ถึงลับตัวแต่ก็ชื่อ...: สุนทรภู่ ๒๑๘ ปี


อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่ว
ถึงลับตัวแต่ก็ชื่อเขาลือฉาว
เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว
เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร

(เพลงยาวถวายโอวาท)

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๓๒๙ คือวันเกิดของมหากวีแห่งรัตนโกสินทร์
ปีนี้ก็ครบ ๒๑๘ ปีแล้วค่ะ

ขอเชิญรำลึกถึงท่านอีกครั้งหนึ่ง ด้วยบทกลอนที่จำกันได้
27 มิ.ย. 2547 09:28
24 ความเห็น
11967 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย จ้อ

ขอแจมคนแรกเลยละกันครับ

ร่วมรำลึกด้วยบทโรแมนติกบทนี้ครับ



ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน

แม้อยู่ในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิสวาทมิคลาดคลา



แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา

แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง



เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่ เป็นราชสีห์สิงสู่เป็นคู่สอง

จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป

28 มิ.ย. 2547 09:24


ความคิดเห็นที่ 2 โดย เทาชมพู

อ้าว คุณจ้อมาแล้ว กำลังบ่นเชียวว่า ยังไม่มีใครแวะมาทักทาย
ขอยกกลอนของท่านมาลงเป็นที่ระลึก
ถ้าใครจะนึกอยากช่วยผสมโรงด้วยก็เชิญ
ด้วยความยินดีค่ะ


แง่คิด
เชิงบริหารธุรกิจ

แม้นจะเรียนวิชาทางค้าขาย
อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาศัย
จะซื้อง่ายขายดีมีกำไร
ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา

เชิงเศรษฐกิจ

อย่าอวดดีมีทรัพย์เที่ยวจับแจก
ทำเกี่ยวแฝกมุงป่าพาฉิบหาย
ใครจะช่วยตัวเราก็เปล่าดาย
อย่ามักง่ายเงินทองของสำคัญ

เห็นผู้ดีมีทรัพย์ประดับแต่ง
อย่าทำแข่งวาสนากระยาหงัน
ของตัวน้อยก็จะถอยไปทุกวัน
เหมือนตัดปันต้นทุนสูญกำไร

เชิงจริยธรรม

หนึ่งว่าอย่าลักเอาของเขาอื่น
มาชมชื่นฉ้อฉลคนโกหก
หนึ่งทำชู้คู่เขาเล่าลามก
จะตายตกในกระทะอเวจี
หนึ่งสูบฝิ่นกินสุรามุสาวาท
ใครทำขาดศีลห้าสิ้นราศี
ใครสัตย์ซื่อถือมั่นในขันตี
จะถึงที่พระนิพพานสำราญใจ
อย่าโกรธขึ้นหึงสาพยาบาท
นึกว่าชาติก่อนกรรมจะทำไฉน
เหมือนดุมวงกงเกวียนอันเวียนไป
อย่าโทษใครนี่เพราะกรรมจึงจำเป็น
ประการหนึ่งซึ่งขาดพระศาสนา
ทั้งโลกาเกิดทุกข์จึงยุคเข็ญ
ซึ่งจะกลับดับร้อนให้ผ่อนเย็น
ก็ต้องเป็นไมตรีปรานีกัน
28 มิ.ย. 2547 09:34


ความคิดเห็นที่ 3 โดย พวงร้อย

สวัสดีค่ะ นึกอยู่นาน เพราะเคยจำได้เยอะแยะ แต่เดี๋ยวนี้นึกไม่ออกเลย ความทรงจำชักลางเรือน ตอนนี้จำได้แต่บทนี้ค่ะ ถ้าเพี้ยนไปขออภัยด้วยนะคะ



โอ้นิจจาตัวเราก็เท่านี้

ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย

...



ต่อไม่ออกแล้วค่ะ
28 มิ.ย. 2547 12:59


ความคิดเห็นที่ 4 โดย ถาวภักดิ์

.......

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก

สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป

แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคื่น

.......



มาคารวะหนึ่งจอกขอรับ
28 มิ.ย. 2547 13:47


ความคิดเห็นที่ 5 โดย นิรันดร์

เอามาฝากคุณพวงร้อยครับ



.....มาถึงบางธรณีทวีโศก .......... . ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น

โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ....... . ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร

เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ....... ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย

ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ . เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา



ไปดูเต็ม ๆ ได้ที่
http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/nirad/nirad.htm



เผื่อนึกครึ้ม ๆ จะท่องจำเล่นอีกครั้ง

หรือฝากเจ้าตัวเล็กช่วยกันอนุรักษ์มรดกไทยครับ



บทกวีสุนทรภู่เรื่องแรกที่ผมเรียนน่าจะเป็นกาพย์พระไชยสุริยา

...

ระวังตัวกลัวครูหนูเอ๋ย ไม้เรียวเจียวเหวย กูเคยเข็ดหลาบขวับเขวียว

หันหวดปวดแสบแปลบเสียว หยิกซ้ำช้ำเขียว อย่าเที่ยวเล่นหลงจงจำ

บอกไว้ให้ทราบบาปกรรม เรียงเรียบเทียบทำ แนะนำให้เจ้าเอาบุญ

...

สนใจเรื่องเต็ม ๆ หาอ่านได้ที่นี่ครับ
http://library.riu.ac.th/webdb/images/nong2.htm
28 มิ.ย. 2547 14:06


ความคิดเห็นที่ 6 โดย เทาชมพู

มีอีกบท มาฝากค่ะ

เป็นสตรีมิใช่ชายเสียดายศักดิ์
จะปลูกรักเรรวนหาควรไม่
อันความดีมีอยู่ดูจำไว้
อย่าพอใจรักชั่วให้มัวมอม
จะมีคู่ก็ให้รู้ปรนนิบัติ
จงซื่อสัตย์สุจริตจิตถนอม
อย่าคิดร้ายย้ายแยกทำแปลกปลอม
มโนน้อมเสน่หาต่อสามี

ดิฉันเคยอ่านกาพย์พระไชยสุริยาเอาเมื่อเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแน่ะค่ะ
ไม่เคยเรียนสมัยมัธยม
28 มิ.ย. 2547 15:35


ความคิดเห็นที่ 7 โดย ถาวภักดิ์

นึกทบทวนได้อีก จากพระอภัยมณี แต่ไม่รับรองว่าจะถูกต้องทั้งหมด ท่านใดเห็นผิดตรงไหน ก็รบกวนแก้ไขด้วยนะครับ



...แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์

มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด

ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด

ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

มนุษย์นี้มีรักอยู่สองสถาน

คือบิดามารดารักมักเป็นผล

ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน

เกิดเป็นคนควรคิดเห็นจึ่งเจรจา...
28 มิ.ย. 2547 15:48


ความคิดเห็นที่ 8 โดย พวงร้อย

ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์สำหรับลิ้งค์ค่ะ เป็นเว็บที่ดีมากเลย น่าชื่นชมที่มีคนทำมารักษามรดกทางวรรณกรรมนะคะ
28 มิ.ย. 2547 23:26


ความคิดเห็นที่ 9 โดย เทาชมพู

ตามหลังคุณพวงร้อยมาติดๆ อีกคน ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์ ค่ะ
29 มิ.ย. 2547 07:57


ความคิดเห็นที่ 10 โดย ถาวภักดิ์


จากพระอภัยมณีอีกตอนหนึ่งครับ คราวนี้เป็นเครื่องรางเก่าแก่แต่โบราณ

...ประการหนึ่งซึ่งตราพระราหู
เป็นของคู่ขัตติยาเทวดาถวาย
เป็นตราแก้วแววเวียนวิเชียรพราย
แต่เช้าสายสีรุ้งดูรุ่งเรือง
ครั้นแดดแข็งแสงขาวดูพราวพร้อย
ครั้นบ่ายคล้อยเคลือบสีมณีเหลือง
ครั้นค่ำช่วงดวงแดงแสงประเทือง
อร่ามเรืองรัศมีเหมือนสีไฟ
แม้นเดินหนฝนตกไม่ถูกต้อง
เอาไว้ห้องหับแห่งตำแหน่งไหน
ไม่หนาวร้อนอ่อนอุ่นละมุนละมัย
เข้าชิงชัยแคล้วคลาดซึ่งศาสตรา
แต่ครั้นนี้ท้าวมิได้เอาไปศึก
เพราะท้าวนึกห่วงพระแม่แน่หนักหนา
ด้วยเป็นหญิงทิ้งไว้จึงให้ตรา
ไว้รักษาสารพันอันตราย.........

ไม่เคยเห็นแบบแก้ววิเชียรตามท้องเรื่อง คงเป็นเพราะไม่ใช่ขัตติยา มีวาสนาครอบครองแต่แบบดินเผาดังในภาพ ท่านอาจารย์ที่มอบให้บอกว่าเป็นของหริภุญชัย แตกกรุพร้อมพระดินเผาที่เรียกกันว่าพระนางสิขี พิจารณาตามแบบนักโบราณค(ไม่มี)ดี เดาว่าเป็นศิลปยุคทวารวดี

ซึ่งก็ดูเข้าท่าอยู่(ตามประสาคนชอบเข้าข้างตัวเอง) ด้วยเหตุที่เป็นยุคสมัยของศรัทธาความเชื่อผสมผสานคาบเกี่ยวระหว่างพุทธและพราหมณ์

ในแง่ของพุทธก็เป็นถึงพระโพธิสตว์ที่มีลำดับถัดๆมาไม่กี่องค์ที่จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าหลังพระศรีอาริย์ ระบุอยู่ในคัมภีร์อนาคตวงศ์ มีพระนามเต็มว่าอสุรินทรราหู มีร่างกายใหญ่มากจนไม่กล้ามาเฝ้าพระพุทธองค์(พระสมณโคดม) เกรงจะเป็นการปรามาสเพราะสูงค้ำ พระพุทธองค์จึงเสด็จไปโปรดด้วยพระวรกายเนรมิตให้ใหญ่กว่า

ในแง่ของพราหมณ์ พระราหูเป็นเทพพระเคราะห์ฝ่ายนักเลงโต ก๊กเดียวกับพระเสาร์ คู่ต่อสู้เทพแห่งสงครามอย่างพระอังคาร โดยมีสายพันธุ์เป็นอสูรที่ไม่ยอมก้มหัวให้พวกเทพ ได้ลุยเดี่ยวไปกินน้ำอมฤต พระนารายณ์ยังปราบไม่ได้ เพียงถูกจักรตัดไปครึ่งองค์

ดูทั้งสองแง่ก็นับว่านับว่าบุญญาธิการและฤทธิ์เดชสูงส่ง น่าอัญเชิญบารมีมาปกปักรักษาโดยแท้ อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายพราหมณ์
29 มิ.ย. 2547 14:58


ความคิดเห็นที่ 11 โดย นิรันดร์

ตอนผมเริ่มเรียนเขียนอ่านได้

คุณยายของผมได้ท่องกาพย์พระไชยสุริยาให้ฟัง

และก็จดเอาจากคำบอกของยายครับ

คุณยายผม ท่านเรียนหนังสือน้อย สักประมาณ ป.2-3 ประมาณนี้

แต่ท่านมีความจำเป็นเลิศ

เพียงนิดเดียวที่ท่านผม นับว่าเป็นการปลูกฝังความเป็นคนรักภาษาไทยให้ผมเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมา เป็นนักเรียนวิทยาศาสตร์ ผมก็ยังแอบไปลักเรียนวิชาประวัติวรรณคดีของนักเรียนศิลป์

ตอนนี้ ท่านเสียไปกว่ายี่สิบปีแล้ว

ยังระลึกถึงท่านเสมอ

ดีใจที่มีคนเอากาพย์พระไชยสุริยาขึ้นบนเน็ต อยากระลึกตอนไหนก็หาอ่านได้ทันที



ขอบคุณสำหรับดอกไม้ สวยมากครับ
29 มิ.ย. 2547 14:59


ความคิดเห็นที่ 12 โดย ถาวภักดิ์

กว่าจะเรียนแม่กดจนเจนจบใช้เวลานานไหมครับ
29 มิ.ย. 2547 15:16


ความคิดเห็นที่ 13 โดย นิรันดร์

ขึ้นกดบทอัศจรรย์

ที่ว่าเจนจบนี่

คุณถาวภักดิ์หมายถึงท่องได้หรือหมายถึงบทอัศจรรย์ครับ
29 มิ.ย. 2547 17:39


ความคิดเห็นที่ 14 โดย จ้อ

เด็กสมัยผมนี่ไม่รู้จักเลยครับว่า กาพย์พระไชยสุริยา เกี่ยวกับอะไร ... พูดแล้วอายจัง
29 มิ.ย. 2547 19:39


ความคิดเห็นที่ 15 โดย นิรันดร์

เป็นบทกวีที่ใช้สอนเกี่ยวกับมาตราตัวสะกดครับ

ไล่มาจาก แม่ ก กา คือ ไม่มีตัวสะกดเลยทั้งตอน

สาธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรสะระณา

พ่อแม่ แลครูบา เทวดาในราศี

ข้าเจ้าเอากอขอ เข้ามาต่อก กามี

แก้ไขในเท่านี้ ดีมีดีอย่าตรีชา..



ตอนต่อมาก็เป็นแม่กน ซึ่งจะรวมแม่ ก กา กับแม่กน เข้าด้วยกัน

ขึ้นใหม่ในกน ก กาว่าปนระคนกันไป เอ็นดูภูธรมานอนในไพร มณฑลต้นไทรแทนไพชยนสถาน

ส่วนสุมาลีวันทาสามี เทวีอยู่งาน เฝ้าอยู่ดูแล เหมือนแต่ก่อนกาล ให้พระภูบาล สำราญวิญญา...



ตอนถัดไปก็เป็น แม่กง ซึ่งรวมแม่ก กา และแม่กนเข้าไปด้วย

ขึ้นกงจงจำสำคัญ ทั้งกนปนกัน รำพันมิ่งไม้ในดง

ไกรกร่างยางยูงสูงระหง ตะลิงปลิงปริงประยง คันทรงส่งกลิ่น ผิ่นฝาง...



ผมเขียนจากความทรงจำ อาจคลาดเคลื่อนไปหลายแห่ง

ตรวจสอบความถูกต้องจากลิ้งที่ให้ข้างบนนะครับ



ท่านสุนทรภู่ได้เขียนบทเรียนขึ้นมา และได้เป็นนิทานอันสนุกสนานชวนติดตาม คือให้คนได้เรียนมาตราตัวสะกด พร้อมกับอ่านนิทาน(ฟัง)นิทานไปด้วยในตัว นับว่าแยบยลมาก

นอกจากนั้น ยังได้แทรกคติธรรมการดำเนินชีวิต สาเหตุแห่งความเจริญ ความเสื่อมไว้เบ็ดเสร็จ



ครูในปัจจุบันนี้ น่าจะได้เอาไปดัดแปลให้เหมาะกับยุคสมัยได้ครับ



น่าเสียดายที่สมัยนี้ กลับไม่มีใครได้เรียนกัน

เกรงว่าจะสูญหายไปเสีย อาจารย์จ้อลองอ่านดูแล้วอาจดัดแปลงเข้าบทเรียนฟิสิกส์ได้หลายตอนก็ได้นะครับ

อ้อ ผมได้เข้าไปดูเลคเชอร์โน้ตของ ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ

และให้เด็ก ๆ ของผมไปโหลดมาอ่านกัน

ก็ขอฝากขอบพระคุณไปด้วยนะที่นี้นะครับ
30 มิ.ย. 2547 08:06


ความคิดเห็นที่ 16 โดย เทาชมพู

ใครที่อ่านเสียง ร ไม่ได้ ออก เป็น ล และอ่านตัวควบกล้ำไม่ได้
ลองฝึกด้วยการอ่านบทนี้ก็ได้นะคะ

ลำพูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ
สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง
เสมอเม็ดเพชรรัตน์จำรัสเรือง
ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม
ถึงบางสมัคเหมือนพี่รักสมัครมาด
มาแคล้วคลาดมิได้อยู่กับคู่สม
ถึงยามนอนนอนเดียวเปลี่ยวอารมณ์
จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ

อีกตอนค่ะ

ลมระริ้วปลิวหญ้าคาระยาบ
ระเนนาบพลิ้วพลิกกระดิกหัน
ดูโล่งลิ่วทิวรุกขเรียงรัน
เป็นเขตคันขอบป่าพนาลัย
30 มิ.ย. 2547 13:32


ความคิดเห็นที่ 17 โดย ถาวภักดิ์

แหม อาจารย์นิรันดร์เล่นถามตรง ไม่เข้าบรรยากาศ คุยเรื่องโบราณต้องยักกระสายบ่ายแบนย่างซ้ายย้ายขวาขยับช้าๆที่ละน้อยแต่พองาม จึงจะถือว่ามีทักษะกอรปด้วยศิลปะอันปราณีตยวนใจสมเป็นศิษย์มีครู



ดูจากแบบเรียนพระไชยสุริยาแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าท่านจะจงใจแต่งให้เด็กเล็กเรียน เข้าใจว่าน่าเป็นเพราะคนโบราณในยุคนั้นคงจะเริ่มเรียนหนังสือเมื่อเข้าวัยรุ่นแล้ว ท่านจึงจงใจให้เนื้อเรื่องชวนติดตามสำหรับวัยเนื้อหนุ่มแตกเปรี้ยะ เสมือนเด็กยุคนี้ที่เล่นอินเตอร์เน็ตคล่องแคล่ว ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ก็เพราะพัฒนาฝีมือจากความพยายามที่จะค้นหาเว็บโปรดบางประเภทกระมัง
30 มิ.ย. 2547 15:32


ความคิดเห็นที่ 18 โดย นิรันดร์

ผมเอง เรียนวิทยาศาสตร์ พูดอ้อมไปอ้อมมาให้นึกเอาเองไม่ค่อยเป็น ถ้าพูดไม่ตรง ผมก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องนัก(ยกเว้นเรื่องบทอัศจรรย์ก็พอนึกออกว่าหมายถึงอะไร)

ผมคิดว่า พอเอ่ยคำว่าบทอัศจรรย์ เด็กสมัยนี้ อาจนึกว่าเป็นเวทย์มนต์ของแฮรี่พอดเตอร์ก็เป็นได้นะครับ



แต่ตอนที่คุณยายของผมเรียนพระไชยสุริยา ท่านเป็นเด็กแน่

ไม่แน่ใจว่าชั้นไหน แต่คงไม่เกิน ป. 2 - ป.3

เนื่องจากว่าแม่ของคุณยายเสียตั้งแต่ยายเป็นเด็ก ยายก็เลยมีแม่เลี้ยง พอมีแม่เลี้ยงได้ไม่นานพ่อคุณยายพลอยจากไปอีก แม่เลี้ยงของคุณยายก็เลยไม่ให้เรียนต่อ ก็เลยได้เรียนแค่นั้นเอง

แต่คุณยายผมคงเกิดไม่ทันท่านกวีสุนทรภู่หรอกครับ น่าจะเป็นรัชกาลที่ 5 หรือ 6 ตอนนี้ ท่านก็จากผมไปกว่า 20 ปีแล้ว



นึกถึงสุภาษิตสอนหญิงได้ตอนหนึ่ง น่าจะเอามาให้สาว ๆ สมัยนี้เรียนรู้กัน

ท่านว่า



อย่าเดินกรายย้ายอกยกผ้าห่ม

อย่าเสยผมกลางทางหว่างวิถี

อย่าพูดเพ้อเจ้อไปไม่สู้ดี

เหย้าเรือนมีกลับมาจึงหารือ



ท่านไม่อยากให้ผู้หญิงยกแขนสูง

แต่ดูโฆษณาเดี๋ยวนี้ ตรงข้าม พวกไวท์เท็นนิ่ง สารพัดอย่าง

ใช้แล้วต้องโชว์รักแร้ขาว ดูแล้วขัดตาขัดใจพิกลครับ
30 มิ.ย. 2547 18:23


ความคิดเห็นที่ 19 โดย ถาวภักดิ์

คำพูดและสำนวนที่อ้อมค้อมเรื่องในมุ้งเป็นความงามของภาษาและวัฒนธรรมครับอาจารย์ หาใช่เรื่องวิทย์เรื่องศิลป์ไม่ ต้องช่วยกันสืบสาน



การแต่งงานมีคู่ ถ้าจะว่ากันเป็นวิทยาศาตร์ก็เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ ตอนอาจารย์อยากแต่งงาน อาจารย์จะเดินไปบอกสาวว่าเราไปสืบพันธุ์กันเถอะ ได้หรือครับ



ผมก็ฝ่ายวิทย์นะครับ เคยคลั่งไคล้ขนาดเรียนอีกปีเดียวก็ได้อีกปริญญา คิดได้ซะก่อนว่าจะเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา เลยหยุดอยู่แค่นั้น



การเสยผมต่อหน้าชาย เคยพบในตำรา(โบราณ)ดูหญิง ท่านถือว่าเป็นการให้ท่าครับ ไม่แน่นะโดยจิตใต้สำนึกแล้ว ถึงสมัยนี้ก็เถอะ ถ้ามีสาวมาเสยผมตรงหน้า ลึกๆแล้วเธออาจสนใจหนุ่มนั้นก็ได้
1 ก.ค. 2547 12:00


ความคิดเห็นที่ 20 โดย เทาชมพู

มีอีกตอนค่ะ ที่สาวๆคงไม่เคยได้ยิน

อย่านุ่งผ้าพกใหญ่ใต้สะดือ
เขาจะลือว่าเล่นไม่เห็นควร

สาวๆ นุ่งกางเกงใต้สะดือกันเป็นของธรรมดา
โดยเฉพาะกางเกงยีนส์
1 ก.ค. 2547 14:28

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น