การกินตัวเองของเซลล์นั้นกระตุ้นโรคตับอ่อนอักเสบได้

เพื่อจะให้รอดพ้นจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก บางครั้งเซลล์ก็จะหันไปใช้รูปแบบของการบริโภคตัวเองที่เรียกว่า autophagy แต่อย่างที่ Hashimoto et al. ได้เปิดเผยนั้น autophagy สามารถมีด้านลบโดยการทำลายตับอ่อนโดยการทำให้เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยนั้นทำงานก่อนกำหนด

ใน autophagy นั้น เวซิเคิลจะกลืนส่วนหนึ่งของไซโตพลาสซึมและส่งมันข้ามฟากไปยังไลโซโซมเพื่อทำการย่อย ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมักจะเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่นการทำให้เซลล์ที่หิวโหยสามารถนำโมเลกุลกลับมาใช้ใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้ค้นพบก่อนหน้านี้ในหนูที่มีโรคตับอ่อนอักเสบนั้น ระดับของ autophagy ในเซลล์ตับอ่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


โรคตับอ่อนอักเสบนั้นเกิดขึ้นเวลาที่เอนไซม์ trypsin ย่อยสลายในเซลล์จากด้านใน ซึ่งโดยปกติแล้ว เซลล์ตับอ่อนจะทำตัวเป็นรูปร่างและปล่อยออกมาในรูป trypsin ที่ไม่สามารถทำงานได้ เรียกว่า trypsinogen ซึ่งจะคงสภาพไม่มีปฏิกริยาโต้ตอบไว้จนกระทั่งมันไปถึงลำไส้เล็ก แต่ถ้ามันไปกลายเป็น trypsin ก่อนที่จะถึงลำไส้เล็ก มันสามารถสร้างความเสียหายหรือฆ่าเซลล์ตับอ่อนได้

Hashimoto et al. ได้ทดสอบว่า autophagy นั้นกระตุ่นการทำงานก่อนเวลาอันควรนี้หรือไม่โดยการส่ง trypsinogen ไปยัง ไลโซโซม ที่เอนไซม์จะสั่งให้มันทำงาน , นักวิจัยได้ฉีดสารประกอบเซรูลีนให้แก่หนูซึ่งจะไปกระตุ้นโรคตับอ่อนอักเสบ ซึ่งสัตว์ที่ถูกควบคุมไว้นั้นจะทรมานจากความเสียหายรุนแรงแก่อวัยวะซึ่งซ่อนเซลล์ที่เสื่อมสภาพไว้จำนวนมาก แต่หนูที่ขาดยีนที่จำเป็นต่อ autophagy นั้นแสดงให้เห็นถึงการเกือบไม่มีอาการใดๆเลย


เพื่อจะวัดว่า autophagy กระตุ้นการทำงานของ trypsiogen หรือไม่นั้น ทีมวิจัยได้ให้่ยาเซลล์ตับอ่อนของหนูทั้งสองชนิดกับเซรูลีน เซลล์จากหนูที่มีความบกพร่องในเรื่อง autophagy นั้นเกิดการเริ่มการทำงานของ trypsinogen น้อยกว่าเซลล์จากสัตว์ที่ถูกควบคุมไว้อยู่มาก

ในหนูที่สามารถจะเกิด autophagy ได้นั้น การฉีดเซรูลีนจะเหนี่ยวนำระดับของการทำงานของ trypsin ที่สูงกว่ามากในเนื้อเยื่อของตับอ่อนมากกว่าการฉีดสาร saline, เป็นการพิสูจน์ว่า autophagy นั้นเปิดการทำงานของ enzyme ดังกล่าวจริง ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวคืองานแรกที่แสดงให้เห็นว่า autophagy นั้นสามารถทำให้เกิดโรคได้

ในขั้นตอนต่อไป นักวิจัยกล่าวว่าพวกเขากำลังวัดว่าอะไรจะเหนี่ยวนำให้เซลล์ของตับอ่อนนั้นเริ่มกัดกินตัวของมันเอง







ที่มา
http://www.sciencedaily.com/releases/2008/06/080630090833.htm

30 มิ.ย. 2551 23:12
0 ความเห็น
1020082 อ่าน
No results found.

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น