ของฝากครูฟิสิกส์

โพสต์เมื่อ: 10:31 วันที่ 13 ต.ค. 2546         ชมแล้ว: 224,869 ตอบแล้ว: 963
วิชาการ >> คาเฟ่ >> วิทยาศาสตร์ >> ฟิสิกส์

ผมมีความเห็นแนวทางเดียวกับ อาจารย์ Np ครับ เรื่องการสอนฟิสิกส์ให้กับเด็กมัธยมโดยทั่วไป ไม่ใช่เด็กที่ไปแข่งโอลิมปิก

ประชากรส่วนใหญ่ของเรา ไม่ได้มีความจำเป็นต้องไปแข่งโอลิมปิก และต้องการกำลังใจที่ว่า เรียนฟิสิกส์ไปทำไม

ผมจึงอยากนำเสนอ การทำการทดลองง่าย ๆ ที่สามารถหาได้จากวัสดุเหลือทิ้ง หรือวัสดุพื้นบ้าน

และหวังว่าครู อาจารย์ ท่านอื่นได้กรุณาแบ่งปันประสบการณ์ มาเล่าสู่กันฟังด้วย

ปัญหาอันหนึ่งก็คือ เด็กไทยไม่ได้ทำการทดลองที่เป็นรูปธรรม หรือการทดลองทางฟิสิกส์ที่ไม่มีใครสามารถปฏิบัติที่บ้านได้
นอกจากต้องมาทำในห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ ทำให้หลายคนคิดว่า ฟิสิกส์ ไม่ได้มีอยู่ในชีวิตจริง

ถ้าเราสามารถหยิบของที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรามาสอนฟิสิกส์ได้ ผมว่า มันน่าจะประทับใจนักเรียนนักศึกษาของเราบ้างนะครับ

ดูของฝากเก่า ๆ ได้ที่นี่ครับ

http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Cid=92&Pid=16027&ooc=3



นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว





จำนวน 913 ความเห็น, หน้าที่ | -1- 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 ต.ค. 2546 (11:08)


ตัวอย่างแรก หลักของเบอนุลลี ใช้กระบอกฉีดยากันยุง

ยังมีกาพ่นสีที่อยู่ตามอู่เคาะพ่นสีทีใช้หลักเดียวกัน

รวมถึง air brush ที่ศิลปินบางท่านใช้ด้วย
19548

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 13 ต.ค. 2546 (11:22)


ถ้ายังหาที่ฉีดยา DDT ไม่ได้ ใช้แก้วน้ำกับหลอดดูดน้ำอัดลม

จัดให้ได้อย่างในรูป แล้วเป่าลมแรง ๆ เข้าทางปลาย A

ให้ผลดีเหมือนกันครับ แต่เด็กบางคนอาจมองไม่ออกว่า จะใช้งานจริงอย่างไร
19547

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 13 ต.ค. 2546 (12:50)
เคยเห็นการใช้เครื่องมือทำนองเดียวกันนี้ในการพ่นน้ำรีดผ้าสมัยก่อน

แต่เครื่องพ่นน้ำรีดผ้าในปัจจุบัน จะใช้หลักการเดียวกันหรือเปล่า ไม่ทราบ ยังไม่มีโอกาสแกะดู(ตามประสาเด็กซน)
S (IP:202.29.77.3,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 13 ต.ค. 2546 (12:58)
มันก็น่าแปลกนะ ถ้าลมที่เป่า ลงไปดันน้ำขึ้นมาก็ไม่แปลก (เหมือนตะเกียงเจ้าพายุ หรือกระป๋องสเปรย์)แต่นี่ ลมเป่าอยู่ข้างบน แล้วน้ำพุ่งออกมาได้อย่างไร
v (IP:202.29.77.3,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 13 ต.ค. 2546 (17:31)
บางคนถึงว่า ฟิสิกส์ เหมือนมายากลไงครับ

เอาไว้ให้คิดดูเล่นสักพัก อีก 2 วันจะมาเฉลยครับ



ใครมีอะไรสนุก ๆ ก็เอามาฝากเพื่อนครูฟิสิกส์นะครับ

.
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 14 ต.ค. 2546 (01:52)
น่าสนุกค่ะ

ครูไผ่ขอคิดแบบชาวบ้านที่ไม่ใช่ครูฟิสิกส์นะคะ



แม้จะไม่มีการเป่าลมไปที่ข้างบนของปากหลอด

ระดับน้ำในหลอดก็มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าระดับน้ำในแก้วอยู่แล้ว

เพราะความกดของอากาศที่อยู่เหนือผิวน้ำในแก้วสูงกว่าความกดอากาศเหนือผิวน้ำในหลอด

เนื่องจากผิวน้ำในแก้วมีพื้นที่ผิวมากกว่าผิวน้ำในหลลด

ยิ่งมาโดนเป่าลมข้างบนหลอดเข้าให้อีก

ทำให้ความหนาแน่นของอากาศเหนือหลอดลดลงอย่างฉับพลัน

น้ำในหลอดจึงทะลึ่งขึ้นมาแทนที่อากาศอย่างฉับพลันทันใด

และปะทะกับแรงลมที่ปากหลอดซึ่งยังประดังตามมา

จึงบังเกิดเป็นฝอยพ่นกระจายไปตามรูปที่เห็น
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 15 ต.ค. 2546 (06:24)
ปัญหาแบบนี้แหละค่ะที่จะช่วยให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยเก่งฟิสิกส์ เข้าใจ และเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข



ถ้าให้เหตุผลอยู่ในขอบเขตตามตัวอักษรที่คุณ mxl ให้มาในวรรคแรกเท่านั้น

ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วทำไมน้ำในภาชนะไม่พุ่งขึ้นมาทางข้างนอกหลอดด้วยล่ะ ทำไมจึงพุ่งทางหลอดอย่างเดียว
ไพจิตร (IP:202.5.82.171,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 15 ต.ค. 2546 (11:24)


ขอบพระคุณ "ดร.ไพจิตร" และคุณ "คูรไผ่" ที่ให้กำลังใจนะครับ

ผมเห็นว่า ฟิสิกส์ที่เราเรียนเราสอนกันอยู่นี่ก็มีมากว่า 300 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัย

เซอร์นิวตันโน่น ถึงแม้บางท่านจะเห็นว่าเป็นมุขเก่าไปบ้าง

ถ้าท่านมีภูมิรู้สูงส่ง ก็ลองเอามาฝากเพื่อนครูด้วยกันดีกว่ามาเที่ยวกระแนะ

กระแหนกันเป็นไหน ๆ นะครับ



ส่วนที่ว่าจะมาเฉลย คิดว่าจะยังไม่เฉลยดีกว่านะครับ

ผมมีการทดลองง่าย ๆ คล้าย ๆ มายากล ให้เพื่อนครูลองเอาไปเล่นกับ

ลูกศิษย์ท่านได้สนุกพอสมควรอีกอันหนึ่งครับ



เอา กรวยกรอกน้ำใส่ขวด กับลูกปิงปองมาตรฐาน แล้วก็ปากที่ใช้พูดดีบ้าง ๆ

ไม่ดีบ้างก็ได้

จัดแจงเครื่องมืออย่างในรูป แล้วก็เป่าลมลงไปแรง ๆ ตามทิศลูกศร

แน่นอน ก่อนเป่า ก็ต้องใช้มือจับลูกปิงปอง แต่พอเริ่มเป่า ก็ปล่อยมือได้

ท่านจะพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ตราบเท่าที่ลมเป่ายังแรงมาก ๆ

นั่นก็คือ ลูกปิงปองจะไม่หลุดออกจากปากกรวย



ไม่เชื่อ เชิงลองดูได้เลยครับ
19551

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 15 ต.ค. 2546 (12:04)


อุปกรณ์

1. ใช้ไพ่ที่ริบมาจากห้องน้ำ 2 ใบ

2. หลอดดูดน้ำอัดลมยังไม่ได้ใช้ หรือเอาแบบใช้แล้วก็ได้ถ้าต้องการประหยัด

3. เป็กค์กดกระดาษที่ติดกับบอร์ด 1 ตัว

4. กาว

5. ปากคน



เตรียมการทดลอง

1. ใช้มีดหรือกรรไกร ตัดปากหลอดเล็กน้อยให้บานออกเท่า ๆ กันดังรูป

2. เจาะรูเล็ก เล็ก ที่กลางไพ่พอดี ให้รูเล็กกว่าหลอดดูดเล็กน้อย(หรือเท่าพอดีก็ได้)

3. ทากาวหลอดดูดติดกับไพ่ที่เจาะรู อย่าให้มีรูรั่วด้านข้าง แต่รูไพ่กับหลอดต้องตรงกันพอดี ทิ้งให้กาวอยู่ตัว

4. ติดเป็กค์ กับไพ่ตรงกลางไพ่พอดี

เป็นอันเสร็จ



การทดลอง

1. จัดหลอดดูดให้อยู่ในแนวดิ่ง มีไพ่อยู่ด้านล่าง

2. เอาไพ่ที่มีเป็กค์วางข้างล่าง ปลายแหลมของเป็กค์ตรงรูพอดี

แน่นอนว่า ถ้าปล่อยมือ ไพ่หล่นแน่

3. เป่าลมลงไป ตามลูกศรแรง ๆ แล้วปล่อยมือจากไพ่

4. สังเกตว่าอะไรจะเกิดขึ้น



รับรองว่าสนุกครับ
19552

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 17 ต.ค. 2546 (11:57)
การทดลองที่อยู่ในความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 10 + 11

ถ้าเปลี่ยนจากลมเป็นน้ำ จะเกิดอะไรขึ้น

.
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 17 ต.ค. 2546 (13:23)


เป่าลมแรง ๆ ระหว่างลูกปิงปอง 2 ลูก หรือกระดาษ 2 แผ่นที่แขวนไว้ดังรูป
19553

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 20 ต.ค. 2546 (10:27)
คุณครู NP หายไปไหน ไม่ชอบของฝากจากผมหรือครับ

ถ้าชอบก็บอก จะเอามาฝากอีก ถ้าไม่ชอบบจะได้หยุดครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 20 ต.ค. 2546 (10:33)
ข้อความของครูไผ่ #6# ที่ว่า "แม้จะไม่มีการเป่าลมไปที่ข้างบนของปากหลอดระดับน้ำในหลอดก็มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าระดับน้ำในแก้วอยู่แล้ว เพราะความกดของอากาศที่อยู่เหนือผิวน้ำในแก้วสูงกว่าความกดอากาศเหนือผิวน้ำในหลอด เนื่องจากผิวน้ำในแก้วมีพื้นที่ผิวมากกว่าผิวน้ำในหลลด"

นั้นไม่น่าจะถูกหลักการนะครับ (ไม่ได้จ้องจับผิดหรอกครับ แต่อยากให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง)

หลัการคือ ความ(กด)ดันของอากาศเหนือผิวน้ำในหลอดและภายนอกเท่ากันครับ เพราะความดันไม่ขึ้นกับพื้นที่ครับ

ส่วนที่จะไม่เท่ากันคือ แรงที่กระทำต่อผิวน้ำในหลอดน้อยกว่าแรงที่กระทำต่อผิวน้ำข้างนอก เพราะแรงดัน มีค่าเท่ากับ ความดันคูณกับพื้นที่ ครับ โปรดสังเกตว่าใช้คำว่าความดันและแรงดัน ต่างกันนะครับ

แถมอีกนิด ที่ระดับน้ำในหลอดสูงกว่าข้างนอกเพราะแรงตึงผิดขแงของเหลวครับ
พิทยา (IP:203.155.35.113,192.168.1.145,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 20 ต.ค. 2546 (10:35)
"เพราะแรงตึงผิดขแงของเหลว" ขอแก้ไขเป็น "เพราะแรงตึงผิวของของเหลว" ครับ
พิทยา (IP:203.155.35.113,192.168.1.145,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 20 ต.ค. 2546 (11:20)
ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ เข้ามาอ่านวันละ 3 ครั้ง เป็นอย่างน้อย แต่ที่ไม่แสดงความคิดเห็นเพราะต้องการให้เยาวชนที่เข้ามาอ่านแล้วเกิดความสงสัย จนทนไม่ไหวแล้วถามมา (แต่ก็ไม่มีใครถาม)

ยังต้องการอ่านอยู่เรื่อยๆ ครับ และต้องการอ่านทุกกระทู้ที่มีผู้ตั้งมา และอยากจะร่วมแจมด้วย ถ้าจะตั้งกระทู้เองบ่อยเกินไปก็กลัวคนหมั่นไส้(แต่ผมก็ไม่เคยหมั่นไส้คนที่ตั้งกระทู้บ่อยๆนะครับ กลับชอบเสียอีก)
Np (IP:169.210.12.79,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 20 ต.ค. 2546 (16:34)
ขอขัดคออาจารย์พิทยาสักเล็กน้อย(อาจมากแต่พูดออกตัวไว้ก่อน อิอิ ล้อเล่นนะครับ)

ด้วยเหตุผลเดียวกับที่อาจารย์ใช้กับครูไผ่ครับ



แต่ผม ถือว่า ความกด ที่ครูไผ่ใช้ หมายถึง ความดัน นะครับ

ผมไม่ค่อยคุ้นกับคำว่าความกดสักเท่าไรนัก



ตัวอย่างการทดลองง่าย ๆ ที่ทำได้เกือบจะทันที ทั้งหมดที่ผมยกมาให้ดูข้างต้น อธิบายด้วยหลักของเบอร์นุลลี ครับ

หลักนี้ มีสมการหน้าตาหน้ากลัวอยู่สมการหนึ่ง ถ้าอยากดูก็พลิกตำราดูได้ไม่ยาก มีทุกเล่ม แต่ไม่แน่ว่าจะอ่านแล้วศรัทธากับสมการสักเท่าไร นอกจากการแทนค่า คิดเลข



แต่ตัวอย่าง ที่ผมยกมา น่าจะทำให้เด็ก หรือแม้แค่ครูฟิสิกส์เอง เกิดความซาบซึ้งกับสมการของเบอร์นุลลีได้มากขึ้น



อาจารย์พิทยาครับ ผมค่อนข้างสนับสนุนความเห็นของครูไผ่มากกว่าในเรื่องที่น้ำสามารถไหลขึ้นไปในหลอดได้

แต่ก่อน ตอนเราเป็นเด็ก ๆ กัน เรามักถูกสอนกันมาว่า น้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ

ไม่มีใครสงสัยอะไร เราก็เห็นอย่างนั้นกันมาตลอด

แต่ที่จริงแล้ว เรามีเหตุการณ์ที่น้ำไหลจากที่ต่ำขึ้นที่สูงมาก ๆๆๆ

เช่น การที่เรามีห้องน้ำชั้นบน ท่อประปาก็เดินอยุ่ด้านล่าง แต่ที่สูงก็มีน้ำไหลขึ้นไปได้

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่า น้ำไม่ได้ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ

น้ำไหลจากที่ความดันสูง ไปยังที่ความดันต่ำ



หลักของเบอร์นุลลี บอกกับเราว่า เมื่อของไหล(ของเหลวและแก๊ส) เคลื่อนที่ ของไหลก็จะมีความดันต่ำกว่าของไหลที่อยู่นิ่ง เมื่อเราเป่าลมแรง ๆ รอบ ๆ กระแสลมที่เราเป่าออกไปก็จะมีความดันต่ำ

ที่นี้

ส่วนที่มีความดันต่ำ ไปอยู่เหนือปากหลอดที่จุ่มอยู่ในน้ำ ทำให้ความดัน(ไม่ใช่แรงดัน)อากาศเหนือปากหลอดมีความดันต่ำกว่าความดันอากาศเหนือผิวน้ำในแก้ว

น้ำจึงเคลื่อนที่จากแก้ว(ที่มีความดันสูงกว่า) เข้าไปในหลอดที่มีความดันต่ำกว่า ครับ



เหตุการณ์นี้ เราใช้หลอดดูดน้ำอัดลมที่มีขนาดค่อนข้างโต แรงตึงผิวจะมีผลน้อยมากครับ แต่ถ้าอาจารย์ใช้หลอดเล็ก ๆ เช่นหลอดที่แถมมากับนมเปรี้ยวยี่ห้อหนึ่ง เสียบไว้นิ่ง ๆ ไม่ต้องเป่า ก็จะเห็นระดับน้ำในหลอดสูงกว่านอกหลอด อันนี้เป็นผลมาจากเรื่องแรงตึงผิว อย่างที่อาจารย์พิทยาว่าไว้ครับ





อาจารย์ Np ครับ ผมแหย่อาจารย์เล่นนิดหน่อยน่ะครับ เพราะเห็นอาจารย์ไปป้วนเปี้ยนกระทู้อื่น ด้วยความอิจฉา ก็เลยแกล้งอาจารย์เล่นนิดหน่อยครับ

อ้อ อาจารย์ขยัน ๆ ตั้งกระทู้เถอะครับ

ใครจะว่าเราก็ช่างเขาเถอะ ถือว่าเราตั้งใจดีกับเด็กและเพื่อนครูโดยทั่วไป

อย่างน้อยที่สุด เราก็รู้ของเรา อาจารย์ยังไม่รำคาญที่ผมตั้งกระทู้บ่อย ๆ ผมจะไปหมั่นไส้อาจารย์ได้อย่างไร ร่วมด้วยช่วยกันครับ



ว่าแต่ ตัวอย่างการทดลองที่ผมฝากไว้นี้ ทำกันบ้างหรือยังครับ

แฮะ ๆ ทวงการบ้านซะเลย

.
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 20 ต.ค. 2546 (21:57)
ไม่มีเยาวชนเข้ามาถามปัญหา เราก็ปุจฉาวิสัชนากันเองก็แล้วกันนะครับ เผื่อมีเยาวชนหลงเข้ามา



จากการทดลองที่อาจารย์นิรันดร์ยกมานั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำเล่นสนุกๆเท่านั้นนะครับ เยาวชน (สมมติว่าหลงเข้ามา) นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้หลักการนี้ไปสร้างเครื่องบิน สร้างเรือดำน้ำเชียวนะครับ

สร้างอย่างไร

ผมติดขัดตรงที่วาดรูปให้ดูไม่ได้
Np (IP:169.210.12.156,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 20 ต.ค. 2546 (22:12)
ของฝากครูฟิสิกส์ ของผมบ้าง



วางเม็ดลิ้นจี่ไว้บนใบไม้ที่ชูออกมาจากกิ่ง สมมติว่าเป็นใบมะม่วงก็แล้วกัน ไม่มีอะไรรองรับใบไม้ (นอกจากอากาศ) แล้วใช้มีดอีโต้ฟันฉับลงไปที่เม็ดลิ้นจี่



ถามว่าเม็ดลิ้นจี่จะขาดเป็นสองชิ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์หรือไม่ เรื่องใด

มีการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง
Np (IP:169.210.12.156,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 21 ต.ค. 2546 (11:33)
ในความเห็นของผม บวกกับประสบการณที่เคยเป็นนินจาดำมาก่อน



ตอบอาจารย์ Np ว่า

1. เมล็ดลิ้นจี่ควรขาดเป็นสองท่อน(ถ้ามีดคมพอ และฟันเร็วพอ)

2. เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์หลายประการ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ของเมล็ดลิ้นจี่ด้วย เช่น เราต้องรู้ว่า ถ้าเอาเมล็ดลิ้นจี่วางบนเขียง แล้วใช้มีดเล่มนั้นฟันลงไป จะต้องใช้แรงเท่าไรจึงขาดได้ ทีนี้ เวลาลอยกลางอากาศต็ต้องทำให้เกิดแรงกระทบที่มากกว่า หรืออย่างน้อยก็เท่ากัน แรงกระทบนี้ ไม่เพียงทำให้เมล็ดลิ้นจี่ขาด แต่จะทำให้เกิดความเร่งได้

3. ยังนึกไม่ออกครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 21 ต.ค. 2546 (15:12)
ผมว่าความเห็นของ อ.พิทยาถูกแล้วนี่ครับ เพราะถ้าไม่เป่าปากหลอดแล้วน้ำจะยกตัวสูงขึ้นเพราะแรงตึงผิว
สุจินต์ (IP:203.144.251.90,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 21 ต.ค. 2546 (17:44)
ยืนยันว่าอาจารย์พิทยาถูกต้องแล้วครับเรื่องที่น้ำในหลอดสูงกว่าน้ำนอกหลอดด้วยแรงตึงผิว ตอนที่ไม่ได้เป่าลม



แต่ตอนที่เป่าลม น้ำในแก้วไหลขึ้นไปในหลอดด้วยผลของความดันที่น้ำในแก้วมีมากกว่าน้ำในหลอดครับ



ขอบคุณอาจารย์สุจินต์ที่ทักท้วง และหวังว่า อาจารย์พิทยาไม่โกรธนะครับ

.
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 21 ต.ค. 2546 (17:56)


19554
ขอแก้ตัวในความผิดพลาดด้วยของฝากอันใหม่ครับ



ใช้ที่เป่าผมของคุณภรรยา และลูกโป่งของคุณลูก เราจะสามารถเลี้ยงลูกโป่งให้อยู่ในลำอากาศได้ไม่ยาก

1. ทำไม



ค่อย ๆ เอียงที่เป่าผมอย่างช้า ๆ จะพบว่า ตำแหน่งลูกโป่ง ไม่ได้อยู่เหนือปากที่เป่าผมในแนวดิ่ง แต่มันก็ยังลอยอยู่ได้

2. ทำไม



อ้อ อย่าลืมเสียบปลั๊กที่เป่าผมนะครับ


อาจารย์พิทยาครับ ใกล้หน้าหนาวแล้ว

อย่าลืม อิเล็กโตรฟอรัสที่ผมฝากไว้นะครับ

ทดลองไฟฟ้าสถิตได้สนุกมาก

เมื่อกี้ ผมเอามาปัดฝุ่นทดลองกันสนุกสนาน

สามารถตรวจสอบได้ว่า ประจุที่เราสร้างขึ้นเป็นบวกหรือลบได้ด้วย

ลองดูนะครับ

.

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 21 ต.ค. 2546 (20:18)
มีความคิดเห็นว่า



หลอดรูเล็กๆ(ของเครื่องฉีดพ่นน้ำ)จุ่มอยู่ในน้ำ ในกระป๋อง ระดับน้ำในหลอดจะสูงขึ้นนิดหน่อยเนื่องจากแรงตึงผิว (นิดเดียวแทบสังเกตไม่เห็น) แล้วก็จะสูงอยู่แค่นั้น



ถ้าเราดูดอากาศในหลอดออก แรงดันในหลอดจะลดลง แรงดันอากาศเหนือผิวน้ำในกระป๋องนอกหลอดจึงดันผิวน้ำข้างนอกให้น้ำทะลักเข้าปากเรา



คราวนี้ เราไม่ดูด แต่เราเป่าเหนือปากหลอด ทำให้ความดันเหนือปากหลอด ลดลง(ตามทฤษฎีที่ อ.นิรันดร์อ้างมาว่า เมื่อของไหลมีความเร็วสูง ความดันจะลดลง) อากาศเหนือผิวน้ำนอกหลอดซึ่มีความดันสูงกว่าจึงดันน้ำให้ทะลักขึ้นมาในหลอด (เช่นเดียวกับที่เราดูด) แต่ขึ้นมาแล้วโดนลมเป่าอีกจึงพุ่งกระจายออกไป



จากหลักการนี้ มนุษย์ได้นำไปสร้างเครื่องบิน โดยทำปีกเครื่องบินด้านบนให้โค้ง เมื่อมีอากาศวิ่งผ่านปีกครื่องบิน ก็จะแยกเป็นสองทางคือข้างบนและข้างล่าง ข้างบนระยะทางยาวกว่า(เนื่องจากผิวโค้ง)จึงทำให้อากาศด้านบนวิ่งเร็วกว่าแล้วก็เกิดความดันต่ำ อากาศข้าล่างซึ่งมีความดันสูงกว่าจึงยกปีกเครื่องบินให้เครื่องบินลอยอยู่ในอากาศได้



(ยังสับสนเรื่อง การใช้คำว่า แรงดันกับความดัน)
Np (IP:169.210.10.135,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 22 ต.ค. 2546 (13:56)
คุณ Np ครับ

สรุปง่าย ๆ คือ

1. ความดัน คือแรงที่กระทำ(ต่ออะไรก็ได้ เช่น น้ำออกแรงกระทำต่อก้นภาชนะ เรงที่เท้าเรากดลงบนพื้น - ที่เขาเดินเหยียบเศษแก้วแล้วไม่เป็นอันตราย น่ะแหละครับ)ต่อ(หมายถึงหารด้วย)พื้นที่ที่ได้รับแรงนั้น P = F/A

2. แรงดัน ก็คือ ผลคูณของความดันกับพื้นที่ที่รับแรงนั้น F = PA

ไงครับ

ถึง อ.นิรันดร์

อิเล็กโตรฟอรัส น่าจะเอามาเป็นของฝากที่นี่ด้วยนะครับ เพราะ เพื่อน ๆ (ร่วมอาชีพ)จะได้นำไปใช้ประโยชน์ ครับ สำหรับผมจะลองตอนเปิดภาคเรียนนี้ครับ แล้วได้ผลอย่างไรจะรายงานให้ทราบครับ
พิทยา (IP:203.155.35.113,192.168.1.145,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 22 ต.ค. 2546 (14:47)
ของฝากครูฟิสิกส์(ที่จะนำไปสอน)หาได้รอบตัว (ว่าแต่ครูฟิสิกส์จะสนใจหรือมองเห็นหรือไม่เท่านั้น)



ขณะใช้เครื่องอยู่นี้ นั่งบนเก้าอี้พลาสติกนะครับ ถ้าขาเก้าอี้เป็นแท่งสี่เหลี่ยมหรือกลมรับรองว่าอ่อนยวบแน่ๆ (เพราะเล่นคอมทุกวัน ไม่ได้ออกกำลังกาย)



แต่นักออกแบบเขามีความรู้เรื่องความเครียด ความเต้น โมเมนต์หรือฟิสิกส์หรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาสามารถใช้วัสดุเพียงนิดเดียวมาทำเก้าอี้ให้สามารถรับน้ำหนักมากๆได้



นอกจากนี้ แผ่นเหล็กบางๆ อ่อนพอๆกับแผ่นกระดาษ เขาสามารถทำให้แข็งยื่นไปได้เกือบ 2 เมตร (ตลับเมตรไงล่ะ)



ยังมีอีกมากครับ สรรหามาคุยกันเล่นก็คงจะสนุกตามประสาคนชอบฟิสิกส์(ง่ายๆ)
Np (IP:169.210.10.62,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 23 ต.ค. 2546 (04:13)
ความดัน คือ แรงดันที่กระทำกับพื้นที่ 1 ตร.หน่วย

ทำนองเดียวกับ

ความเร็ว คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ใน 1 หน่วยเวลา



ถ้ามีความดันเท่ากับ P

นั่นคือ

พื้นที่ 1 ตร.หน่วย มีแรงดันเท่ากับ P

พื้นที่ A ตร.หน่วย มีแรงดันเท่ากับ PA

ดังนั้น F (แรงดันที่ทำกับพื้นที่ A ตร.หน่วย) = PA



ถ้าพื้นที่ A ตร.หน่วยมีแรงดันเท่ากับ F

พื้นที่ 1 ตร.หน่วยก็จะมีแรงดันเท่ากับ F/A

ดังนั้น P (ความดัน) = F/A



ฮิ ๆ สอนตัวเองค่ะ



เด็กแต่ละคนแม้จะไม่ได้เข้าโรงเรียนหรือไม่ได้เรียนฟิสิกส์เลยก็ตาม ก็จะมีความรู้ความเข้าใจกับโลกทางกายรอบตัวเขาตามสามัญสำนึกและเหตุผลของเขา ซึ่งอาจจะสอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการทางฟิสิกส์ ในส่วนที่สอดคล้องก็อาจจะตรงทั้งหมดหรือตรงเพียงบางส่วน เราจะมีวิธีแก้ไขในส่วนที่คลาดเคลื่อนอย่างไร ให้เด็กยอมรับหรือประจักษ์ด้วยตนเอง ก่อนที่จะอ้างว่าคนนั้นคนนี้กล่าวว่าอย่างนั้นอย่างนี้ (โปรดแสดงวิธีแก้ไขพร้อมกับยกตัวอย่างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเด็ก)



ข้อสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพครูค่ะ (ฮิ ๆ ล้อเล่นค่ะ ไม่ต้องขมวดคิ้ว)
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 24 ต.ค. 2546 (14:00)
สอบตกตั้งแต่เริ่มอ่านข้อสอบแล้ว เพราะตีความข้อสอบยังไม่แตก



"เราจะมีวิธีแก้ไขในส่วนที่คลาดเคลื่อนอย่างไร ให้เด็กยอมรับหรือประจักษ์ด้วยตนเอง ก่อนที่จะอ้างว่าคนนั้นคนนี้กล่าวว่าอย่างนั้นอย่างนี้"



1.อะไรคลาดเคลื่อน

2.ยอมรับหรือประจักษ์ด้วยตนเองว่าอย่างไร

3.วรรคตอนสุดท้ายก็ยังงงอยู่
Np (IP:202.29.77.3,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 24 ต.ค. 2546 (19:46)
ขี้เกียจรอฟังคำตอบ



เรื่องราวต่อไปนี้ไปกันได้กับ คหพต.29 หรือไม่



ตอนที่เด็กชาย N อายุ 5 ขวบ พ่อของเขาทำกังหันด้วยลำต้นของปอแก้ว(คล้ายปอกระเจา)ที่แห้งแล้วยาวประมาณ 40 ซม.โดยเเหลาจากตรงกลางไปยังปลายทั้งสองให้แบน เจาระรูตรงกลางแล้วใช้ไม้ไผ่เหลา ทำแกนเสียบเข้ากับลำต้นปอแก้วอีกท่อนหนึ่ง ตั้งรับลม หมุนติ้ว เหมือนใบพัดเครื่องบินเลยครับ ต่อมา พ่อของเขาก็เสียชีวิตในปีนั้น



เมื่อเด็กชาย N โตพอที่จะใช้มีดได้(โดยผู้ใหญ่ไม่ห้าม) จึงทำกังหันใช้เองบ้าง ทำเสร็จตั้งรับลม กังหันไม่หมุนเลย คิดว่าลมไม่แรงพอจึงถือกังหันวิ่งต้านลมอีกก็ยังไม่หมุน งงมากๆเลย แต่ก็ไม่ได้ถามใคร (เพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่ได้คิดหรอกว่าจะหาความรู้เอง)

ต่อมาเห็นรุ่นพี่เขาทำกังหันขนาดใหญ่ด้วยก้านของใบตาลยาวประมาณ 1 เมตร ใส่บุชด้วย(ทำด้วยไม้ไผ่ที่มีรูตัดเป็นท่อนสั้นๆ) เฝ้าดูเขาทำจนเสร็จ เมื่อเขานำไปติดไว้ที่ยอดไม้ หมุนเร็วมากมีเสียงอีกต่างหาก

คิดว่า อย่างนี้เราก็ทำเป็น คิดแล้วกลับบ้านได้มีดเล่มหนึ่งเดินไปตามคันนามุ่งไปยังต้นตาลที่อยู่กลางนาทันที แล้วก็ทำกังหันตามที่เห็นมาทุกประการ วันนั้นลมแรงมากแต่กังหันของเด็กชาย N กระดิกไปมานิดหน่อย เมื่อไปดูกังหันของรุ่นพี่หมุนเร็วจี๋เลย จึงใช้มีดฟังกังหันของตัวเองฉับๆจนไม่เหลือรูปของกังหันเหลืออยู่เพราะอาย กลัวคนจะรู้ว่าเราทำกังหันไม่สำเร็จ เก็บความแค้น เอ๊ยความสงสัยคาใจไว้เรื่อยมา และไม่ได้ถามใคร(ทำไม่ไม่ถามก็ไม่ทราบเหมือนกัน) จนกระทั่ง



เมื่ออายุ 14 เห็นเพื่อรุ่นเดียวกัน ทำกังหันอีกครั้ง สังเกตเห็นว่าใบกังหันของเขาทั้งสองด้านบิดหรือเอียงไม่อยู่ในระนาบเดียวกัน คิดว่าเพื่อนคงตาเหล่ คิดจะบอกแต่คงแก้ไขไม่ได้แล้ว นอกจากหาวัสดุมาทำใหม่ และฉุกคิดได้ว่าหรือจะเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้กังหันหมุน

(จะบอกให้ อายุ 14 ปี เด็กชาย N ยังไม่เคยเห็นใบพัดของพัดลมนะครับ)



ลองทำกังหันด้วยก้านตาลอีกครั้งหนึ่งโดยทำให้ใบทั้งสองข้างบิดเอียง ผลปรากฎว่า. . . .



ไชโย



ดีใจที่สุดในโลกที่สามารถทำกังหันให้หมุนได้

หลังจากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่คนเดียวว่ากังหันหมุนได้อย่างไร



ถามเพื่อนหรือใครก็บอกเพียงแต่ว่าจะทำให้กังหันหมุนต้องทำใบพัดให้เอียง เมื่อเอียงแล้ว ทำไมจึงหมุน ไม่มีใครอธิบาย ไม่มีใครพูดถึง แต่เด็กชาย N ก็คิดอยู่คนเดียวจนกระทั่งสามารถอธิบาย(ให้ตัวเองฟัง)ได้



คหพต.ของครูไผ่ คล้ายๆ อย่างนี้หรือเปล่าครับ
Np (IP:203.144.143.250,210.86.221.102,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 24 ต.ค. 2546 (22:46)
คล้ายน้อยมาก

เพราะเด็กชาย N ต้องใช้เวลาในการประจักษ์ตั้ง 9 ปี



คำถามคือ เราจะมีวิธี (หรือกลวิธี) ใดในการทำให้เด็กชาย N ค้นพบหรือประจักษ์ภายในเวลาอันเหมาะสม เช่น ไม่เกินครึ่งชั่วโมง
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 25 ต.ค. 2546 (04:31)
คหพต.30 คล้าย คหพต. 28 ในส่วนที่เป็นความรู้ของเด็ก ที่กล่าวว่า

เด็กแต่ละคนแม้จะไม่ได้เข้าโรงเรียนหรือไม่ได้เรียนฟิสิกส์เลยก็ตาม ก็จะมีความรู้ความเข้าใจกับโลกทางกายรอบตัวเขาตามสามัญสำนึกและเหตุผลของเขา



แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามในส่วนที่เป็นงานของครู
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 25 ต.ค. 2546 (13:04)
เด็กชาย N ใช้เวลาในการประจักษ์ตั้ง 9 ปี เพราะไม่มีครูหรือใครๆ รู้ซึ้งถึงจิตใจของเด็กชาย N และเด็กชาย N ก็วุ่นอยู่กับการเลี้ยงวัวเลี้ยงควายและสอบเทียบได้ประโยค ม.ต้น เมื่ออายุ 24 ปี



เมื่อเด็กชาย N มาเป็นครู

วันหนึ่งเขาเห็นเด็กเล่นของเล่นชนิดหนึ่งซึ่งทำด้วยแผ่นเหล็กบาง ๆ สอดไว้ในลวดที่บิดเป็นเกลียว เมื่อดันแผ่นแหล็กบางๆขึ้น แผ่นเหล็กก็จะหมุนเมื่อหลุดจากปลายเส้นลวดที่เป็นเกลียว แผ่นเหล็กก็จะหมุนขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาได้ซื้อของเล่นนี้ไปทำเป็นสื่อการสอนเรื่อง เครื่องบิน บินได้อย่างไร และได้อธิบายให้เด็ก(ที่เล่นของเล่นนั้น)ว่า เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ก็มีหลักการอย่างนี้แหละ และได้อธิบายหลักการที่แผ่นเหล็กหมุนและพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าได้



ครู N ได้ทำถูกวิธีที่ครูไผ่ว่าหรือยังครับ
Np (IP:203.144.143.250,210.86.222.74,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 25 ต.ค. 2546 (21:11)
อืม ใช้ได้ ใช้ได้

รับไปเลย ใบประกอบวิชาชีพครู








ใบประกอบวิชาชีพครูนี้ให้ไว้เพื่อแสดงว่า
นายเอ็น ประจักษ์


ได้ผ่านการทดสอบสมรรถภาพการจัดการเรียนการสอน
เห็นสมควรประกาศให้เป็นครูมืออาชีพได้


ขอให้ประสบความสำเร็จในการพัฒนางานการศึกษาสืบไป


ครูไผ่
ผู้มอบ






ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ครูเอ็นควรให้เด็กเป็นผู้อธิบายให้ครูเอ็นฟัง

ถ้าคำอธิบายของเด็กคลาดเคลื่อนไปจากหลักการที่ถูกต้อง

ครูเอ็นก็ใช้คำถามและตัวอย่างอื่น ๆ อีก

(เช่นน้ำที่ถูกดันขึ้นไปในความเห็นก่อน ๆ)

มาแย้ง มาโยง ให้ประจักษ์มากขึ้น

ให้เด็กไตร่ตรองและตอบใหม่จนเข้าสู่หลักการที่ถูกต้องในที่สุด
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 26 ต.ค. 2546 (09:00)
คลิกคำที่ขีดเส้นใต้ อ่านตัวอย่าง การไตร่ตรอง (reflection) มัน ๆ



ถ้าคำอธิบายของเด็กคลาดเคลื่อนไปจากหลักการที่ถูกต้อง

(มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน=misconcept=อาจจะมีส่วนถูกบ้างหรือไม่มีส่วนถูกเลย)

ครูก็ใช้คำถามและตัวอย่างอื่น ๆ มาแย้ง มาโยง มาแหย่ ให้ประจักษ์มากขึ้น

ให้เด็ก ไตร่ตรอง และตอบใหม่จนเข้าสู่หลักการที่ถูกต้องหรือไม่มีเหตุผลใด ๆ มาแย้งได้อีกแล้ว
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 31 ต.ค. 2546 (17:14)

ลองไปที่ลิ้งค์ต่อไปนี้นะครับ
ตามคำแนะนำของอาจารย์พิทยา (จากเชียงราย)

http://www.ece.rochester.edu/~jones/demos/elphorus/electrophorus_iexplorer.htm

ดูคำแนะนะภาษาไทยที่ (ผมเอาไว้แนะนำนักศึกษาของผมครับ)

http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Pid=16132

.


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 31 ต.ค. 2546 (17:44)



19555
คอปเตอร์ไม้ไผ่

เหลาไม้ไผ่ 2 ชิ้น ขนาดตามรูป
ชิ้นหนึ่งเป็นแผ่นแบน เจียนให้เป็นแบบใบพัดลมเพดาน ตรงกลางเจาะรู
ชิ้นหนึ่งเป็นท่อนกลม ปลายเหลาให้แบน เพื่อเสียบกับรูของแผ่นแบน
อัด 2 ชิ้นติดกัน ถ้าไม่ได้ฉากก็แต่งหน่อย หลวมไปก็ใช้กาวช่วย

ลองทำแผ่นแบนหลาย ๆ แบบ
ดูมุมเอียงที่ไม่เท่ากัน เอียงไปทางเดียวกัน เอียงคนละทาง ไม่เอียงเลย
แล้วชั้นเรียนจะสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นยิ่งนัก
ข้อแนะนำ ไม่ควรทำกิจกรรมนี้ในห้องเรียน
คนที่จะปล่อยคอปเตอร์ต้องอยู่ห่างเพื่อน ๆ และปล่อยทีละคน
มิฉนั้น ถ้าโดนตากัน งานจะกร่อยมาก ๆ ๆๆๆ
.

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 1 พ.ย. 2546 (13:49)
อ่านอยู่ตั้งนาน และหลายเที่ยว นึกไม่ออกเลยว่าจะเล่นอย่างไร แล้วมันจะบินได้อย่างไร



ขอเดาว่า หันด้านที่มีใบพัดขึ้นข้างบน ประนมมือให้แกนกลมอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสองแล้วปั่นเร็วๆ(โยเลื่อนฝ่ามือสวนทางกัน)ใช่หรือไม่
Np (IP:169.210.10.17,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 3 พ.ย. 2546 (09:30)
ถูกต้องแล้วคราบบบบ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 12 พ.ย. 2546 (11:52)

อยากให้ไปดู Smoke Ring ของ ดร.พิธาน ครับ

http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Pid=16242

อันนี้ ครูฟิสิกส์ก็ทำเล่นกับลูกศิษย์ได้ไม่ยาก
ให้เด็กทำเป็นกิจกรรมส่ง ชิ้นเล็ก ๆ แล้วมายิงแข่งกันก็น่าสนุกนะครับ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 12 พ.ย. 2546 (15:41)
เข้าไปดูแล้ว ทำให้นึกถึง การดีดไห หรือเซิ้งไหซอง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเรียนการสอนฟิสิกส์

ไหเล็ก ไหใหญ่ จะให้ระดับเสียงไม่เท่ากัน

สายยางที่ขึงที่ปากไห ค้องให้ตึงพอดีกับขนาดของไห มิฉะนั้นแล้วเสียงจะดังเบา ไม่ก้องกังวาล
Np (IP:169.210.10.87,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 13 พ.ย. 2546 (14:18)

เคยไปเป็นวิทยากรบรรยายที่สถาบันราชภัฏ นครศรีธรรมราช
เจ้าภาพพาไปเยียมนมัสการพระธาตุนครฯ
วันนั้น พอดีมีการถ่ายทำละครโทรทัศเรื่องมโนราห์(คุณนุ่นแสดง)
พอดีได้ยินเสียงดังก้องกังวาลมาจากทางเดินข้างใต้องค์พระธาตุฯ ก็เดินตามเสียงไปพบ มีฆ้องใหญ่อยู่ใบหนึ่ง
ฆ้องนี้ไม่มีไม้สำหรับตี แต่ให้เอามือถู
ผมก็เลยเข้าแถวไปถูกับเขาบ้าง คนแก่ที่นั่งเฝ้าแถวนั้นบอกว่า ถ้าใครถูกแล้วมีเสียงดัง แปลว่ามีบุญ อยากรู้ตัวว่าเป็นคนมีบุญกับเขาหรือเปล่า ก็จะต้องทดลองดูสักครั้ง
ปรากฏว่า พอผมถูเข้า มีคนตามมาดูอีกมากเพราะมีบุญมากนั่นเอง
จึงได้รู้ว่าจะมีบุญต้องมีฟิสิกส์ในหัวใจ เพราะมีหลักทางฟิสิกส์อย่างชัดเจนที่ทำให้เอามือแตะและถูเบา ๆ แล้วเสียงดังอย่างมหาศาล

ครูฟิสิกส์ท่านใด เคยไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่าลืมและไปไหว้พระธาตุ แล้วก็ไปทดสอบบุญของท่านนะครับ
โดยเฉพาะครูอาจารย์ฟิสิกส์ในเมืองคร


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 13 พ.ย. 2546 (14:26)

อีกที่หนึ่ง ถ้าอยู่กรุงเทพฯหรือย่านใกล้เคียง ให้ไปที่วัดพืชอุดม
เขามีนรก สวรรค์ให้ดู
แล้วจะมีหอคอยสูงหลายชั้น ขึ้นไปชั้นที่เท่าไรก็จำไม่ได้เหมือนกัน ขึ้นไปจนสุดก็แล้วกัน ต้องเจอสักชั้นหนึ่งจนได้ละ
ก็จะมีฆ้องใบหนึ่ง เอาไว้ให้ตี แต่ถ้าตีก็คงงั้น ๆ
ผมก็เอามือแตและถูเบา ๆ (แบบที่พระธาตุนครฯ แต่ใบเล็กกว่ามาก)
อยากรู้ว่าได้ผลหรือไม่ ไปลองเอาเอง แล้วก็เตรียมเงินไปทำบุญด้วยนะครับ
วัดพืชอุดม มีบ้ายเชิญชวนไปดูนรก สวรรค์ตลอดทาง
ไปตามถนนที่จะไปอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี เลยโรงพยาบาลลำลูกกาไปหน่อยหนึ่ง
หรือจะไปทางหนองจอกก็ได้
ถ้าไปไม่ถูกก็แวะมารับผมที่หนองจอกก่อน ถ้าว่างก็จะพาไปได้ครับ(ควรนัดก่อนนะครับ)


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 13 พ.ย. 2546 (20:32)
เรื่องถูๆ ไถๆ ผมก็พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง



เคยดูใน ทีวี. นักดนตรี เมามือไปแตะแก้วขนาดต่างๆกันที่วางเรียงรายอยู่ เป็นเสียงเพลงขึ้นมาได้



คิดว่าคงเป็นเรื่องแหกตา ทำนองเดียวกับ ลิปซิ้งค์



หลายปีต่อมา วันหนึ่งหลังจากปอกแครอทเสร็จแล้วไปล้างมือและล้างแก้วด้วยขณะทีใช้มือถูแก้ว มีเสียงดังเกิดขึ้น จึงทดลองกับแก้วอีกหลายใบ (เหมือนนักดนตรี) ได้ผลแฮะ แสดงว่าเขาไม่ได้แหกตา



การทดลองนี้ มือต้องมีความฝืด จึงจะเกิดเสียงดัง ขณะถู แก้วจะสั่น จึงเกิดเสียงดังขึ้นมา



นี่แหละหนาที่ขาว่า เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือน
Np (IP:169.210.10.142,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 14 พ.ย. 2546 (13:26)
อาจารย์นิรันดร์ เคยเล่น ดำน้ำแข่งกัน(กับเพื่อน)ไหมครับ ใครจะดำได้นานกว่ากัน



ถ้าไม่มีกรรมการตัดสิน จะยากที่จะรู้ว่าใครดำน้ำ(หรือกลั้นลมหายใจ)ได้นานกว่ากัน



วิธีทดสอบว่าใครจะกลั้นใจ(หรือหายใจเข้าหรือออกเพียงอย่างเดียว)ก็คือ ให้ใช้หลอดกาแฟแบบที่เป็นรูเล็กที่สุดเป่าลงในน้ำในแก้ว วิธีนี้ ถ้าใครหยุดเป่า จะไม่มีฟองอากาศ เราก็จะทราบทันที



มีการเล่นแข่งขันกันเพื่อหาคนที่จะไม่ออกค่าเหล้าในวงเหล้า มีคนแข่งกันเยอะใช้วิธีแพ้คัดออก ผลปรากฎว่า แต่ละคน เป่าได้นานอย่างมากนาทีกว่าๆ แต่มีคนหนึ่งทำลายสถิติแบบขาดลอย ชนิดไม่เห็นฝุ่น เป่าอยู่ 10 นาที จนเพื่อบอกให้หยุด (เพื่อจะได้เริ่มกินเหล้ากันเสียที) คนที่ว่านี้ เขามีอาชีพพิเศษ คือเป่าปีมวย ครับ



วิธีการของเขาก็คือ เก็บลมไว้ที่กระพุ้งแก้ม แล้วก็เป่าลมออกมาเรื่อยๆ พอจะหายใจเข้า ก็ใช้กระพุ้งแก้มบีบลมออกมา และสูดอากาศเข้าทางจมูก ในเวลาเดียวกัน



นี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่มีความสำคัญอะไร แต่ถ้าครูฟิสิกส์จะนำไปใช้ในการอธิบายถึงหลักการทำงานของตัว คาปาซิเตอร์ ในวิชาเกี่ยวกับอิเล็กโทรนิค ก็จะทำให้ผู้เรียน เข้าใจดีขึ้น
Np (IP:169.210.10.147,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 14 พ.ย. 2546 (13:27)
ขอแถมอีกหน่อย



ดังนั้น อุปกรณ์การเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ หาได้ไม่ยาก มีอยู่รอบตัว
Np (IP:169.210.10.147,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 15 พ.ย. 2546 (13:51)
" การเป่าปี่ " มันเกี่ยวอะไรกับ ตัว " คาปาซิเตอร์ "



จะมีครูฟิสิกส์ที่จะคุยเรื่องนี้หรือเปล่าหนอ

หรือเราบ้าไปคนเดียว
Np (IP:169.210.12.214,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 16 พ.ย. 2546 (08:32)

ผมคิดว่าการเป่าปี่มวย น่าจะคล้ายกับตัวเก็บประจุในวงจร rectifier หรือ adapter ใช่ไหมครับ อาจารย์ Np


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 16 พ.ย. 2546 (22:40)
(คิดว่า)ถูกต้องครับ เมื่อมีการแปลงกระแสสลับเป็นกระแสตรง(ตัดเอาแต่คลื่นซีกเดียว)นำไปเก็บไว้ในตัวเก็บประจุซึ่ง(ทำหน้าที่เหมือนแก้มลิง) และเมื่อมีการใช้ไฟก็ใช้ผ่านจากตรงนี้ ซึ่งมีไฟให้อย่างสม่ำเสมอแม้ไฟจากแหล่งเดิมจะกระพริบ



ในการเป่าปีจากปอดโดยตรง ถ้าเราหายใจเข้าเสียงปีก็จะเงียบ

แต่ถ้าเราเก็บลมไว้ที่กระพุ้งแก้ม เราก็จะพ่นลมออกมาได้ในขณะหายใจเข้า ทำให้เสียงปีดังตลอดเวลาไม่ขาดระยะ



(เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เขียนตามความเข้าใจของตัวเอง มีบ่อยครั้งที่เข้าใจอะไรผิดๆ)
Np (IP:203.144.143.250,203.118.118.164,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 17 พ.ย. 2546 (07:06)
ฟิสิกส์ในครัว



1. ในการย่างปลาที่ใช้ไม้คีบตรงกลางตัวปลาและนำไปย่างไฟ ตัวปลาจะงอ



2. ถ้าวางบนตะแกรง(แล้วย่าง) ตัวปลาก็จะงออีกเช่นกัน ซึ่งไม่น่าจะงอเพราะวางบนตะแกรงที่เป็นพื้นราบ (แต่ก็งอไปแล้ว)



ถามว่า



1. การย่างปลาทั้งสองแบบตัวปลาจะงอในลักษณะอย่างไร เพราะเหตุใด

2. นักวิทยาศาสตร์(หรือนักประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้) ได้นำหลักการนี้ไปใช้อย่างไรบ้าง
Np (IP:203.144.143.250,203.118.124.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 17 พ.ย. 2546 (07:50)
สิ่งที่คุณ Np กำลังทำอยู่นี้ เรียกว่า การไตร่ตรอง (reflection)

คือการพยายามทำให้ตนเองเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เคยพบเห็น

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเคยมีใครอธิบายให้ฟังแล้วหรือไม่

ก็ต้องนำมาไตร่ตรองจนกว่าตนเองจะเข้าใจ จึงจะเกิดความรู้ที่แท้จริง

ไม่ใช่เพียงแต่จำได้ว่าอภิมหาปราชญ์ท่านนั้นท่านนี้กล่าวไว้โดยที่ตัวเองยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากล่าว



ในกระบวนการของการไตร่ตรองจะมีการพยายามทำความเข้าใจ

แล้วตรวจสอบความเข้าใจของตนเองโดยการโต้แย้งกับผู้อื่นและโต้แย้งกับตัวเองด้วยโดยพยายามค้นหาว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นมีความขัดแย้งในตัวเองหรือไม่ด้วยการนำไปเปรียบเทียบกับกรณีอื่น ๆ ที่เป็นทำนองเดียวกัน แล้วปรับเปลี่ยนความเข้าใจใหม่จนกว่าจะสอดคล้องกันทั้งในเชิงหลักการ-เหตุผล และเชิงประจักษ์



ถ้าเด็กของเราหมั่นเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยกระบวนการไตร่ตรองดังกล่าวข้างต้นนี้ เวลาเข้าใจจะเกิดการเรียนรู้ในระดับโครงสร้าง คือเข้าใจทะลุปรุโปร่งไปถึงกรณีอื่น ๆ ที่อยู่ในทำนองเดียวกัน



เวลาไปสอบข้อสอบที่ไม่เคยทำ ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่อยู่ในระดับโครงสร้างทางปัญญาที่ตนเคยเรียนรู้มาแล้ว ก็จะทำได้ จะไม่เกิดปรากฏการณ์นักเรียนสอบตกเป็นจำนวนร้อยละ 99 อย่างที่เกิดขึ้น



ครูไผ่เขียนมาด้วยความเจ็บปวด เพราะครูไผ่พูดเรื่องการไตร่ตรองมาโดยตลอด แต่มีคนยอมรับเพียงไม่กี่คน มักจะหาว่าเอาปรัชญามาพูด บ้างก็ว่าฟังไม่รู้เรื่อง บ้างก็ว่าเด็ก ม.1 ก็รู้ ! แต่ได้ทำหรือเปล่า ?



มีกิจกรรมโต้แย้ง ทดลอง ตรวจสอบ ซักไซ้ไล่เลียง จนเข้าใจทะลุปรุโปร่งบ่อย ๆ หรือเปล่า ? ไม่ใช่ทำครั้งเดียวเหมือนเล่นลิเก แต่ต้อง "ปลูกฝัง" จนเป็นนิสัย



หรือเพียงแต่สั่งเด็กให้ไปค้นหาความรู้สำเร็จรูปจากสื่อต่าง ๆ แล้ว print มาส่งครู โดยแทบจะไม่ได้อ่านด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่จะทำความเข้าใจเลย
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 17 พ.ย. 2546 (12:03)
ถ้าเอาไม้เสียบตั้งแต่หัวจรดหาง เวลาปิ้่งก็จะไม่งอครับ



ส่วนเรื่องงอ จะต้องคุยยาว วันหลังมาคุยใหม่ครับ
นิรันดร์ (IP:203.148.152.215,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 17 พ.ย. 2546 (14:50)
เนื้อสัตว์ เวลาถูกความร้อน ก็จะเสียน้ำแล้วก็จะเกิดอาการหดตัว

เวลาปิ้ง ย่าง ก็จะเกิดอาการข้างหนึ่งหด ข้างหนึ่งไม่หด

พอสองข้างอยู่ด้วยกัน แต่ยาวไม่เท่ากันขึ้นมา ด้านที่ยาวกว่าก็จะโค้งอยู่ด้านนอก ด้านที่สั้นกว่าก็จะโค้งอยู่ด้านใน



เหมือนกับพวก bimetalic strip ที่โดนความร้อนแล้วงอ
นิรันดร์ (IP:203.148.152.215,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 19 พ.ย. 2546 (13:43)
ไม่ได้คิดไตร่ตรอง อะไรหรอกครับ เพราะเข้าโดยละเอียดมาก่อนแล้ว สิ่งที่ทำ(คิด)อยู่เดียวนี้ก็คือ หาวิธีการที่จะให้ครูฟิสิกส์(ใหม่ๆ)คิดได้ว่าอุปกรณ์การเรียนการสอนฟิสิกส์นั้นมีอยู่มากตามธรรมชาติรอบๆตัวเรา สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้น เราไม่จำเป็นต้องแบกมาสอนนักเรียน แต่ให้พูดเชื่อมโยง ให้ระลึกนึกคิดถึงหรืออ้างถึงประสบการณ์ในชีวิตประจำวันก็ได้(หรือจะนำปลามาย่างให้ดูแล้วก็แบ่งกันกินก็ได้)

สิ่งที่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ถ้าครูมองข้ามโดยคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันก็ไม่สำคัญ

ก็แค่ย่างปลา หรืออย่างมากก็ แค่ bimetalic strip ไม่เห็นมีอะไร มันก็ไม่มีอะไร คุณปู่ คุณตาของเรา ก็เคยเห็นมะพร้าวหล่มมามากต่อมาแล้ว มันก็แค่มะพร้าวหล่นอยู่นั่นและ



ถ้าครูทำเป็นตาลุกวาว ตื่นเต้น ขึ้นมาเมื่อเห็นปลา งอ เมื่อถูกย่าง พูดให้เห็นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ว่านักวิทยาศาสตร์ได้นำหลักการนี้ไปผลิตหม้อหุงข้าไฟฟ้า เตารีด สตาร์เตอร์ เชียวนะเธอ



เด็กก็จะสนใจและอยากจะศึกษาค้นคว้ามากขึ้น
Np (IP:203.144.143.250,203.118.80.131,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 19 พ.ย. 2546 (17:53)

ตอนเป็นนักเรียนชั้น มศ.1 เรียนวิชาอะไรก็จำไม่ได้แล้ว(น่าจะเป็นอุตสาหกรรมศิลป์)
โรงเรียนที่ผมเรียน เป็นโรงเรียนในโครงการ ค.ม.ส.
ไม่ทราบว่าครูใหม่ ๆ จะรู้จักหรือจำกันได้หรือเปล่า
ชื่อเต็ม ๆ ก็คือ โครงการโรงเรียนมัธยมแบบผสม
คือผสมผสานสายสามัญกับสายอาชีพเข้าด้วยกัน(ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด)
ตอนนั้นเรียนเรื่องเตารีด
ก็มีไอ้พวก bimetalic strip แล้วก็ลวดความร้อนนี่แหละครับ
ก็พอดี เรียนแล้วได้ฝึกงานด้วย คือ ที่บ้านมีเตารีดไฟฟ้าเก่า ๆ อยู่ตัวหนึ่ง พอเรียนเรื่องเตารีด เตารีดที่บ้านก็พังพอดีเลย
ก็เลยได้จังหวะ คว้าไขควงกับคีม รื้อมาดูเสียตามระเบียบ
แหม ก็มันช่างเหมือนกับรูปในหนังสือที่เรียนยังกับแกะ อย่างกับว่า หนังสือเรียน ถ่ายรูปเตารีดที่บ้านผมเอาไปทำตำรา ยังไงยังงั้นเลย พอแกะออกมาก็เห็นลวดความร้อนขดอยู่(ที่จริงพันอยู่ด้วยแผ่นไมกา ซึ่งช่างเปราะ) มันขาดอยู่ ก็เลยพยายามต่อส่วนที่ขาดให้ติดกัน แล้วก็ใช้ต่อได้สักพัก
หนัก ๆ เข้า ก็ต้องไปซื้อมาเปลี่ยน

ที่เล่าสู่กันฟัง ก็อยากบอกว่า ผมเรียนเรื่องนี้ เรียนแล้วก็ได้ใช้งานจริง ถึงเป็นแค่เด็ก ม.ศ.1 อายุสัก 11-12 ขวบ แต่ก็รู้สึกชอบเรียน เพราะเรียนแล้ว ไม่ได้เอาไปแค่สอบ แต่เอาไปซ่อมของใช้ที่บ้านได้ ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเราพยายามเรียนมากกว่านี้ ก็น่าจะซ่อมของเสียที่บ้านได้มากกว่านี้อีก

ผมมองว่า เราจัดการเรียนการสอนในเมืองไทย ตอนนี้ แยกเป็นสายอาชีพ กับสายสามัญนี่ ไม่น่าจะถูกต้อง
เรียนสายสามัญ เรียนแล้วไม่รู้จะได้ใช้เมื่อไร ใช้อย่างไร
เรียนสายอาชีพ เรียนแล้วเห็นเลยว่าทำอะไรได้ ผมว่าเรียนสายอาชีพนี่น่าจะเรียกว่าสามัญมากกว่าครับ เพราะอาชีพคือพื้นฐานของชีวิตคนปกติ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 20 พ.ย. 2546 (21:09)
ตอบคุณ Np ในความเห็นที่ 54 เพิ่งเข้ามาเห็นค่ะ

สิ่งที่ครูไผ่เขียนในความเห็นที่ 51 นั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณ Np ยังไม่รู้หรือไม่เข้าใจในเรื่องนั้น ทราบค่ะว่าคุณ Np เก่ง เข้าใจโดยละเอียดมาก่อนแล้ว

แต่ผู้เป็นครูที่ดีจะแสดงประหนึ่งว่าไม่รู้มาก่อน คือทำเหมือนกับว่ากำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก เพื่อ "ปลูกฝัง" ให้เด็กซึมซับลักษณะนิสัย "ไตร่ตรอง"
ครูไผ่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3382 ครั้ง - ดาว 281 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 20 พ.ย. 2546 (23:27)
เรียนอาจารย์นิรันดร์ครับ พอดีตอนนี้ผมสอนเด็ก ม.6เรื่องไฟฟ้ากระแสสลับตรงวงจรผสมRอนุกรมกับL แล้วนำCมาต่อขนานซึ่งในแบบเรียนจะใช้หลอดฟลูออเรสเซน์ แล้วให้นักเรียนสังเกต กระแสที่ลดลงเมื่อใช้ค่า Cที่เหมาะสมมาต่อขนาน แล้วก็อธิบายถึงpower factor ซึ่งผมเข้าใจเอาเองนะครับว่า ในตำราคงต้องการให้นักเรียนได้ตระหนักว่าถ้าต่อ C เข้าไปในวงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์แล้วจะช่วยประหยัดไฟได้มาก แต่ในตำราไม่ได้บอกนักเรียนเลยว่า กระแสที่ลดลงนั้นเป็นกระแสในสายส่งที่มีเฟสไม่ตรงกับความต่างศักย์เท่านั้นซึ่งจะไม่มีผลต่อการหมุนของมาตรวัดไฟฟ้าที่เข้ามายังบ้านนักเรียนเลย และการต่อC ก็ไม่มีผลต่อความสว่างของหลอดไฟ จะนำไปอธิบายเรื่องpower factor ก็ไม่ได้ ก็ด้วยความที่ในห้องเรียนมีพัดลมอยู่และมีCต่ออยู่ด้วย ก็เลยได้อุปกรณ์การสอนใหม่ เริ่มจากตัด C ออกแล้วเปิดพัดลม จะเห็นได้ว่าพัดลม ไม่มีแรงหมุน ต้องใช้มือช่วยหมุน แต่เมื่อต่อ C เข้าไป พัดลมจะหมุนได้แสดงว่า C ช่วยแก้Power Factorได้ และนักเรียนยังได้เรียนรู้อีกจุดหนึ่งคือ ถ้าพัดลมที่บ้านหมุนช้าหรือไม่มีแรงแสดงว่าตัวCน่าจะมีปัญหา พวกที่สนใจจริงๆก็คงนำไปซ่อมพัดลมที่บ้านได้บ้าง แบบนี้ถือว่าเป็นสามัญไหมครับอาจารย์
ขอเอี่ยวด้วยคน (IP:203.113.67.6,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 26 พ.ย. 2546 (12:51)

ตัว C ในพัดลม กับ ในวงจรจุดหลอดฟลูออเรสเซนต์ ทำงานต่างกันครับ

ในพัดลมอาจารย์"ขอเอี่ยวด้วยคน" คงได้รื้อดูแล้ว จะเป็นว่า roter หรือแกนหมุน จะไม่มีขดลวดหรือแปรงถ่าน
แต่จะเป็นกระบอกอลูมินัม ตัน ๆ อันหนึ่งเท่านั้น
รอบแกนหมุน จะมีขดลวดนิ่ง ๆ อยู่สี่ขด รายรอบอย่างมีระเบียบและสมมาตรดี
ขดลวดคู่หนึ่ง(ซึ่งตรงข้ามกัน)จะต่อตรงกับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับ
ส่วนอีกคู่(ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันเหมือนกัน) จะต่ออนุกรมกับตัว C
ตัว C นี้จะทำหน้าที่เลื่อนเฟสของกระแสไฟฟ้าที่เข้าขดลวดไป 90 องศาง
ทำให้ขดลวด 2 คู่มีกระแสไฟฟ้าเข้าไปพร้อม ๆ กันแต่ต่างเฟสกัน 90 องศา
ดังนั้นสนามแม่เหล็กที่รายรอบกระบอกอลูมินัมจะรับรู้สนามแม่เหล็กลัพธ์
สนามแม่เหล็กลัพธ์นี้ จะหมุนไปตามเวลา ทำให้กระบอกอลูมินัม ถูกเหนี่ยวนำด้วยสนามแม่เหล็กหมุน
ด้วยกฎของเลนส์ จะเิกิดกระแสไฟฟ้าและสนามสนามแม่เหล็ก
ใหม่ ต้านการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กเดิม
ดังนั้น กระบอกอลูมินัม ก็จะหมุนตามการหมุนของสนามแม่เหล็กลัพธ์

ไหน ๆ อาจารย์ก็กล้ารื้อพัดลมแล้ว
ผมเชียร์ให้อาจารย์ลองเล่นต่ออีกนิดครับ

เวลาอาจารย์ต่อ C กลับเข้าไป ลองแกล้งต่อผิดคู่ดูสิครับ
แล้วช่วยกลับมาเล่าให้ผมฟังใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น รับรองว่าสนุกและมีแก็กใหม่ไปสอนเด็กได้อีกครับ

ส่วน ตัว C ในวงจรจุดหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้น ต่อเพื่อช่วยการไฟฟ้าโดยตรงครับ
ผู้ใช้อย่่างเรา ๆ ต้องจ่ายเงินซื้อตัว C เพื่อให้การไฟฟ้าประหยัดครับ เพราะจะเป็นการลด loss ในสายไฟที่เป็นสายส่งกำลัง
แต่ผู้ใช้ยังคงจ่ายค่าไฟฟ้าเท่าเดิม
อาจารย์เข้าใจถูกต้องแล้วครับ
ช่วยได้ก็ช่วยกันไปเถอะครับ อย่าไปแกะออกเลย ยังไงเขาก็บังคับโรงงานผลิตสตาร์ทเตอร์ติดตัว C มาอยู่แล้วครับ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 27 พ.ย. 2546 (18:50)
เรื่องพัดลม สงสัยมานานแล้ว(ว่าทำไมแกน จึงไม่มีขดลวด) อ่านจากหนังสือเรียนของเด็กก็ยังไม่เข้าใจ อ.นิรันดร์อธิบายได้ละเอียดมาก(กำลังจะเข้าใจ)



สำหรับ C ในสตาร์เตอร์ เคยอ่านพบว่ามันช่วยไม่ให้เกิดลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(จากการทำงานหลอดฟลูออเรสเซ็นต์) ไปรบกวนสัญญาณอื่นๆ



แต่ไม่ทราบรายละเอียด
Np (IP:210.86.214.52,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 28 พ.ย. 2546 (14:49)

เรื่องพัดลม ถ้ายังสงสัยก็ถามมาอีกนะครับ จะอธิบายตามกำลังที่มีครับ

starter ผมได้ตอบไว้แล้วที่

http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Pid=16379

ลองไปอ่านดูก่อนนะครับ


แล้วมีของฝากใหม่ อยากให้อาจารย์ฟิสิกส์เข้าไปดูครับ

http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Cid=102&Pid=16688&brange=1_10


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 30 พ.ย. 2546 (23:15)
ขอบคุณมากนะครับอาจารย์ แล้วผมจะลองเล่นดู มันน่าจะกลับทิศการหมุนได้นะ ถ้าเป็นแบบที่คิดจริงๆ จะได้ต่อสวิตซ์ กลับทิศการหมุนคงสนุกดีนะ(ยังไม่ได้ทำครับ)และผมได้ตามไปดูกระทู้ที่อาจารย์แนะนำแล้วครับ สำหรับกฎของเลนส์ที่ทำให้วงแหวนลอยได้ ผมเคยพันเล่นนะครับ โดยใช้ลวดทองแดงเบอร์ 26 พันแต่ไม่ได้คำนวณรอบนะครับ แกนกลางก็ใช้แท่งเหล็กธรรมดา ซึ่งจะเกิดความร้อนสูงมาก(น่าจะเกิดจากกระแสไหลวน)ผลก็คือวงแหวนลอยได้ และได้นำแก้วน้ำซึ่งภายในใส่ขดลวดไว้แล้วต่อเข้ากับดวงไฟดวงเล็กๆ ดวงไฟก็จะสว่างได้ในน้ำ ก็หลอกเด็กได้สนุกดีครับ และผลแห่งความสนุกนี่แหละเด็กเขาก็กดสวิตส์กันตลอดเวลา งานยังไม่ทันเลิกเลย วงแหวนลอยได้และดวงไฟสว่างในน้ำ ก็ปิดฉากลงพังครับ อาจารย์มีคำแนะนำอะไรก็ช่วยกรุณาบอกด้วยนะครับผมจะได้ไปปรับปรุง อาจารย์ครับผมมีเรื่องปรึกษาอีกเรื่องหนึ่งคือในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในช่วงชั้นที่ 4 เรื่องการเคลื่อนที่แนวตรงนั้น นักเรียนทุกคนต้องผ่านมาตรฐานที่ว่า "ทำการทดลองและคำนวณหาปริมาณที่เกี่ยวข้องก้บการเคลื่อนที่แนวตรงได้ "ซึ่งในหลักสูตรเก่านั้น นักเรียนที่เลือกเรียนสายศิลป์ จะไม่ต้องเรียนในเรื่องนี้เลย แต่ปัจจุบันต้องเรียน ผมอยากทราบแนวคิดว่าเหตุใด จึงต้องบังคับให้เด็กทุกคนต้องผ่านมาตรฐานนี้ ผมคิดว่าผู้ออกมาตรฐานนี้น่าจะมีความต้องการลึกๆที่ผมยังไม่เข้าใจ ช่วยกรุณาไขปัญหาไห้ผมด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ผมมีปัญหาต้องซ่อมเด็กนักเรียนที่ตกมาตรฐานนี้เป็นจำนวนมาก ขอกราบขอบคุณล่วงหน้านะครับ
ขอเอี่ยวด้วยคน (IP:203.113.67.6,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 2 ธ.ค. 2546 (07:25)
มาขอแอบดูครับ

คงไม่ว่ากันนะครับ
รบพิเศษ (IP:203.113.57.175,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 2 ธ.ค. 2546 (12:20)

ขอบคุณสำหรับแก๊กในความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 61
ถ้าผมจะเอาไปใช้บ้างคงไม่ว่ากันนะครับ

ส่วนเรื่องการกำหนดหลักสูตร ผมไม่รู้เรื่องหรอกครับ
แล้วก็ออกจากราชการมานานแล้ว กลายเป็นคนนอกวงการไปแล้ว ไม่ได้ถูกหลวงเรียกตัวไปใช้งานอีก

ตรงนี้เป็นอันหนึ่งที่ผมเห็นว่า ราชการใจไม่กว้าง
น่าจะมาดูว่า ภาคเอกชน หรือแม้แต่โรงเรียนกวดวิชา เขาจัดการเรียนการสอนอย่างไร
จึงมัดใจเด็ก และทำให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนได้
จริงหรือไม่จริง ตามที่เขาโฆษณา
ถ้าไม่จริงก็ควรจะแบนไปเลย
ถ้าจริง ก็น่าจะดึงเขามาช่วยพัฒนาการศึกษาชาติ

อย่างผม อยู่ภาคเอกชน กลับได้รับเชิญจากต่างประเทศให้ไปเผยแพร่ผลงาน แต่กับคนไทย กลับไม่ค่อยมีโอกาส ยิ่งเป็นหน่วยราชการยิ่งเข้าไปไม่ได้ใหญ่
เคยมีคนมาทาบทามให้ผมไปบรรยาย อยู่ ๆ ก็เงียบไป ให้เราคอยเก้อมาหลายแห่ง ผมดูก็แปลก ๆ ดีครับกับวงการศึกษาไทย โดยเฉพาะกับหน่วยงานราชการ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 3 ธ.ค. 2546 (17:43)
ครูฟิสิกส์ทุกคนมีความรู้เรื่องการหักเหของแสงได้เป็นอย่างดี สามารถบอกได้ว่า เมื่อแสงผ่านตัวกลางต่างชนิด แสดงจะหักเหอย่างไรและสามารถคำนวณได้ด้วย

แต่ในธรรมชาติครูฟิสิกส์เคยสังเกตเห็นไม้ที่ปักเอนในน้ำหรือไม่ และหักเหอย่างไร เพราะอะไร เป็นไปตามกฎการหักเหของแสงหรือไม่ อย่างไร
Np (IP:169.210.12.19,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 4 ธ.ค. 2546 (16:51)
กราบเรียนอาจารย์นิรันดร์

ผมตำข้าวสารกรอกหม้ออยู่หลายเดือน เพิ่งมีเวลาว่างครับ ไม่ทราบว่าผลการสอบทำจรวดน้ำคราวนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมเคยเห็นนักเรียนมัธยม(ในต่างประเทศ)ทำProject แข่งทำสะพานไม้(ขีดไฟ)ดูว่าของใครรับน้ำหนักได้มากกว่า อยู่ได้นานกว่า น่าลองดูครับโดยเฉพาะนักศึกษาวิศวกรรม จะได้เข้าใจโครงสร้างสะพานจากแบบจำลอง( ซึ่งต้องคำนวณก่อน )

ต้องไปคุมงานเทคอนกรีตแล้วครับ
สมชาย (IP:203.121.147.172,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 9 ธ.ค. 2546 (11:51)
มีการแข่งขันจรวดน้ำชิงแชมป์ประเทศไทยที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เริ่มมา 2 ปีแล้ว

จรวดของคนไทย กำหนดความดันไว้ที่ 7 bar หรือประมาณ 100 psi ทำระยะไกลได้ประมาณ 240 เมตร

และมีการแข่งขันยิงแม่นด้วยโดยต้องยิงเข้าเป้าให้ได้ที่ระยะ 70 เมตรกลางแจ้ง สู้ลมสู้แดด คนที่ชนะทำได้ใกล้ว่า 1 เมตรครับ

นอกจากนั้น เด็กที่เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอวิธีสร้งจรวดพร้อมหลักการทางวิทยาศาสตร์ด้วย

ลองเข้าไปดูที่


http://www.nsm.or.th/thai/water_rocket/ind_waterrocket.html
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 22 ธ.ค. 2546 (10:13)

ช่วงนี้อากาศเย็นและแห้ง
หลาย ๆ คน อยุ่เฉย ๆ ก็ปากแตก หน้าแตก โดยไม่ต้องถูกชก
แต่มีข้อเสียก็มีข้อดี

อากาศแบบนี้เหมาะแก่การทดลองไฟฟ้าสถิตมาก ๆ
ผมอยากให้เพื่อนครูลองเล่นอิเล็กตรอฟอรัสดูครับ

อาจารย์อาจทำการทดลองง่าย ๆ ได้อย่างนี้
1. เอาท่อ PVC ขนาดใหญ่ ๆ มา (ถ้าไม่มีก็เอาเล็ก ๆ ก็ได้ ตอนผมทดลอง ผมใช้กระบอกไฟฉายพลาสติก)
2. ซื้อเทปอลูมินัม แบบที่เขาใช้ปะก้นหม้อ ปะก้นกะทะ มาพันโดยรอบ อาจารย์ก็จะได้ทรงกระบอกโลหะสำหรับเก็บประจุไฟฟ้าแล้ว
3. ทีนี้ ตัวกำเนิดประจุก็ เอาแผ่นใส(แบบที่ใช้กับ OHP) นั่นแหละครับ หรืออาจารย์จะใช้ท่อ PVC อีกอันก็ได้ (ต้องล้างให้สะอาดและแห้งนะครับ)
4. ไขควงวัดไฟ (แบบที่แหย่รูปลักไฟข้างหนึ่งหลอดติด อีกข้างหลอดไม่ติด)


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 22 ธ.ค. 2546 (10:30)



19550
การทดลอง แทนที่จะใช้อิเล็กโตรสโคปในการสาธิตการเหนี่ยวนำ
อาจารย์ก็ใช้ทรงกระบอก Al นี้แทน
เวลา ground แทนที่จะเอามือแตะ ก็ใช้ไขควงวัดไฟ
ไม่ว่าจะกราวด์ตอนเหนี่ยวนำหรือจะกราวประจุทิ้ง ก็ใช้ไขควงวัดไฟตลอด แล้วก็จะเห็นอะไรดี ๆ

ถ้าเห็นไม่ชัด ก็ถอดเอาแต่หลอดออกมาก็ได้
ระวังหายหน่อยก็แล้วกัน ของผมหายไปหลายสิบอันแล้วครับ

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 22 ธ.ค. 2546 (10:37)

ถ้าอาจารย์ถูกเด็กถามว่า ประจุที่มีอยู่นี่ เป็นประจุบวกหรือลบ
อาจารย์จะตอบเด็กอย่างไรครับ
ถ้าตอบว่า เป็นบวกเพราะ เอา A ถูกกับ B แล้ว A เป็นบวก B เป็นลบ
ตามตารางที่บอกไว้ มันก็เป็นการเรียนประวัติศาสตร์จากตารางบันทึกข้อมูล

อาจารย์เพียงใช้หลอดไฟจากด้ามไขควงก็สามารถยืนยันความเป็น + หรือ - ให้เด็กประจักษ์ได้ด้วยตัวเองในพริบตา
และวัตถุที่ไม่อยู่ในตารางก็ตรวจสอบเองได้ไม่ต้องกังขาอีกต่อไป

เรารู้ว่า ในโลหะ มีแต่อิเล็กตรอนเท่านั้นที่เคลื่อนที่
พอมันเคลื่อนที่ มันก็พาเอาพลังงานมาด้วย พลังงานนี้ ทำให้หลอดสว่างขึ้นนิดหน่อย ถ้าจ้องไม่กระพริบตา ก็จะเห็นมันได้


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 22 ธ.ค. 2546 (10:49)



19549
ถ้าประจุที่เราต้องการทดสอบเป็นประจุลบ ขั้วที่แตะกับประจุลบจะไม่สว่าง แต่จะไปสว่างอีกขั้วหนึ่ง

แต่ถ้าประจุที่ต้องการทดสอบเป็นประจุบวก ขั้วที่แตะจะสว่าง

สงสัยสอบถามเข้ามาได้นะครับ

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 25 ธ.ค. 2546 (13:42)

ช่วงนี้ใกล้เทศกาลปีใหม่ หลายคนอาจได้รับขนมปังกล่องกลม ๆ แบน ๆ
ถึงไม่มีใครซื้อให้ก็ลองซื้อกินสักกล่องก็ได้
เลือกกล่องขนิดที่ ด้านในเป็นหลุมพลาสติกต่อเนื่องกันนะครับ
(คือจะมีบางยี่ห้อ จะมาเป็นถ้วยกระดาษ ก็เหมาะสำหรับเสริฟ แต่ไม่เหมาะกับการทดลองฟิสิกส์เท่าไรนัก)
ถ้าได้ขนมปังกล่องมาแล้ว
วิธีกินที่ถูกต้อง(สอนวิธีกินซะหน่อย อิอิ)
ให้กินทีละหลุม แล้วกินไล่ไปทีละข้าง อย่ากินเกลี่ยหลุมนี้อัน หลุมโน้นอันนะครับ
พอกินยุบ ๆ ไปสักหน่อยแล้วก็ปิดฝาให้สนิท
มาถึงตอนนี้ อาจารย์ก็ได้อุปกรณ์การสอนใหม่อีกอันแล้วครับ
ไว้ใช้สอนเรื่องจุดศุนย์ถ่วงไงครับ
วิธีใช้ก็ไม่ยาก จับมันกลิ้งดูก็จะรู้เองว่าสนุกแค่ไหน
เรียกได้ว่า กินไปทดลองไปได้เลย
เพื่อนผมเรียกมันว่า niran wheel ลูกล้อของนิรันดร์ ครับ

ขอให้อร่อยกับการทดลองกันนะครับ

สวัสดีปีใหม่ และสุขสันต์วันคริสมาสนะครับ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 25 ธ.ค. 2546 (13:57)


แฮะ ๆ ขอโทษทีครับ กินหมดแล้ว เอารูปมาให้ดู จะได้ไม่ต้องจินตนาการมาก
19546

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 25 ธ.ค. 2546 (18:24)

แฟน ๆ STAR WARs ทั้งหลาย
อัศวินเจได ผู้มีดาบแสงเป็นอาวุธได้มาปรากฏกายแล้ว
พบกันได้ที่

http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Cid=33&Pid=17070

อย่าลืม คลิกดูที่ความคิดเห็นก่อน ๆ นะครับ

ถ่ายภาพโดยโยดา หึหึหึ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 5 ม.ค. 2547 (11:09)
ปัจจุบัน ครูฟิสิกส์ น้อยคนที่จะได้สอนแต่วิชาฟิสิกส์อย่างเดียว ดังนั้นจึงมีเรื่องที่ไม่ใช่ฟิสิกส์มาฝาก(ให้คิด)



ที่บ้านใช้กาต้มน้ำเป็นประจำ ตะกรันหนาเตอะจนต้อง(ขูดและเคาะไม่ไหว)ทิ้งไปแล้ว 2 ใบ กับหม้อนึ่งข้าวอีกหนึ่งใบ



ตะกรัน เกิดจากน้ำประปาที่เป็นน้ำกระด้างชั่วคราวซึ่งมีแคลเซียมไบคาร์บอเนตละลายอยู่ เมื่อถูกต้ม ก็จะแยกตัวออกมาเป็นกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(ลอยขึ้นไปในอากส) และแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งก็คือหินปูนจับอยูที่ก้นกา เรียนว่าตะกรัน

(ขออภัย หาตำราที่จะคว้ามาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงไม่ได้เลยเพราะปลวกกินหมดแล้ว ถ้าอธิบายผิดก็ช่วยทักท้วงหรือแก้ให้ด้วย)



หลายปีต่อมา คนที่บ้านไปได้ความรู้มาจากไหนก็ไม่ทราบ ว่า น้ำประปามีตะกอนที่ทำให้เกิดตะกรัน ต้องเก็บน้ำประปาไว้ก่อนที่จะนำมาใช้(อย่ารองมาใช้ทันทีทันใด) แล้วเขาก็ใช้น้ำประปาที่รองไว้(หลายวัน)ในการต้มน้ำ(เพื่อดื่ม) ส่วนการนึ่งข้าว ยังใช้น้ำที่รองจากก๊อกเหมือนเดิม



หลายปีต่อมา กาต้มน้ำไม่มีตะกรันจับแม้แต่เม็ดเดียว เกลี้ยงเกลา ลูบไม่ติดมือเหมือนกับตอนที่ซื้อมาใหม่ๆเพียงแต่สีเปลี่ยนไปเป็นสีออกดำ(เหมือนหม้ออลูมิเนียมที่ใช้ต้มไข่) เท่านั้น



ส่วนหม้อนึ่งข้าว ทั้งขูด ทั้งเคาะ ทั้งทุบ หลายครั้งแล้ว ก็ยังมีตะกรันจับอยู่หนาเตอะ



ไปดูที่โอ่งเก็บน้ำประปา ก็ไม่มีตะกรันเลย ตะกอนก็มีไม่มาก ก็งงอยู่เหมือนกัน



จึงนำมาฝากครูฟิสิกส์(ที่กำลังสอนสาขาอื่น)ช่วยคิดด้วยว่า "ทำไม น้ำประปาที่ขังไว้ เมื่อนำไปต้ม จึงไม่มีตะกรัน"
Np (IP:203.144.144.186,203.118.80.216,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 5 ม.ค. 2547 (15:08)
ตุ่มอะไรครับ ดิน ปูน ?

ทดลองกับแท้งน้ำโลหะ และพลาสติก หรือยัง ?
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 5 ม.ค. 2547 (19:25)
โอ่งมังกร ราชบุรีน่ะครับ
Np (IP:169.210.12.95,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 7 ม.ค. 2547 (13:33)

ก่อนอื่น ต้องขอโทษนำหน้าไว้ก่อน
ว่า ผมไม่ค่อยเชื่อข้อมูลที่ว่านี้เท่าไร
ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจครับ
เช่น
ช่วงเวลาที่เกิดตะกรันว่าต้องต้มกี่ครั้ง
ช่วงเวลาที่ใช้น้ำในตุ่มแล้วตัดสินใจว่าไม่เกิดตะกรันว่าต้ม จำนวนครั้งเท่ากันหรือเปล่า

โอ่งราชบุรี เป็นโอ่งดิน เคลือบ อาจมีสารเคมีบางชนิด อาจมีดินปนมากับน้ำ แต่คงไม่มากนัก อาจเป็นสาเหตุของคราบดำที่ว่า
แค่เดาว่าอาจเท่านั้น
บ้านผมก็ไม่ได้ต้มน้ำดื่มก็เลยไม่มีข้อมูลตรงนี้ แต่หุงข้าว ไม่ได้นึ่ง ใช้หม้อเทฟลอน ก็ไม่เคยมีตะกรันจับ น้ำที่ใช้หุงข้าวก็ไขตรงจากก๊อก เดาเอาว่า ตะกรันก็น่าจะมี แต่คงกินหมด เพราะเทฟลอนมันลื่น
ขนาดไม่ต้ม ไขน้ำใส่ตุ่มไว้อาบ แค่ข้ามคืน ไม่ต้องต้ม ตะกอนยังเต็มก้นตุ่มเลย ต้องล้างกันบ่อย ๆ
เข้าใจว่าประปาบ้านผมเขาแกว่งสารส้มแต่ไม่รอให้ตกตะกอน ก็ส่งมาให้ชาวบ้านใช้เลย ให้ชาวบ้านไปพักน้ำเอาเอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน มิเตอร์ก็ตัน ต้องตามช่างประปามารื้อมิเตอร์ล้างเอาโคลนออกไป


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 7 ม.ค. 2547 (16:30)
ถ้าแบ่งช่วงชีวิตที่เริ่มใช้กาต้มน้ำและซึ้งที่ใช้นึ่งข้าว ถึงปัจจุบัน เป็น 3 ช่วง (ช่วงละประมาณ 10 ปี)

ช่วงที่ 1 ทิ้งกาต้มน้ำไปแล้ว 2 ใบ เพราะตะกรันจับจหนาเตอะ และซึ้ง(ส่วนที่ใส่น้ำ)อีก 1 ใบ



ช่วงที่ 2- 3 กาต้มน้ำ ไม่มีตะกรันจับเลย แต่หม้อนึ่งข้าวมีตะกรันจับเพราะใช้น้ำที่รองจากก๊อกโดยตรง แต่แคะ เคาะ ขูดอยู่บ่อยๆ





มีเรื่องเกี่ยวกับการทดสอบน้ำที่เซลขายเครื่องกรองน้ำไปสาธิตให้ดู ที่จะเล่าให้ฟัง



เอาไว้โดกาสหน้า(เกริ่นไว้ก่อนเพื่อกันลืม)
Np (IP:169.210.12.208,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 7 ม.ค. 2547 (18:41)

น่าสนใจ
ช่วงที่ 2-3 เป็นเวลาประมาณ 20 ปีมาแล้ว ยังใช้กาใบเดิมอยู่
นับว่ากาอึดดีมาก ยี่ห้ออะไร เผื่อมีโอกาสจะซื้อมาใช้บ้างครับ

ผมสงสัยต่อ ครับว่า...
1. ทำไมไม่ใช้น้ำจากโอ่งนึ่งข้าว ตะกรันจะได้ไม่จับ???
2. เป็นไปได้ไหมที่ น้ำกระด้างชั่วคราวในตุ่ม ได้กลายสภาพเป็นน้ำกระด้างถาวร ด้วยสารเคมีที่ใช้เคลือบโอ่งนั่น
3. ถ้าอาจารย์ NP ได้ทดสอบความกระด้างของน้ำ
ได้เปรียบเทียบหรือเปล่าว่าความกระด้างน้ำในโอ่งกับน้ำตรงจากก๊อก แตกต่างกันอย่างไร

เท่าที่ผมทราบ น้ำกระด้างส่วนใหญ่เป็นเกลือแคลเซียม ถ้าเป็นกระด้างชั่วคราวก็เป็นเกลือคาร์บอเน็ต แต่ถ้าเป็นกระด้างถาวรก็เป็นเกลือซัลเฟต
เจ้าเกลือการ์บอเน็ตนี่ ถ้าโดนความร้อนก็จะสลายตัวได้ง่ายทำให้แคลเซียมตกตะกอน แต่เกลือซัลเฟตสลายตัวยาก ก็เลยโดนความร้อนแล้วไม่ตกตะกอน

ในความเห็นของผม ถ้ามันตกตะกอนเสียบ้างก็จะเข้าสู่ร่างกายน้อยลง ถ้ามันไม่ตกตะกอนเลย เกลือเหล่านี้ก็จะเข้าสู่ร่างกายเต็ม ๆ เพราะอาจารย์ใช้ดื่ม
ส่วนหม้อนึ่งคงไม่น่ากลัวสักเท่าไร เพราะได้แต่ไอน้ำเอามาทำให้สุก แต่ก็อีกแหละ เวลานึ่งก็ต้องมีน้ำใส่ในข้าวด้วย

ก็ไม่แน่ใจนะครับว่า การรับประทานข้าวที่อุดมด้วยแคลเซียม จะแก้ปัญหากระดูกผุในวัยทองของผมไ้ด้หรือเปล่า


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 7 ม.ค. 2547 (21:46)
ระยะเวลา คงไม่พลาด เพราะอ้างอิงจากอายุของเจ้าตัวเล็กซึ่งบัดนี้กลายเป็นเจ้าคนแก่ไปแล้ว(30 ปีพอดี)

กระป๋องนมตราหมีที่ใช้เลี้ยงเขาแล้วนำมาใช้กรอกน้ำแช่ตู้เน็นสำหรับดื่มก็ยังอยู่

สำหรับกาต้มน้ำ ยี่ห้อ CHEUCHINHUALIMIDPARTNERSHIP



ไม่ใช้น้ำในโอ่งนึ่งข้าวเพราะไม่ได้ดื่ม และลืมนึกถึงเรื่องการป้องกันการเกิดตะกรัน แต่ตอนซาวข้าวและเติมน้ำในขันนึ่งข้าว ใช้น้ำในโอ่งครับ ไม่ใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเพราะมีสมาชิกในบ้านน้อยคน นึ่งครั้งเดียวอุ่นกินได้หลายมื้อ



ไม่ได้ทดสอบ ความกระด้างและค่า ph ของน้ำเป็นงานเป็นการ เพราะไฟมอด(หมดวัย)เสียแล้ว

ที่เล่าให้ฟังเป็นเพียงสิ่งที่สังเกตเห็น ซึ่งยังไม่ได้ออกแรงพิสูจน์อย่างจริงจัง เพราะมีงานที่สนุกๆ น่าทำกว่าอยู่มาก
Np (IP:169.210.10.2,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 8 ม.ค. 2547 (11:17)

น้ำประปาบ้านผมทำจากน้ำคลองท่าไข่ อยู่ใกล้คลองแสนแสบ
ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคลองเดียวกับของอาจารย์ Np หรือเปล่า แต่คุณภาพน้ำน่าจะต่างกันเพราะน้ำประปาผม ตะกอนแยะมาก ๆๆๆ
จนไม่กล้าแม้แต่จะเอามาต้มดื่ม ต้องคอยล้างโอ่งบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ค่อยระวัง เวลาหุงข้าวก็เอาน้ำประปานั่นแหละหุง เลยมีข้อมูลที่ไม่ค่อยตรงกับของอาจารย์
อ้อ
นึกขึ้นมาได้ว่า เคยอยู่กรุงเทพฯเมื่อกว่าสิบปีมาแล้วและต้มน้ำดื่มด้วยกา เกิดตะกรันเหมือนกัน และตะกรันก็จับแปลก ๆ คือจับที่พวยกา ทั้งที่เวลาเราต้มก็ไม่ได้ใส่น้ำจนเต็ม แต่เวลารินน้ำก็ต้องเคลื่อนผ่านพวยกา ก้นกากลับไม่ค่อยมีตะกรันสักเท่าไรครับ

ดูจากอายุลูกแล้วผมคงต้องเรียก"พี่ Np" เพราะลูกของผมเพิ่ง 25 ขวบ เป็นน้องลูกของอาจารย์ตั้ง 5 ปี

สวัสดีปีใหม่นะครับพี่ Np


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 8 ม.ค. 2547 (12:03)
อ้อเพิ่งจะนึกได้ว่า สาเหตุที่ต้องทิ้งกาต้มน้ำ 2 ใบก่อนๆนั้นก็เพราะมีตะกรันอุดตันที่พวยกาครับ เทน้ำไม่ออก แคะหรือเคาะตะกรันก็ไม่หลุด บ้านผมใช้นำประปาจากคลองประปา ครับ



สำหรับโอ่งน้ำ ผมไม่เคยล้างและไม่เคยรองน้ำใส่โอ่ง สังเกตเห็นว่า นานเป็นปี กว่าคนที่บ้านจะล้างแต่ละครั้ง และในการซาวข้าวก่อนนึ่ง ถ้าผมเป็นคนทำ ก็จะไม่เคร่งครัดเกี่ยวกับการใช้น้ำ(โอ่งหรือน้ำจากก๊อก) แต่ถ้าใช้นำจากก๊อกซาวข้าวทีไร คนที่บ้านจะถามทันทีว่าใช้น้ำจากไหน
Np (IP:169.210.11.27,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 8 ม.ค. 2547 (12:21)
ขอพูดถึงเรื่องเครื่องกรองน้ำที่เคยเกริ่นไว้



ผมเคยเห็นเซลแมนสาธิตเกี่ยวกับกาทดสอบน้ำ สองสามครั้ง แต่ละครั้ง เขาสามารถขายเครื่องกรองน้ำได้อย่างน้อย 1 เครื่อง



วิธีการของเขาก็คือ นำน้ำที่ผู้ชมใช้ดื่มประจำอยู่ในบ้านมาทดสอบโดยใช้เครื่องมือทดสอบที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า(จุ่มขั้วลงไปในน้ำ) ผลการทดสอบปรากฎว่ามีตะกอนสีออกเขียวเกิดขึ้นมากมาย ดูแล้วขนพองสยองเกล้า

เมื่อใช้นำตัวอย่างที่เขานำมา หรือใช้น้ำกลั่นที่มีขายทั่วไป ก็ไม่พบตะกอนเลย



แต่ถ้าใช้น้ำตัวอย่างที่ตรวจสอบแล้วมีตะกอน ไปผ่านเครื่องฟอกน้ำของเขา เมื่อนำมาตรวจสอบ ก็จะไม่พบตะกอนเช่นกัน



ดังนั้น ผู้ชมการสาธิต รายไหนรายนั้น ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน ก็จะตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกน้ำ(หรือเครื่องกรองน้ำ)นั้นทันที



นี่คือเรื่องที่นำมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้ครูวิทยาศาสตร์ได้วิพากย์วิจารณ์กัน

ขอบอกก่อนว่า ไม่ใช่เรื่องต้มตุ๋น และเครื่องนั้นก็สามารถทำน้ให้สะอาดได้จริงๆ
Np (IP:169.210.11.27,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 8 ม.ค. 2547 (18:04)

เครื่องกรอง นอกจากจะกรองแล้วยังมีสารเคมีที่คอยจับไอออนในน้ำด้วย
ไส้กรองจะเป็นเซรามิกส์ที่เป็นรูพรุน
สารเคมีก็จะมีผงถ่านดำ ๆ
กับเม็ดสีน้ำตาล ไม่ทราบเหมือนกันว่าคืออะไร
ไอ้เจ้าเม็ดนี้แหละครับที่คอยจับตะกรันไว้
ใช้ไปสักพักก็หมดสภาพครับ จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับความกระด้างว่ามากน้อยแค่ไหน
แต่เขาว่ามีวิธีคืนสภาพ จำไม่ได้แล้วว่าทำอย่างไร รู้สึกว่าจะเกี่ยวกับเกลือแกงนี่แหละครับ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 9 ม.ค. 2547 (13:40)
ผมจะไม่พูดถึงประสิทธิภาพ และโครงสร้าง ส่วนประกอบของเครื่องกรองน้ำ (ยอมรับว่า ของเขาดีจริงๆ)



เรื่องที่จะพูดถึงก็คือการทดสอบคุณภาพของน้ำที่เซลแมนสาธิตให้ดู ซึ่งถ้าเป็นน้ำที่ใช้ดื่มตามครัวเรือน เมื่อนำมาทดสอบแล้ว จะเห็นตะกอนสีเขียวเหมือนตะไคร่น้ำ เห็นแล้วขนลุกขนพองไม่อยากดื่มน้ำนั้นต่อไปอีก



สันนิษฐานว่าน้ำนั้นไม่ใช่น้ำบริสุทธิ์ อาจจะมีแร่ธาตุหรือสารบางอย่างเจือปนอยู่ จึงสามารถนำไฟฟ้าได้ เมื่อจุ่มขั้วไฟฟ้าของเครื่องทดสอบลงไปก็จเกิดปฏิกิริยาทำให้ขั้วหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอน (อีกขั้วหนึ่งได้รับอิเล็กตรอน)แล้วก็มีชิ้นส่วนของขั้วหลุดออกมาเป็นตะกอน ซึ่งไม่ใช่ตะกอนจากน้ำ

และน้ำดื่มนั้นถึงจะไม่บริสุทธิ์ แต่อาจจะมีแร่ธาตุหรือสารที่มีประโยชน์ต่อตร่างกายปนอยู่ก็ได้ จึงไม่ต้องถึงกับขนลุกขนพองและรีบกู้เงินมาซื้อเครื่องกรองน้ำ



แต่ถ้าได้ดื่มน้ำบริสุทธิ์ที่ปลอดภัยไว้ก่อนก็เป็นการดีนะครับ



เราเคยซดน้ำต้มยำหมดเป็นชามๆ ถ้ามีคนเสริฟน้ำต้มยำใส่แก้วมาให้เราดื่มทั้งๆที่เห็นๆอยู่ว่าเขาตักจากชามต้มยำใส่ในแก้ว เราก็คงไม่กล้าแม้แต่จะจิบ และถ้าเราดื่มก็คงไม่เป็นอะไร



เสียดายที่ไม่มีโอกาสพบการสาธิตการทดสอบน้ำดื่มอีก ถ้าพบจะลองใช้น้ำกลั่นแล้วบีบน้ำมะนาวใส่เพียงหยดเล็ก(ชิมดูแล้วไม่รู้สึกว่ามีรสเปรี้ยว) แล้วนำไปทดสอบดู ว่าจะมีตะกอนเขียวปรื๋อที่ชวนให้ขนลุกขนพองหรือไม่
Np (IP:169.210.13.180,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 12 ม.ค. 2547 (08:47)

บางครั้ง พวกขายเครื่องกรองน้ำก็ทำตัวเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ(หรือในยุกต์ก่อนก็จะเรียกว่า พ่อมด หรือ แม่มด)

ผมว่าการนี้ ต้องการครูเคมีมาช่วย พี่"Np" ลองตั้งกระทู้ใหม่เรื่องเครื่องกรองน้ำ หรือการทดสอบน้ำกระด้างดู ก็อาจมีครูหรือนักเคมีมาช่วยแก้ข้อข้องใจตรงนี้ได้นะครับ


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 12 ม.ค. 2547 (20:41)
คงไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ

พูดคุยสนุกๆ นึกอะไรได้ ก็พูด ระบายออกมา เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง



วกกลับมาหารเรื่องฟิสิกส์บ้าง (ชั้นต่ำๆและง่ายๆ)



ในวิชาวิทยาศาสตร์ ม.1 มีการทดลองเรื่องไข่จมไข่ลอย โดยการใส่ไข่ลงในน้ำสังเกตว่าไข่จมหรือลอย (คำตอบคือจม) ต่อจากนั้นให้นักเรียนเทเกลือลงไปในน้ำและคนให้ละลายและให้สังเกตว่าไข่จมหรือลอยอีกครั้ง



ในครัว



พบว่าเมื่อคั้นน้ำส้มและช้อนเอาเมล็ดออกแล้ว เติมเกลือและ-หรือ น้ำตาลลงไปแล้วคน จะสังเกตเห็นว่ามีเมล็ดส้มลอยขึ้นมาอีก



จากประสบการณ์นี้ ครูสามารถให้เด็กทดลองแทนไข่จมไข่ลอยก็ได้ ทดลองเเสร็จยังจะได้ดื่มน้ำส้มคั้นได้ด้วย สนุกออก หรือไม่ก็ให้นักเรียนทดลองทำที่บ้านแล้วเอาผลการทดลองมาก็ยังได้เลย



นี่ก็เป็นของฝากเล็กๆน้อยๆสำหรับครูฟิสิกส์ที่สอนวิทย์ ม.ต้น



ครับผม
Np (IP:169.210.10.214,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 23 ม.ค. 2547 (12:03)
เป็นไปได้หรือไม่ที่...

นักฟิสิกส์ชีวิตที่มีความสุขอยู่ในเมืองหรือชุมชน มีอุปกรรณ์ในการดำรงชีวิตทุกอย่าง แต่แล้ว วันหนึ่งก็มีอันเป็นไปต้องอยู่ในกระท่อมกลางป่า ในกระท่อมมีมีด(โต้) เกลือ น้ำปลา 1 ขวด ข้าวสาร 1 ถัง ไม้ขีดไฟ ถ้วยชามไม่มีแม้แต่ใบเดียว รอบๆกระท่อมมีสวนครัวซึ่งมี ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ต้นมะกรูด ต้นมะนาวที่มีผลเต็มต้นและกอไผ่ อีกด้านหนึ่งมีหนองน้ำซึ่งมีปลามากมายสามารถจับมาเป็นอาหารได้

เรามีอิสระที่จะทำอะไรและเดินไปไหนก็ได้ในที่โล่งรอบๆกระท่มอและอยู่ในสายตาของผู้คุม 2คนที่ถือปืนจ้องอยู่ตลอดเวลา



มีมีกำหนดที่นักฟิสิกส์จะได้ออกจากกระท่อมกลางป่า จนกว่าพ่อแม่จะจ่ายค่าไถ่ มีคนมาส่งข้าส่งน้ำและเงินให้ผู้คุมวันละครั้ง แต่ผู้คุมไม่แบ่งให้นักฟิสิกส์กินแม้แต่นิดเดียวเพื่อทรมานและให้พ่อแม่รีบไถ่ตัวเร็วๆ



ขอฝากครูฟิสิกส์ให้เล่าให้เด็กฟังและให้เด็กบอกวิธีที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในภาวะอย่างนั้น(จนกว่าจะพ่อแม่จะจ่ายค่าไถ่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินได้ครบเมื่อไร)
Phys (IP:203.144.144.186,203.118.80.39,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 23 ม.ค. 2547 (17:13)

ผมคิดว่า ไม่ต้องเป็นนักฟิสิกส์ ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ก็คงทำให้รอดได้ด้วยเครื่องมือที่ว่า

แต่ถ้ามีฟิสิกส์ในสมอง น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการเอาตัวรอดไปวัน ๆ แยะนะครับ

ถ้าผมไปติดอยู่ที่นั่นจริงแล้วรอดมาได้ก็จะมาเล่าให้ฟังแล้วกันนะครับ
ดูจากสถานะการณ์ที่ให้มาแล้ว ผมว่าน่าจะเป็นปิกนิคที่น่าสนุกยกเว้นปืนที่คอยจ้องอยู่
การเอาตัวรอดในสถานการณ์อย่างที่ว่า ผมว่าผมเรียนจากวิชาลูกเสือ และ รักษาดินแดน มากว่าที่เรียนจากฟิสิกส์

คำถามนี้ ผมว่าถามลูกเสือหรือทหารพราน น่าจะไ้ด้คำตอบที่ดีกว่า
เอ พอดีมีเพื่อนครูฟิสิกส์ท่านหนึ่ง เคยเป็นทหารพรานมาก่อน
ถ้าเจอแล้วจะชวนมาตอบคำถามของคุณ"phys" ก็แล้วกันนะครับ

โจทย์แบบนี้ ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะเป็นคำถามที่เปิดมาก
บางทีคนที่ตอบได้ถูกใจคนถาม อาจเอาชีวิตไม่รอด
บางทีคนที่ไม่รู้จะตอบอย่างไร ในสถานการณ์จริงอาจมีวิธีแก้ปัญหาที่แยบยลก็ได้


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 25 ม.ค. 2547 (00:45)
ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เครื่องบินตกกลางป่าลึกแต่ไม่ตาย เดินหลงป่า รถเสียอยู่กลางป่า น้ำท่วม ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หรือถูกจับตัวไปไว้ในป่าหาทางออกไม่ได้



คิดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะเอาชีวิตรอดอย่างไร ก็จะเป็นการดีนะครับ



ตามเรื่องในกระทู้ ข้าวสารมี ปลาก็มี แต่อยู่ในน้ำ เครื่องปรุงก็มี ไฟก็มี เครื่องมือจับปลาไม่มี ภาชนะหุงข้าวก็ไม่มี แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
Np (IP:203.144.144.186,203.118.97.233,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 26 ม.ค. 2547 (09:43)

ผมว่าคงต้องดูว่ารอบ ๆ มีอะไรบ้าง
ถ้ามีกระบอกไม้ไผ่ละก็สบายมาก
ถ้าไม่มี ต้นกล้วยมีหรือเปล่า
ถ้าไม่มีอีก ต้นสักก็พอได้
หรือมีบึงหรือหนองน้ำที่บัวขึ้นมาหรือเปล่า

ผมบอกว่างานนี้ เป็นการอยู่แคมป์ผจญภัยที่ไม่เลวทีเดียว อดอดอยากอยาก สักสองสามวัน ชีวิตคงจะรู้มากขึ้นแยะ

แต่ถ้ามีปืนจ่อหัว คนถือปืนก็ต้องระวังผมให้มาก ๆ หน่อย ก็แล้วกัน เผลอเมื่อไรผมมีวิธีเอาคืนได้แน่

แต่ผมว่า ตรงนี้ เป็นกระทู้ครูฟิสิกส์
ไม่ได้เป็นกระทู้ผจญชีวิตกลางไพรในภาวะคับขัน
ลองตั้งเป็นกระทู้ใหม่สิครับ อาจมีคนอยากตอบก็ได้


นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 26 ม.ค. 2547 (10:18)
เป็นกระทู้ที่ให้ครูฟิสิกส์ ตั้งคำถามให้เด็กคิดและตอบ เด็กอาจจะเรียนฟิสิกส์พื้นฐานซึ่งบางครั้งอาจจะไม่คิดว่ามันเป็นฟิสิกส์ก็ได้ และเด็กก็ได้เรียนวิชาลูกเสือมาแล้ว



กระทู้นี้มีแนวคิดมาจากคำบอกเล่าของเพื่อนที่เป็นทหารเรือว่า

ตอนฝึกนั้นเขานำไปปล่อยไว้ที่เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งเป็นเวลา 3 วัน ให้ไม่ขีดไฟไว้กล่องหนึ่งและปล่อยสุนัขไว้ตัวหนึ่ง



สำหรับกระทู้นี้ มันง่ายตรงที่ว่ามีไม้ขีดไฟแล้ว ส่วนที่เด็กจะต้องคิดก็คือทำอย่างไรจะมีข้าวสุกกิน และจับปลาในหนองมาต้มยำได้ เพราะข่า ตะไคร้ใบมะกรูด มะนาว น้ำปลาก็มีแล้ว หรือจะกินข้าวสารเปล่าๆ ก็ต้องนำความรู้ทางฟิสิกส์มาใช้กันหละ
Phys (IP:210.86.214.234,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 26 ม.ค. 2547 (15:07)
จะสนุกกว่านี้มากครับ ถ้าไม่มีไม้ขีดไฟให้
นิรันดร์ (IP:203.148.159.61,203.148.152.215,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 27 ม.ค. 2547 (00:14)
ถ้าไม่มีไม้ขีดไฟให้ สนุกมากเลยครับ (สำหรับคนดู)

ไฟป่าเกิดจากลมพัดต้นไม้เสียดสีกันจนเกิดความร้อนและลุกเป็นไฟไหม้ป่านั้น เห็นมีอยู่ในหนังสือเรียนสมัยก่อนเท่านั้น



การเอาไม้มาสีกันจนเกิดเป็นไฟนั้นไม่ใช่ของง่ายเลยนะครับ



ถ้าจะใช้ตะบันไฟก็ไม่ทราบว่านักฟิสิกส์รุ่นใหม่จะรู้จักหรือเปล่า



แต่ถ้านักฟิสิกส์ท่านนั้นเป็นคนสายตายาวและใช้แว่นเป็นประจำก็โชคดีไป



ก่อนอื่น ทำอย่างไรเราจะได้ข้าสุกกิน กินกับน้ำปลา พริกมะนาว ซอยหอมใส่ก็พอปะทังไปได้ ถ้ามีกระป๋องสักใบก็คงจะดีนะ แต่ตามกระทู้ไม่ได้บอกว่ามีกระป๋อง
Np (IP:210.86.214.80,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 27 ม.ค. 2547 (12:44)
แฮะ ๆ พอดีแว่นผมใช้สร้างภาพจริง ไม่ได้สร้างภาพลวงแบบอหิวาไก่ของรัฐบวม

อย่างไรตอนนี้ ก็ต้องกินอาหารสุำกไว้ก่อนนะครับ เพราะกลัวไข้หวัดนก
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 27 ม.ค. 2547 (12:59)
คิดคนละแง่หรือเปล่าครับ

ผมพูดถึงแว่นสายตายาวหมายถึงว่า ในการทำไฟนั้น ทำได้หลายวิธี คือ ใช้ไม้สีกัน ใช้เหล็กต่อยกับหิน ใช้แว่นตาคนสายตายาวซึ่งเป็นเลนส์นูน

เมื่อถูกจับไปกักตัวไว้ในกระท่อมกลางป่า ถ้าต้องการไฟก็ใช้แว่นทำไฟได้

ผมหมายถึงอย่างนี้นะครับ



คราวนี้มาว่าถึงวิธีที่จะเอาชีวิตรอด

เนื่องจากตามกระทู้มีไฟแล้ว ดังนั้น เผาต้นหอมกินก็พอปะทังไปได้กินข้าสารดิบๆก็คงไม่ตาย น้ำในหนองก็คงจะไม่สกปรกมากคงจะพอดื่มได้

จะมีวิธีที่จะให้น้ำสะอาดกว่านี้ไหม หรือไม่จำเป็น
Np (IP:210.86.214.105,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 29 ม.ค. 2547 (10:41)
คิดอยู่หลายวัน จึงคิดออกว่า

ใช้หลักการการนำ การพา ความร้อน และจุดวาบไฟ มาใช้ในการทำข้าวสารให้สุกได้โดยใช้ใบไม้ที่มีขนาดใหญ่(เย็บต่อกันและซ้อนกันหลายๆใบ)ห่อข้าสารที่ชุ่มด้วยน้ำ(จากน้ำในหนองน้ำ) แล้วนำไปหมกขี้เถ้าในกองไฟ



ใช้หลักการทางฟิสิกส์ของหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ถ้าข้าวยังแฉะอยู่ อุณหภูมิจะคงที่ แต่ถ้าข้าสุกแล้วอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น ทำให้สวิทช์อัตโนมัติทำงาน (ตัดวงจรไฟฟ้า)



ใบไม้ก็เช่นกัน ถ้าข้าวยังแฉะอยู่ ก็ยังไม่ถูกไฟไหม้ แต่ถ้าข้าสุกแล้วใบไม้ก็จะไหม้เราต้องใช้อัตโนมือ เพื่อยกห่อข้าวออกจากกองไฟ



อ้อ ! ลืมไปว่ามีกอไผ่ อยู่ สบายไปแปดอย่างเลยครับ ใช้กระบอกไม้ไผ่ หุงข้าว ต้มแกง ก็ได้ หลักการทางฟิสิกส์ทั้งนั้น



แต่ปลาในหนองนี่สิ ทำอย่างไรจึงจะจับมาต้มยำได้ ต้องขอเวลาคิดก่อน
Np (IP:210.86.215.248,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 30 ม.ค. 2547 (10:58)
ไม่มีแห ไม่มีตาข่าย ไม่มีเบ็ด ไม่มี ลอบ, อีจู้, ไซ,สวิง, เครื่องมือวิดน้ำ, สุ่ม,ฉมวก

จะจับปลาในหนองมากินได้อย่างไร (คิดไม่ออก)
Np (IP:210.86.214.247,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 2 ก.พ. 2547 (14:50)
นับถืออาจารย์ Np ท่านขยันจริง ๆ ครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 5 ก.พ. 2547 (17:27)
คิดมาหลายวันแล้ว

คิดได้ว่า เราสามารถใช้ความรู้ในทางฟิสิกส์โดยใช้กระบอกไม้ไผ่มาหุงข้าว ต้มย้ำปลากินได้



แต่นึกไม่ออกว่าจะจับปลาในหนองได้อย่างไร
Np (IP:210.86.215.198,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 6 ก.พ. 2547 (09:28)
อาจารย์ลองเอามีดพร้าที่มีมาเหลาไม้ไผ่ ทำเป็นหน้าไม้และกระสุนหน้าไม้

หาเปลือกไม้ที่เหนียว ๆ(เชือกกล้วยก็น่าจะพอได้) หรือเถาวัลย์มาฟั่นเป็นเชือกเป็นสายหน้าไม้ และเวลายิงปลาก็อย่าลืมหลักการหักเหของแสงด้วย

เวลาว่าง ๆ ลองหาโอกาสยิงไอ้คนที่ถือปืนคอยจ่อหัวเราด้วย

อย่างน้อยขอให้อาจารย์ Np ได้ปลามากินนะครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน22080 ครั้ง - ดาว 892 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 6 ก.พ. 2547 (12:08)
ยอดเยี่ยมเลยครับ อ.นิรันดร์

พลังงานศักย์ เมื่อโก่งธนู

พลังงานจลน์ เมื่อยิงออกไป

การหักเหของแสง เมื่อเล็งที่ตัวปลา



นอกจากนี้ยังใช้หลัการของสมเด็จพระนเรศวร ที่สะสมอาวุธไว้เพื่อสู้กับเขมร พอได้ทีก็สู้กับพม่าเสียเลย
Np (IP:203.144.143.250,202.133.187.145,)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม