดงในบทความนั้นอ่านแล้วมึนจริงๆครับ
6 ก.ค. 2547 12:45


ความคิดเห็นที่ 17 โดย เทาชมพู

ขอบคุณค่ะคุณ CH เรื่องศิลาจารึก หลักที่ 1
ดิฉันนึกว่าจบไปตั้งแต่มีการพิสูจน์ทางธรณีวิทยาแล้วเสียอีก แต่ในเมื่อเขายังไม่ยอมจบกัน ก็รับฟัง แต่ยังไม่เห็นด้วยกับหลักฐานของฝ่ายดร.พิริยะ ว่ามีน้ำหนักเพียงพอ
บัดนี้ มันก็จะแตกแขนงไปเรื่อยๆ อย่างบทความนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของการแตกความคิดโยงไปถึงประเด็นอื่น
6 ก.ค. 2547 14:48


ความคิดเห็นที่ 18 โดย CrazyHOrse

พูดตามตรงว่าการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่เคยทำนั้นมันชอบกลมากในสายตาวิศวกรคนนึง เพราะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่



ผมไม่กล้าวิจารณ์เรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องวิชาชีพจนเมื่อได้อ่านบทความของอ.ท่านหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดเข้าใจว่าจะเป็นอ.ภาคธรณีวิทยาที่ม.เชียงใหม่ ซึ่งได้แสดงความเห็นคัดค้านในเชิงวิชาการเกี่ยวกับการพิสูจน์ครั้งก่อนหน้านี้



โดยส่วนตัว ผมมองว่าน่าจะพักเรื่องผลการพิสูจน์นี้ไว้ก่อน เพราะเท่าที่ทราบ technology ปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยสำหรับการพิสูจน์อายุของรอยแกะสลัก หาไม่แล้วคงโบราณสถานสำคัญอีกหลายแห่งคงไม่ต้องปวดหัวเรื่องการกำหนดอายุเพียงเพราะหาหลักฐานจารึกที่ระบุช่วงเวลาชัดเจน



โดยเนื้อแท้ของเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยกับคุณเทาชมพูว่า เหตุผลของ อ.พิริยะ ยังไม่หนักแน่นพอที่จะยืนยันได้ว่า ร.4 ทรงให้สร้างขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าโดยหลักฐานแวดล้อม มาถึงตอนนี้ น้อยคนนักที่จะเห็นว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงสร้าง



ยิ่งพอมาเปรียบเทียบกันแล้ว ก็ต้องยอมรับอีกว่า ข้อสนับสนุนที่ร.4 เป็นผู้สร้างนั้น ดูจะมีมากกว่าที่พ่อขุนรามฯ เป็นผู้สร้าง (หรืออาจจะมากกว่าข้อสนับสนุนที่พญาลิไทเป็นผู้สร้างด้วยซ้ำ)



คงต้องศึกษากันต่อไปครับ
6 ก.ค. 2547 16:07


ความคิดเห็นที่ 19 โดย บ้านายคำเก่ง

เป็น อ. ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ จบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรานี่เอง.... อ.เคยสอนผมด้วยครับ.... ผมชอบมากที่ อ. ท่านนี้เล่นดนตรีไทย(ไม่ใช่ล้านนานะ)เป็นด้วย
6 ก.ค. 2547 16:22

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น