ความเห็น 1 23 ก.ย. 2550 (06:16) หลักอะไรต่อมิอะไร เยอะแยะไปหมด ล้วนแล้วแต่ถูกต้อง เถียงไม่ได้ในหลักการทั้งสิ้น เราสามารถหาอ่านได้ ศึกษาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพียงแค่ปลายนิ้วคลิก คนทั้งหลายรู้ แต่มีที่ตระหนักจริง ๆ สักเท่าไร หน้าที่ของครู คือการสอน การจัดบรรยากาศ ออกแบบ กระบวนการสอน การเรียน การศึกษา สังเกต ค้นคว้าทดลองว่า ที่เราสอนอย่างนี้ เกิดปัญหาอย่างนี้ เราจะแก้ไขอย่างไรในคราวหน้า สอนไปแล้ว นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างไร ได้อะไรไปเท่าไร
คนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เราจะทำอย่างไร นักเรียนคนใดในห้องเรียนที่เก่ง ที่ ดี ที่มีความสุข ที่มีความทุกข์ ที่คิดเก่ง ที่คิดไม่เป็น ฯลฯ นี่เป็นหน้าที่ของครูทั้งนั้น ที่เรามาเรียนสายครูโดยตรง เพราะ ประโยคของใครก็ไม่รู้ที่ว่า ครูก็เหมือนแพทย์ ที่ช่วยชีวิตคนไข้ อาชีพครูเป็นprofessional เป็นอาชีพที่สูงส่ง จึงเข้ามาเรียน ตั้งใจมา ไม่ใช่ว่าเรียนอะไรไม่ได้แล้วจึงมา
เป็นครู แต่พอเอาเข้าจริง หนักกว่าแพทย์ เพราะแพทย์นั้น เขาไม่ต้องล้างเครื่องมือ ไม่ต้องเตรียนมเครื่องมือ เขาแค่ทดลอง คิด วิเคราะห์ว่าจะรักษาคนไข้อย่างไร หน้าที่อื่น ๆ เป็นของพยาบาล แต่อาชีพครู ต้องรักษา(แก้ไข/พัฒนา)นักเรียน ภาระงานทุกอย่างตกที่ครูทั้งหมด
ตั้งแต่เตรียมการสอน อบรมนักเรียน เก็บขยะ ปัดกวาดห้องพัก แบกของ(สมุดนักเรียนไปขึ้นรถ) ตรวจงานที่บ้าน เพราะที่โรงเรียนสอนตลอด ยกเว้นเวลากินข้าว ทำงานให้โรงเรียน
เช่นการประกันคุณภาพ การควบคุมภายใน งานที่หน่วยเหนือจะเข้ามาดู ทำpower point เพื่อเสนองานของโรงเรียน ทำงานเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง (บ้างเล็กน้อย นอกเวลาราชการ)
เป้นที่ปรึกษานักเรียน ทำแผลนักเรียน โทร.คุยกับผู้ปกครองเวลานักเรียนขาดเรียน แก้ปัญหาทุกเรื่อง เป็นกระบอกเสียงของเพื่อนครูในเรื่องคับข้องใจ เสนอโครงการใหม่ ๆ
ตรวจข้อสอบตนเอง ตัดเกรด เตรียมรับเด้กใหม่เข้ามา คอยประสานชุมชน ผู้ปกครอง
ออกไปประชุมนอกโรงเรียน กลับมาสอนชดเชยนักเรียน ทำเอกสารให้เด้กที่ขาดเรียน
เรียกเด็กมาคุย (บางทีเด็กขอคุย) ไม่เคยคิดว่าอาชีพครูจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้ แต่ที่อยู่กันได้ ก็ มีความสุขนะ เพราะคิดว่า แม้กระทั้งองค์พระประมุขของชาติเองก็ยังทรงเหน็ดเหนื่อย แล้วเราจะสบายได้อย่างไร ยังจำข้อความที่เป็นPower Point ได้ตอนหนึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ว่า ถ้ามีใครมาถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง ให้เราตอบว่า สบายมาก
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ เราสบายมาก
ความเห็น 2 22 พ.ย. 2552 (16:41) สิ่งที่เขียนไว้นี้ เป็นขั้นตอนต่อไป โดยละเลยขั้นพื้นฐาน นักจิตวิทยาหรือแม้แต่แพทย์สมัยปัจจุบัน ท่านยังแนะนำให้ดูแลทารกตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ ฟังเพลงคลาสสิก ว่าจะกล่อมเกลาอารมณ์ของเด็ก ตอนกำเนิดมาแล้วได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมรู้สึกว่าเราละเลย เรื่องของภาษากันไป มหาวิทยาลัยในอังกฤษ เคยเสนอเรื่องการสอนภาษามือให้แก่เด็กเล็ก ก่อนสอนการสอนพูดเสียด้วยซ้ำ ในพืช ในสัตว์ ชาวชนบทมักพูดว่า มะม่วงสอนเป็น ไก่สอนขัน น่าจะมีการวิจัยค้นคว้ากันบ้าง คำไทยเก่าๆ มักมีเหตุผลซ่อนไว้ สรุปว่าควรเอาใจใส่เรื่องภาษาให้สื่อสารสื่อความกับตนเองและผู้อื่นให้ถูกต้องก่อน เป็นดีที่สุด แม้ทางพระยังว่า อเสวนา จ พาลนัง หรือ อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตร พึงระวังวาจา และอื่นๆอีก เพราะฉะนั้นจงสนใจเรื่องภาษาเป็นอันดับต้นๆ เราเป็นคนไทย เราต้องรู้เรื่องภาษาไทยให้แตกฉาน สมคำว่า เกิดเป็นไทยชาวสยามตามวิสัย หนังสือไทยไม่รู้ดูบัดสี ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี เป็นผู้ดีก็จะด้อยเสื่อมถอยยศ เรื่องภาษาไทยคือหัวใจของความเป็นชาติไทย ครับผม