เจ้าดาราทอง


ในปลายทศวรรษที่ 1930 สมัยที่สยามยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปในยุโรป
เจ้าชายสยามองค์หนึ่งทรงทำให้ชื่อของประเทศสยามระบือลื่อเลื่องลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในอังกฤษ ชื่อเสียงขจรขจายทั่วประเทศอื่นๆในยุโรป
ที่สนใจกีฬา
เพราะทรงชนะเลิศอันดับหนึ่งของการแข่งรถระหว่างชาติทั่วทวีปยุโรป 3 ปีซ้อน คือ 1936,1937 และ 1938 จนคว้าตำแหน่ง "ดาราทอง" ของสมาคมนักแข่งรถอังกฤษมาครองได้

เกียรติประวัติที่ควรจารึกไว้ คือ
ทรงชนะที่หนึ่ง 4 ครั้ง จากการชิงถ้วยเจ้าชายเรนีย์แห่งโมนาโก ชิงรางวัลระหว่างชาติที่บรูคแลนด์ส ชิงรางวัลใหญ่ของปีการ์ดี และชิงรางวัลของอาลบี
ชนะที่สอง 2 ครั้ง จากการแข่งที่เกาะแห่งเมน และการแข่งขันที่กรุงดับลิน
ชนะที่สาม 2 ครั้งจากการแข่งที่ภูเขาไอเฟิล และการชิงแชมเปี้ยนภูเขาที่บรูคแลนด์ส

เจ้าชายสยามองค์นั้นคือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช
หรือคนไทยเรียกกันสั้นๆว่าพระองค์พีระ

เมื่อเสด็จกลับสยาม สื่อมวลชนไทยในสมัยนั้นถวายสมญาว่า "เจ้าดาราทอง"
ราษฎรไปรับเสด็จกันคับคั่ง ทรงกลายเป็นวีรบุรุษในวงการกีฬาและขวัญใจประชาชน
สีฟ้าสดของรถแข่งที่ทรงขับ เรียกกันว่าสีฟ้าพีระ หรือ Bira blue กลายเป็นสีฮิทกันพักใหญ่ของสาวๆ
ในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นต้อนรับพระองค์เจ้าพีระฯ แขกสาวๆในงานแต่งกายด้วยสีฟ้าสด สวยละลานตากันทั้งงาน
30 ต.ค. 2546 11:15
37 ความเห็น
16290 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย เทาชมพู

พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช ทรงถือกำเนิดเป็นหม่อมเจ้า พระโอรสในเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ สมเด็จกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ผู้เป็นพระราชอนุชาพระองค์เล็ก ร่วมพระชนกชนนีกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หม่อมมารดาของพระองค์พีระ คือหม่อมเล็ก สกุลเดิมยงใจยุทธ เป็นป้าของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ



ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนหม่อมเจ้าพีระขึ้นเป็นพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า

ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "พระองค์เจ้าตั้ง" คือพระองค์เจ้าที่เลื่อนขึ้นจากหม่อมเจ้า

โอรสธิดาของท่านดำรงฐานันดรเป็นหม่อมราชวงศ์ ตามลำดับฐานันดรเดิมของท่านพ่อ



อย่างไรก็ตาม ชีวิตของพระองค์เจ้าพีระฯ ในเบื้องต้น ดำเนินไปเหมือนเจ้าชายในเทพนิยาย

นอกจากชาติกำเนิดสูงแล้ว เจ้าชายสยามก็ยังมีการศึกษาดีเยี่ยมสำหรับเจ้าชายไทยในสมัยนั้น

พระชนม์ 13 ก็เสด็จไปศึกษาต่อที่โรงเรียน อีตัน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมขึ้นชื่อที่สุดของอังกฤษ มีแต่เจ้านายและลูกผู้ดีมีตระกูลเรียนกันทั้งนั้น

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เคยทรงศึกษาที่นี่เช่นกัน



พระองค์เจ้าพีระเป็นเด็กชายลักษณะดี เป็นที่เมตตาของผู้ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเมตตาประหนึ่งเป็นพระราชบุตร ทรงรับไว้ในปกครอง



เมื่อเสด็จไปอังกฤษ พระองค์พีระทรงพบกับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์( พระโอรสในเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ) ซึ่งทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

ถ้าลำดับญาติกันแล้วพระองค์พีระอยู่ในฐานะอา และพระองค์จุลเป็นหลาน

แต่ว่าพระองค์จุลทรงมีพระชันษาแก่กว่า 7 ปี เกิดถูกชะตาเหมือนเป็นพี่ชายน้องชายแท้ๆ

พระองค์จุลจึงทรงทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ขอเป็นผู้ปกครองพระองค์พีระแทน

ทรงสนับสนุนให้เข้าแข่งกีฬา จนได้ชัยชนะ โดยที่ทรงดูแลออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้

และทรงอุปการะพระองค์พีระอย่างดีจนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์จุล



(ภาพถ่ายนี้พระองค์พีระทรงฉายกับหลวงสุรณรงค์
30 ต.ค. 2546 11:22


ความคิดเห็นที่ 2 โดย เทาชมพู


ภาพนี้ค่ะ
30 ต.ค. 2546 11:23


ความคิดเห็นที่ 3 โดย เทาชมพู

นอกจากความสามารถในการแข่งรถ พระองค์พีระยังเป็นนักกีฬาที่โปรดการเล่นเรืออีกด้วย
ที่น่าทึ่งมากคือทรงมี "หัว" ทางศิลปะ ควบคู่ไปกับการกีฬา
จนตัดสินพระทัยไม่เข้าศึกษาต่อที่เคมบริดจ์ แต่เบนเข็มไปศึกษาด้านประติมากรรมแทน

ทรงไปศึกษาเรื่องการวาดลายเส้นที่ Byam Shaw Art School ที่นี่เองทรงพบหญิงสาวสวยชาวอังกฤษชื่อ ซีริล เฮย์ค็อก

ซีริลเป็นลูกผู้ดี พ่อมีเชื้อสายขุนนางเก่าแก่ ส่วนทางตระกูลแม่ก็เป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยจนได้บรรดาศักดิ์เป็นเซอร์
ญาติคนหนึ่งเคยเป็นนายกเทศมนตรีของลอนดอนผู้เคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแล้ว

พระองค์พีระและซีริลหลงรักกันตั้งแต่แรกพบ จนกระทั่งได้แต่งงานกันในที่สุด
เธอก็เลยกลายมาเป็นหม่อมซีริล ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา เดินทางมาประเทศไทยพร้อมกับพระสวามี
เธอชอบประเทศไทยมาก
31 ต.ค. 2546 13:17


ความคิดเห็นที่ 4 โดย เทาชมพู

หลังจากอยู่สยามได้ระยะหนึ่ง พระองค์พีระก็พาหม่อมกลับอังกฤษเพื่อเตรียมตัวแข่งขันรถ Grand PriX ต่อไป

หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี สงครามโลกครั้งที่สองก็ปะทุขึ้นจากเยอรมันบุกโปแลนด์แบบสายฟ้าแลบ พระองค์พีระยังทรงอยู่ที่อังกฤษ ไม่กลับสยาม

เหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศตอนนั้นวุ่นวายมาก ในตอนแรกสยามก็ดูจะเข้าข้างพันธมิตร

แต่ต่อมา ญี่ปุ่นบุกไทยเป็นทางผ่านไปสู่พม่า รัฐบาลตัดสินใจยอมประนีประนอมเพื่อไม่ให้เสียเลือดเนื้อคนไทย

แล้วก็ตกบันไดพลอยโจน คบญี่ปุ่นเป็นมหามิตร จนถึงขั้นประกาศเป็นฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่น แล้วเลยกลายเป็นศัตรูกับฝ่ายพันธมิตร



ทูตไทยถูกเรียกตัวกลับ สถานทูตปิด พระองค์พีระไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไทย ก็ตัดสินพระทัยสมัครเข้าร่วมรบเป็นฝ่ายเดียวกับพันธมิตร

เสด็จไปเข้าศูนย์ฝึกอบรมการบิน เข้าประจำศูนย์ในฐานะครูฝึกเครื่องร่อนซึ่งทรงชำนาญอยู่แล้ว ได้ตำแหน่งเป็นเรืออากาศโท มีลูกศิษย์ลูกหาชาวอังกฤษมากมาย



เจ้านายสยามหลายพระองค์ที่อยู่อังกฤษ เข้าร่วมรบกับพันธมิตรต่อต้านเยอรมัน พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาพพระอนุชาพระองค์พีระ ที่เป็นพระโอรสบุญธรรมในสมเด็จพระปกเกล้าฯ สมัครเข้าเป็นนักบินอาสาสมัคร นำเครื่องบินไปส่งลงเรือรบ

นักเรียนไทยรวมกันจัดตั้งขบวนการเสรีไทย มีหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์เป็นหัวหน้า



น่าเสียดายว่าพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯประสบอุบัติเหตุเครื่องบินชนภูเขาสิ้นพระชนม์ แต่ก็นับว่าโชคดี พระองค์พีระทรงอยู่รอดปลอดภัยมาได้ตลอดสงคราม

จนกระทั่งเยอรมันและญี่ปุ่นแพ้ฝ่ายพันธมิตร สงครามโลกก็สงบลงในพ.ศ. 2488 สันติภาพคืนมาสู่ยุโรป



พระองค์พีระก็ทรงเริ่มชีวิตนักแข่งรถอีกครั้ง ทรงเดินทางไปแข่งตามประเทศต่างๆในยุโรป มาจนถึงอเมริกาใต้ - อาร์เจนตินา

ทุกหนทุกแห่งที่เสด็จไป ทรงได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม ผู้คนเข้ามารุมล้อมขอลายเซ็นไม่ผิดกับดาราดังๆของฮอลลีวู้ด
31 ต.ค. 2546 13:57


ความคิดเห็นที่ 5 โดย นิลกังขา

มาอ่านครับ



พระองค์พีระและสีฟ้าพีระมีชื่อเสียงมากในหมู่คนไทยสักสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง



ในกระทู้หนึ่งเก่ามากบนเรือนไทย ตกกระดานไปนานแล้ว เคยมีใครสักคนตั้งกระทู้ถามว่าพระองค์พีระฯ เคยทรงแข่งรถกรังด์ปรีซ์ฟอร์มูล่าร์วันหรือไม่ เห็นจะไม่ทรงเคยนะครับ เพราะไอ้เจ้าฟอร์มูลาร์วันนั่นมันมาแข่งกันทีหลังยุคของท่านหลายปี



เรื่องท่านพีระผมไม่ค่อยมีอะไรจะแจม ขอฟังคุณเทาชมพูไปเรื่อยๆ แจมได้แต่เพียงว่า คุณหลวงสุรณรงค์ที่อยู่ในพระรูปคู่กับท่านพีระนั้น เข้าใจว่าในรัชกาลปัจจุบันท่านได้เป็นราชองครักษ์ (มาถึงตอนนี้ 2546 ท่านคงจะถึงแก่กรรมไปแล้วแหละ) แต่ท่านเคยตามเสด็จในหลวงรัชกาลปัจจุบันไปสหัฐอเมริกา ปี 2503 พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีฯ ทรงเล่าไว้ในจดหมายเหตุตามเสด็จอเมริกาของท่านว่า ฝรั่งสมัยโน้น หรือแม้แต่สมัยนี้ก็เถอะ อ่านชื่อไทยหรือชื่อบรรดาศักดิ์ไทยที่ถอดเป็นตัวหนังสือภาษาฝรั่งได้อย่างขลุกขลักมาก เรียกว่าอ่านแล้วเจ้าของชื่อฟังไม่ออกว่าฝรั่งเขากำลังเรียกชื่อตัวเองอยู่ ในงานถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำครั้งหนึ่งก็มีการขานชื่อยังงี้แหละ ขานแล้วผู้ถูกขานก็ต้องลุกขึ้นยืนถวายคำนับและแสดงความเคารพเจ้าภาพ มาถึงคุณหลวง ฝรั่งคนขานชื่อเรียกท่านว่า "ลู- อัง ซู- รวง - นาหรวง" คุณหลวงฟังไม่เข้าใจ นั่งเฉยสบายดี ร้อนถึงผู้ตามเสด็จท่านอื่นต้องเตือนกันว่าเป็นชื่อคุณหลวงเอง
31 ต.ค. 2546 15:16


ความคิดเห็นที่ 6 โดย เทาชมพู


ภาพประวัติศาสตร์ที่หายากยิ่งภาพหนึ่ง
คือภาพพระองค์พีระทรงขับเรือ "มัจฉาณุ" ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนม์แค่ 11 พรรษา
พระองค์ถัดไปคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
และพระองค์ริมสุดคือสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
31 ต.ค. 2546 16:16


ความคิดเห็นที่ 7 โดย เทาชมพู

ชื่อคนไทยเป็นชื่อที่ฝรั่งกล้ำกลืนออกเสียงยากที่สุดชาติหนึ่งในโลก โดยเฉพาะครูฝรั่งที่เรียกชื่อลูกศิษย์ด้วยนามสกุล

ของเขามีมิสเตอร์สมิธ มิสเตอร์โจนส์ มาเจอนามสกุลคนไทย 20 พยางค์ขึ้นไป อาจารย์ฝรั่งแทบจุกไปหลายรายแล้ว

ดิฉันเคยเรียนกับอาจารย์ฝรั่งอเมริกัน สอนภาษา พูดจาสำเนียงบอสตันด้วยความภูมิใจว่าออกเสียงอะไรต่อมิอะไรได้ถูกต้องชัดเจน ไม่เหน่ออย่างพวกอเมริกันฝั่งตะวันตก

ตลอดเทอม อาจารย์ไม่เคยเรียกดิฉันผู้มีนามสกุลยาว 12 พยางค์เลยค่ะ กลัวออกเสียงผิดแล้วเสียประวัติอาจารย์



ขอตัวไปพิมพ์ประวัติเจ้าดาราทองต่อค่ะ
1 พ.ย. 2546 08:21


ความคิดเห็นที่ 8 โดย เทาชมพู

เมื่อสันติภาพคืนมาสู่สังคมยุโรปอีกครั้ง กิจกรรมสังคมอย่างการกีฬาก็เฟื่องฟูขึ้นมาอีก

ชีวิตของเจ้าชายหนุ่มสยาม และชายาสาวชาวอังกฤษดำเนินไปเหมือนความฝันเท่าที่มนุษย์จะพึงมีได้

พรั่งพร้อมทั้งสุข ความรัก ชื่อเสียง ความสำเร็จ

มีโอกาสท่องเที่ยวอย่างเศรษฐีไปในสถานที่สวยงามหลายแห่งของโลกด้วยกันทั้งยุโรปและอเมริกา

ไม่ว่าไปไหนก็เป็นแขกเกียรติยศของสมาคมและบุคคลสำคัญ ในฐานะบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลก

ครั้งหนึ่งได้รับเชิญให้เข้าเฝ้าพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งอังกฤษ (พระราชบิดาของพระราชินีนาถเอลิซาเบธในปัจจุบัน)เพราะโปรดเรื่องรถแข่งมาก ทรงต้อนรับเจ้าชายสยามด้วยพระอัธยาศัยดีเหมือนเป็นพระญาติสนิทด้วยกัน



หม่อมมณี ภาณุพันธุ์ ณอยุธยา(คุณหญิงมณี สิริวรสาร)อดีตชายาของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต บันทึกเอาไว้เกี่ยวกับท่านในหนังสือ "ชีวิตเหมือนฝัน" ว่า



"นิสัยใจคอของสองพระองค์นั้นต่างกันมาก พระองค์จิรศักดิ์ฯ นั้นโปรดการสนทนาปราศรัยกับคนอื่น และมีจิตใจนึกถึงแต่ส่วนรวมเสมอ ส่วนพระองค์พีระฯทรงสนุกสนานร่าเริงกับสิ่งที่พอพระทัย ไม่สนพระทัยกับเรื่องราวของคนอื่นๆเลย



วันหนึ่งดิฉันล้อเลียนท่านว่า พระองค์เป็นเศรษฐีขี้คร้าน The Idle rich ไม่เห็นทรงทำสิ่งใดให่้เป็นประโยชน์ คิดแต่ความสนุกสนานของท่านฝ่ายเดียว

พระองค์พีระก็ทรงพระสรวลอย่างอารมณ์ดีและตรัสว่า



"ที่จริงพวกเธอน่ะสิที่ชอบวุ่นวาย อยากให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆทั้งๆที่พวกเขาไม่เห็นต้องการ เช่นพวกมิชชั่นนารีเป็นต้น พวกนั้นพร้อมที่จะเสียสละทุกอย่างไปอยู่ต่างแดน ทำงานไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก แต่พวกเขาก็ไม่เห็นได้ทำอะไรให้เป็นผลสำเร็จมากนัก

ปรัชญาชีวิตของฉันก็คือว่า ไม่ขอไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่น และฉันทำสิ่งที่ฉันพอใจถ้าหากสามารถทำได้ ถึงแม้ว่าฉันจะมิได้ทำประโยชน์อะไรให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใด แต่ก็ไม่เคยทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน การที่อยู่เฉยๆโดยไม่เบียดเบียนใครก็เป็นผลดีอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ"



ก็มาดูกันต่อว่าปรัชญาชีวิตของพระองค์พีระ มีผลอย่างไรกับชีวิตของท่านค่ะ
1 พ.ย. 2546 13:17


ความคิดเห็นที่ 9 โดย เทาชมพู

ความสุขเหมือนฝันของพระองค์พีระและหม่อมซีริลยืนยาวได้แค่ 11 ปี ขึ้นปีที่ 12 ปรัชญาชีวิตของพระองค์พีระก็ก่อผลกระทบต่อหม่อม ในข้อที่ว่า ขอทำสิ่งที่พอใจ ถ้าหากสามารถทำ



ความที่ทรงเป็นคนดัง บุคลิกดี ตรัสได้คล่องทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส และยังใช้ชีวิตอย่างเศรษฐี

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงดึงดูดผู้หญิงอื่นๆให้เข้ามาหลงใหลท่าน



พระองค์พีระมิได้เลิกรักหม่อมซีริล เพียงแต่ว่า เมื่อถึงเรื่องที่ทรงพอพระทัยถ้าหากทำได้ ก็ทรงทำ

ถ้าหากว่าหม่อมซีริลโอนอ่อนผ่อนตามได้ไม่เดือดร้อน ก็คงจะครองชีวิตคู่กันต่อไปได้ ถือว่าพวกหล่อนจะไม่มีความหมายกับท่านเท่าภรรยาตามกฎหมาย

แต่ว่าหม่อมซีริลทำใจไม่ได้ที่พระองค์พีระมีหญิงอื่น แม้จะไม่ทรงจริงจังด้วยนัก เธอถือว่าเป็นความเดือดร้อนสาหัสของภรรยา เธอก็ตัดสินใจแยกกันอยู่พักหนึ่งเพื่อระงับจิตใจ



ระหว่างที่แยกกันอยู่โดยยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน สถานการณ์ก็ยิ่งทำให้ทั้งสองห่างเหินกันมากขึ้นอีก

พระองค์พีระเสด็จไปแข่งรถที่อาร์เจนตินา ก็ได้พบชลิต้า หญิงสาวเลือดละติน ผู้สวยสดงดงามราวกับดาราหนัง เมื่อทรงรับบาดเจ็บจากการแข่งรถ ก็มีหล่อนคอยปรนนิบัติดูแล

ในที่สุดก็ทรงพาหล่อนกลับมาอังกฤษด้วยกัน ประทับอยู่กับหล่อนไม่ได้กลับบ้านไปหาหม่อมซีริล

หม่อมซีริลจึงตัดสินใจหย่าขาดจากพระองค์พีระตามกฎหมาย เมื่อค.ศ. 1950 ทั้งที่ยังรัก พระองค์พีระเองก็ทั้งรักและอาลัยหม่อม

ทรงอ้อนวอนให้หม่อมเปลี่ยนใจไม่หย่าแต่ก็ไม่ทรงคิดที่จะสละชลิต้าไปได้อยู่ดี

ทั้งคู่จากกันด้วยน้ำตา เพราะรู้ตัวว่าสามารถครองคู่กันได้เพียงแค่นี้ เหลือแต่ความเป็นเพื่อน



หม่อมซีริลไม่ได้แต่งงานใหม่ เธอมีเพื่อนใจเป็นหนุ่มโสดอายุ 40 กว่า

คบหากันมาจนเขาตายจากไปโดยไม่ได้สมรสกัน

ส่วนทางฝ่ายพระองค์พีระ ทรงลังเลอยู่ถึง 3 ปีถึงตัดสินพระทัยเสกสมรสใหม่กับหม่อมชลิต้า

แต่ก็ยังระลึกถึงหม่อมซีริลเสมอ ทรงเป็นมิตรกับเพื่อนชายของหม่อมซีริล แล้วพาชลิต้าไปด้วยเพื่อให้รู้จักกับหม่อม ไปไหนมาไหนกัน 4 คน

แต่หม่อมซีริลก็ไม่ได้กลับมาหาท่านอีก คงพบปะกันอย่างเพื่อนสนิทเท่านั้น
1 พ.ย. 2546 13:30


ความคิดเห็นที่ 10 โดย เทาชมพู

ชีวิตในช่วงที่สอง เป็นช่วงโชคดีของพระองค์พีระอีกครั้ง เพราะนอกจากจะมีีหม่อมสาวสวยคนใหม่ที่รักกันดูดดื่มแล้ว ก็ยังได้รับมรดกก้อนโตจากการขายมรดกวังบูรพาแบ่งกันในระหว่างเจ้าพี่เจ้าน้อง ทรงโอนไปไว้ที่ปารีสทั้งหมด

เงินจำนวนนี้มากพอจะทำให้พระองค์พีระทรงซื้อรถยนต์บูอิคเปิดประทุนสีฟ้าพีระ เรือยอชต์ใหม่ และปรับปรุงวิลลาที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสที่ทรงซื้อไว้แล้ว ดำเนินชีวิตอย่างเศรษฐี



การใช้ชีวิตในช่วงนี้หรูหรามาก เวลาขับบูอิคคันงามไปไหนมาไหนชาวปารีสมองกันจนเหลียวหลัง

แต่การใช้ชีวิตอย่างเศรษฐี มีแต่รายจ่าย อยู่วิลล่าที่เมืองคานส์ ก็หมดเงินทั้งค่าภาษีและค่าซ่อมแซมดูแล แพงลิบ

เมื่อโปรดขับรถเร็ว ก็ทรงขับบูอิคไปชนกับรถอีกคัน รถใหม่เอี่ยมพังยับเยิน ไม่มีประกันเสียด้วย ต้องทรงจ่ายเงินอีกก้อนใหญ่ซ่อมรถกับจ่ายให้คู่กรณี



ในที่สุด ถึงปลายปี 2497 ก็ทรงเห็นว่าพ้นยุคที่จะทรงแข่งรถอีกต่อไปแล้ว รถแข่งรุ่นใหม่ๆสมรรถภาพดีเกิดขึ้น แซงหน้ารถที่ทรงขับไปได้ง่ายๆ ถ้าจะลงทุนซื้อรถใหม่พร้อมการดูแลในการแข่งรถอีกก็เป็นเรื่องสิ้นเปลืองมหาศาล



ประกอบกับหม่อมชลิต้ามีโอรส คือม.ร.ว. พีรเดช จึงตัดสินพระทัยแขวนนวมอำลาชีวิตนักแข่ง พาครอบครัวกลับมาตั้งรกรากในเมืองไทยใน พ.ศ. 2499

ทรงจบบทบาทของเจ้าดาราทองที่โด่งดังไปทั่วยุโรปและอเมริกา เมื่อพระชนม์ได้ 42 พรรษา
1 พ.ย. 2546 14:06


ความคิดเห็นที่ 11 โดย เทาชมพู

ถ้าหากว่าชีวิตของพระองค์พีระเป็นนิยาย ฉากสุดท้ายก็คงเป็นตอนที่ทรงอำลาชีวิตนักแข่งรถ

แล้วเสด็จกลับบ้านเกิดเมืองนอนพร้อมครอบครัวที่สมบูรณ์แบบครบถ้วนพ่อ แม่และลูกชายวัยน่ารัก

จบลงอย่างมีความสุขทั้งคนดูและคนประพันธ์เรื่อง



แต่ชีวิตจริงยังไม่จบแค่นั้น ยังมีความยุ่งยากตามมาอีกมากมาย

เริ่มต้นด้วย หม่อมชลิต้าไม่มีความสุขที่อยู่ในประเทศไทย

เธอทนอยู่ได้แค่ 11 วันก็บินกลับไปฝรั่งเศส

อีก 7 เดือนต่อมาพระองค์พีระก็ทรงบินไปหย่าขาดจากหม่อมคนที่สอง

โดยตกลงกันว่าคุณชายพีรเดชจะอยู่ในความปกครองของมารดาจนอายุ 21 ปี



ก่อนหน้านี้พระองค์พีระเคยพบปะแอร์โฮสเตสสาวสวยคนไทยคนหนึ่งแล้ว

ทรงพอพระทัยมากถึงกับเคยเชิญเธอไปเป็นแขก ณ วิลล่าที่เมืองคานส์

ทำให้หม่อมชลิต้าหึงหวงอยู่พักใหญ่

แต่ก็จบลงด้วยการที่ทรงคืนดีกับหม่อมแล้วใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันต่อมา

หญิงสาวสวยชาวไทยคนนี้ ก็คือคุณสาลิกา กะลันตานนท์

เธอคือหม่อมคนที่สามของพระองค์พีระ ทรงสมรสด้วยเมื่อพ.ศ. 2500

ส่วนเรื่องงาน ก็ทรงเริ่มชีวิตนักธุรกิจ ตั้งบริษัท Bira Sport เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ nectar จากเยอรมัน
1 พ.ย. 2546 14:29


ความคิดเห็นที่ 12 โดย เทาชมพู


ภาพพระองค์พีระ เมื่อครั้งยังหวานชื่นกับหม่อมชลิต้า
1 พ.ย. 2546 18:02


ความคิดเห็นที่ 13 โดย พวงร้อย

ไม่ได้เข้ามาเรือนไทยเสียนาน ดีใจที่ได้เห็นคุณเทาชมพูกลับมาเล่าเรื่องหายากให้ฟังอีกค่ะ เคยอ่านเรื่องของท่านท่านจาก "เกิดวังปารุสก์" แล้วก็มีติดค้างในใจมานานว่า ชีวิตของท่านดำเนินไปอย่างไร เพราะไม่เคยทราบเรื่องราวต่อมาอีกเลย ขอขอบคุณคุณเทาชมพูเป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณานำเรื่องน่าสนใจมาเล่าด้วยนะคะ
2 พ.ย. 2546 08:41


ความคิดเห็นที่ 14 โดย เทาชมพู

สวัสดีค่ะคุณพวงร้อย ดีใจที่ได้เจอกันอีกค่ะ
แวะเข้ามาให้สุ้มเสียงกันบ่อยๆนะคะ

ดิฉันไม่ได้เข้ามาที่นี่พักใหญ่ๆ
พอดีเจอหนังสือน่าสนใจเข้าหลายเล่มตอนนี้ก็เลยเก็บความมาเล่าสู่กันฟัง
จะบอกรายชื่อหนังสือไว้ตอนท้ายค่ะ เผื่อสนใจไปหาอ่านต่อ

สมาชิกหน้าเก่าๆที่ล้อมวงคุยกันหายไปเกือบหมด
เห็นคุณนิลกังขาโผล่มาคนเดียว
คุณพวงร้อยแวะเข้ามานั่งฟัง ถ้ามีอะไรสงสัยก็เชิญถามได้
จะพยายามไปหาคำตอบมาให้ค่ะ

จะพิมพ์วันละเล็กละน้อยเท่าที่หาเวลาได้ เล่าเรื่องพระองค์พีระจนจบ
แล้วเรียบเรียงเป็นบทความใส่ไว้ในเรือนไทย
เผื่อใครจะอยากนำไปศึกษาหรืออ้างอิง


มอบช่อดอกไม้ให้คุณพวงร้อยค่ะ
ที่โน่นเข้าหน้าหนาวหรือยังคะ?
3 พ.ย. 2546 10:59


ความคิดเห็นที่ 15 โดย พวงร้อย


ขอบพระคุณมากค่ะคุณเทาชมพู ดอกไม้สวยมากค่ะ จะคอยตามอ่านเรื่องของพระองค์พีระนะคะ ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าท่านทรงหย่าขาดหม่อมซีบิลน่ะค่ะ สนใจมากเลยค่ะว่าบั้นปลายชีพทรงเป็นไปอย่างไรบ้าง จะมาตามอ่านอยู่ค่ะ

ทางนี้อากาศประหลาดมากค่ะ ร้อนจัดมาตลอด ขนาดเข้าเดือนตุลาที่แต่ก่อนมาถ้ามีฮีตเวฟอย่างมากก็อยู่อาทิตย์เดียว แต่นี่อยู่นานสามสี่อาทิตย์ จนเกิดไฟไหม้ดังที่คงได้ทราบข่าวแล้ว ไฟที่ Rancho Cucamanga หรือที่เค้าเรียก Grand Prix/Old Fire นี่ไหม้มากที่สุด รูปถ่ายจากอวกาศก็แสดงให้เห็นควันมากที่สุด อันที่สองจากขวาน่ะค่ะ ดีว่าสามวันที่ผ่านมาอากาศอยู่ๆก็เย็นลงมากๆ แถมยังมีฝนตกอีก เลยช่วยการดับไฟได้มาก
3 พ.ย. 2546 11:14


ความคิดเห็นที่ 16 โดย พวงร้อย


พอดีวันเสาร์ที่แล้ว ซึ่งเป็นตอนที่ไฟเริ่มมาได้สองวันแล้ว(ไหม้หนักหน่วงที่สุดราวๆวันจันทร์-อังคารน่ะค่ะ ตอนนี้ก็ดับเกือบหมดแล้ว คาดว่าจะดับได้หมดพรุ่งนี้ค่ะ) แต่ควันหนาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เคยผ่านไฟมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยเห็นควันมากมายอย่างนี้เลยค่ะ รูปข้างบนถ่ายวันเสาร์ที่แล้วบนฟรีเวย์ตอนกำลังออกจากควันทะมึนเหนือหัวค่ะ

วันพุธก็เริ่มเจ็บคอแล้วค่ะ ตอนนี้ยังไม่หายดี แต่ก็ยังดีกว่าคนอีกจำนวนมากที่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ แถมบางบ้านถูกไฟไหม้ราบเรียบไปหมด ขออภัยที่นอกเรื่องนะคะ ยังไม่หายตื่นเต้นเท่าไหร่เลยค่ะ
3 พ.ย. 2546 11:18


ความคิดเห็นที่ 17 โดย นิลกังขา

มาต้อนรับคุณพวงร้อยครับ ยินดีที่ได้พบกันอีก และหวังว่าคงไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไปจากไฟป่า



ระยะหลังเรือนไทยค่อนข้างเงียบ สมาชิกบางคน (เช่นคุณจ้อและผมเป็นต้น) ช่วงไม่กีเดือนมานี้อยู่ระหว่างการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่และงานใหม่ในเมืองไทย อย่างผมก็เพิ่งกลับมาจับงานใหม่ที่กรุงเทพฯ ได้เพียงสามเดือนเศษ แล้วช่วงที่ผ่านมางานใหม่ก็ถาโถมเข้ามาเต็ๆ เลย เลยไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาเรือนไทย แต่เห็นสมาชิกท่านอื่นหลายคนก็หายหน้าไปเหมือนกัน



ขออภัยที่ออกนอกเรื่องหัวข้อกระทู้ แต่ไหนไหนก็ได้ออกนอกเรื่องแล้ว ขอ "ป่าวหมู่เทวฤทธิ์" เชิญสมาชิกเก่า สมาชิกใหม่ในเรือนไทยมาร่วมวงถกเถียงเสวนากันให้สนุกอีกสักหนเถอะครับ ผมคิดถึงทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง - อะแฮ่ม - "ขุนศึก" ก็จะเป็นหนังอีกรอบแล้ว ตัวผมก็กลับมาเมืองไทยแล้ว แม่หญิงเรไรช่วยเยี่ยมหน้าต่าง เอ๊ย โผล่วินโด้ว์มาทางเว็บนี้ให้ผมหายคิดถึงสักทีด้วยเถอะครับ...



(เผื่อจะล่อคุณแจ้ง ใบตอง ให้ออกมาได้อีกคนด้วย...)
3 พ.ย. 2546 12:04


ความคิดเห็นที่ 18 โดย เทาชมพู

ดิฉันปล่อยให้เจ้าดาราทองคอยค้างเติ่งอยู่ใน notepad มาปลอบขวัญคุณพวงร้อยก่อน

ขนาดดิฉันเห็นรูปที่เอามาลงยังใจไม่ค่อยสบาย มันเป็นภาพน่ากลัวมาก คนที่เจอ แม้จะอยู่รอบนอกห่างออกมาไม่ได้โดนเข้าโดยตรง คงใจคอไม่อยู่กับตัวเท่าไร

คิดว่าคงสงบกันได้ในวันพรุ่งนี้ ฟังข่าวพบว่าตายไปหลายราย น่าสงสารมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ทำงานอย่างหนัก



เทพบุตรนางฟ้าฤทธิ์มากที่คุณนิลกังขาถามถึง ดิฉันจะพยายามดำเนินการใต้ดินบนดิน

เอาตัวมาคุยกันเหมือนเดิมให้ได้ค่ะ

คุณแจ้งส่งข่าวมาว่าตอนนี้งานท่วมหัวท่วมหูอยู่ ตั้งแต่เรียนจบก็ดูเหมือนจะแบกภาระหนักกว่าเมื่อก่อนเสียอีก

แต่น่าจะปลีกตัวมาเยี่ยมเรือนไทยได้บ้าง

ส่วนแม่หญิงเรไร ไม่รู้ว่าตามพ่อเสมาไปไหน ถ้ายังไม่ไกลเกินกู่ จะไปจูงกลับมาอีกคน

คุณจ้อก็คงอยู่แถวๆนี้ละค่ะ
3 พ.ย. 2546 12:33


ความคิดเห็นที่ 19 โดย เทาชมพู

วงล้อแห่งโชคชะตาได้หมุนพาพระองค์พีระขึ้นสู่จุดสูงสุดตั้งแต่พระชนม์ยี่สิบเศษๆ มาแล้ว แล้วหยุดอยู่ตรงจุดนั้นจนถึงพระชนม์สี่สิบเศษ

หลังจากนั้นวงล้อก็เริ่มหมุนลง



เริ่มต้นด้วยธุรกิจรถยนต์สั่งจากเยอรมัน ต้องล้มเลิกไป

พระองค์พีระเป็นนักกีฬาระดับอัจฉริยะก็จริง แต่ไม่ทรงมีหัวทางธุรกิจ

เพียงสามปีก็ทรงจำต้องเลิกกิจการ แล้วตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Bira Commmerce Co. แทน

ต่อมาทรงดำริจะตั้งบริษัทเกี่ยวกับการบินชื่อ Bira Air Transport เพื่อขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างไทยกับลอนดอน

แต่ธุรกิจนี้ก็ไปไม่รอดอีก



หลังสงครามโลกจบลง ประเทศไทยได้มหามิตรรายใหม่คือสหรัฐอเมริกา วัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบอเมริกันหลั่งไหลเข้ามาแทนที่วัฒนธรรมยุโรปที่เคยรับมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6

รถยนต์อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมันที่คนไทยเคยชอบก็ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ยี่ห้อต่างๆของอเมริกาแทน

รถอเมริกันอย่างไครสเลอร์ คาดิลแลค โอลสโมบิล พลีมัธ วิ่งกันหนาตาในช่วง 2500-2510

กิจการบริษัทของพระองค์พีระก็ต้องหยุดลงอีกครั้ง



เรื่องที่สองคือผู้เป็นที่รักยิ่งของท่าน จากไปทั้งสองคนในปีเดียวกัน

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็ง เมื่อพ.ศ. 2506

ส่วนหม่อมสาลิกาผู้ครองรักกันอย่างเป็นสุขมา 6 ปีก็จำใจทูลลาหย่าขาดจากท่าน

จากกันด้วยน้ำตาเช่นเดียวกับหม่อมซีริล



การสูญเสียของพระองค์พีระไม่ได้จบลงแค่นี้

แปดปีต่อมา ม.ร.ว. พีรเดช ผู้กำลังเป็นหนุ่มวัยรุ่น น่าจะมีอนาคตอีกไกล

เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับ อย่างไม่น่าเชื่อสำหรับเด็กหนุ่มวัยนี้
3 พ.ย. 2546 13:51


ความคิดเห็นที่ 20 โดย พวงร้อย

ขอบพระคุณในความห่วงใยค่ะ เพิ่งตื่นมาอากาศก็อีมครึม แสดงว่าฝนและหิมะยังตกอยู่ ไฟถ้ายังไม่ดับก็คงจะดับอีกไม่นานแล้วค่ะ



ดีใจที่ได้พบคุณนิลกังขาอีกค่ะ ไม่ทราบเลยว่ากลับไปเมืองไทยแล้ว หวังว่าไม่หักโหมกับงานมากเกินไปด้วยนะคะ ทานของอร่อยๆเผื่อมั่งละกันนะคะ



อืมม น่าสนใจมากเลยนะคะ น่าสงสารท่านมากนะคะ ดูเหมือนจะทรงโหยหาไขว่คว้าอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปตลอดพระชนม์ชีพ ทำให้อยากฟังต่อว่าตอนต่อไปเป็นอย่างไรบ้าง คุณเทาชมพูเล่าได้สนุกมากค่ะ



ไม่ทราบมาอีกเหมือนกันว่า บุคคลที่ดิฉันชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่ง คือพระองค์จุลฯได้สิ้นด้วยโรคมะเร็ง สองพระองค์ทรงเติบโตมีชีวิตมาคล้ายๆกัน แต่ปรัชญาการดำรงชีพต่างกัน เส้นทางชีวิตก็ทรงแตกต่างกันมากนะคะ
3 พ.ย. 2546 22:43

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น