หากคุณชอบสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าฝ้าย (cotton) ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ คนก็ชอบ แต่ธรรมชาติอาจไม่ได้ชอบฝ้ายเช่นเดียวกับเรา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ในทุกๆ ปีจะมีการผลิตฝ้ายถึง 20 ล้านตัน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แม้ฝ้ายจะไม่ได้เป็นพืชอุตสาหกรรมที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก แต่ฝ้ายก็เป็นพืชที่ทำประโยชน์ได้อย่างดีเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นการผลิตฝ้ายก็ใช้ทรัพยากรการผลิตที่สิ้นเปลืองไม่น้อยไปกว่ากัน

น้ำถึง 20,000 ลิตรต้องเสียไปในการผลิตฝ้ายเพียงแค่ 1 กิโลกรัม หากเปรียบเทียบกับการใช้น้ำของคนอเมริกันแล้ว โดยเฉลี่ย ประชากรชาวอเมริกันจะใช้น้ำเพื่อดื่มกินประมาณ 214 ลิตร/ปี เท่านั้น นั่นหมายความว่า เราจะสามารถมีน้ำไว้ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตได้ถึง 90 ปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ในกระบวนการทางการเกษตรยังมีปัญหาในเรื่องของสารเคมีจากยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งน้ำเสียที่ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่ทำลายระบบนิเวศน์อีกด้วย

นอกจากนี้ เสื้อผ้าแฟชั่นส่วนใหญ่ที่อาศัยฝ้ายในการถักทอยังนำไปสู่ปัญหาการปลูกพืชระบบเดียว (monocropping) ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน และยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกร เนื่องด้วยฝ้ายที่เกษตรกรปลูกนั้นเป็นฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรมที่มีการดูแลรักษาที่ยุ่งยาก จึงทำให้เกษตรกรมีต้นทุนในการผลิตสูง และนั่นเป็นเหตุให้เกษตรกรกว่า 270,000 คนในอินเดียคิดฆ่าตัวตายหลังจากที่ไม่สามารถจัดการกับหนี้สินได้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาจากการผลิตฝ้ายเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นทำร้ายทั้งสิ่งแวดล้อมและตัวเกษตรกรไม่น้อย แต่ดูเหมือนการใช้พืชเส้นใยธรรมชาติอย่างเส้นใยกัญชงจะเป็นหนึ่งตัวเลือกที่ดีในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้


ทำความรู้จักเส้นใยกัญชง

ชื่อกัญชง หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู จึงอาจสับสนและเข้าใจผิดว่ามันเป็นกัญชา แต่ความจริงแล้วพืชทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกัน

กัญชง/Photo from: leafly.com

กัญชง (Hemp) และกัญชา (marijuana) เป็นพืชในตระกูลตระกูลแคนนาบิส (cannabis) จากสายพันธุ์เดียวกันคือ Cannabis Sativa L. ซึ่งหากต้องการแยกลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันนั้นจะแยกกันได้ค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถแยกได้ในส่วนของใบและลำต้นของกัญชงที่จะเรียวเล็กกว่ากัญชา และสำหรับส่วนที่แตกต่างกันชัดเจนจะเป็นในเรื่องของวัตถุประสงค์ในการปลูก และปริมาณสารเคมี โดยกัญชงและกัญชาจะมีความต่างกันที่ปริมาณของสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ซึ่งเป็นสารเคมีออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ในกัญชงจะมีปริมาณที่น้อยกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับกัญชา

สถานะทางกฎหมายในตอนนี้ ทั้งในสหรัฐฯ และในประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยยังจัดให้กัญชงเป็นยาเสพติด แต่อย่างไรก็ตามกัญชงสามารถปลูกได้ในพื้นที่อื่นๆ มากกว่า 30 ประเทศ อย่างเช่น ในปี 2011 จีนเป็นประเทศที่มีการผลิต
กัญชงมากที่สุด ตามมาด้วยประเทศชิลี และสหภาพยุโรป ทั้งนี้การผลิตกัญชงในแคนนาดายังมีการขยายตัวที่สูงขึ้นในปี 2013 (การปลูกกัญชงจะมีการกำหนดให้มีปริมาณ THC อยู่ที่ 0.3% เท่านั้น)

เสื้อผ้าจากเส้นใยกัญชง/Photo from:fsladiesblog.wordpress.com

แม้จะเป็นพืชที่ให้สารเคมีออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แต่กัญชงมีประโยชน์ในเรื่องของพืชที่ให้เส้นใยธรรมชาติด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจไม่น้อย เนื่องด้วยเส้นใยกัญชงเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพมาก สามารถทนต่อแสง UV ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เป็นเส้นใยที่มีความแข็งแรงทนทาน และด้วยเส้นใยที่มีลักษณะเป็นรูพรุน จึงทำให้สามารถดูดซับน้ำได้ดี ติดสีย้อมและช่วยให้สีย้อมนั้นอยู่ได้นาน ทั้งยังสามารถระบายอากาศได้ดีในสภาพอากาศร้อนอีกด้วย

นอกจากนี้กัญชงยังเจริญเติบโตได้ในสภาพภูมิประเทศของอินเดีย ลองจินตนาการถึงความเป็นไปได้หากสามารถปลูกพืชชนิดนี้แทนฝ้ายได้ นั่นอาจจะช่วยทั้งสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่และชีวิตของเกษตรกรได้มากขึ้นไม่น้อย

ความต้องการเส้นใยธรรมชาติ และการผลักดันให้กัญชงกลายเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ทำให้
แบรนด์ดังต่าง ๆ มีแนวคิดที่จะผลิตสินค้าแบบ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เกิดขึ้นอาทิ เช่น stella McCartney และ Levi’s ที่นำเอาเส้นใยกัญชงเข้ามาใช้ประโยชน์ในสายงานการผลิตเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งผลกระทบในด้านต่างๆ ของการใช้ฝ้าย
ทำให้กัญชงเริ่มเป็นทางเลือกหนึ่งในด้านการผลิตเครื่องแต่งกายมากขึ้น แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายการลดปัญหาจากยาเสพติด ซึ่งสาเหตุนี้ทำให้ทางอินเดียต้องมีควบคุมการเพาะปลูกและต้องทำการวิจัยเกี่ยวกับกัญชง

สำหรับประเทศไทย กัญชงยังถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 อยู่ ซึ่งการปลูกกัญชงยังต้องได้รับอนุญาตและอยู่ในการควบคุมตามกฎหมายอยู่

หากเส้นใยกัญชงจะได้รับการยอมรับในการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างถูกกฎหมาย กัญชงจะกลายเป็นพืชที่ใช้ทดแทนพืชเส้นใยกระหายน้ำและสารเคมีอย่างฝ้ายได้มาก อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ทรัพยากร รวมทั้งลดค่าใช่จ่ายต่างๆ และยังสามารถช่วยสร้างมูลค่าให้กับตลาดได้ด้วย ที่สำคัญโลกยิ้มได้ เพราะเครื่องแต่งกายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เขียนโดย สกุลรัตน์ แสงศรีจันทร์

ที่มา :

www.huffingtonpost.com/john-converse-townsend/goodbye-cotton-hello- hemp_b_8401262.html
www.leafscience.com/2014/09/16/5-differences-hemp-marijuana/
http://naihc.org/hemp-information/289-hemp-defined
http://narcotic.fda.moph.go.th/welcome/wp-content/uploads/2013/11/public-no-4.pdf
http://ojs.cnr.ncsu.edu/index.php/BioRes/article/view/BioRes_09_2_Khan_Antibacterial_Hemp_Fibre_Review
www.leafly.com/news/cannabis-101/hemp-101-what-is-hemp-whats-it-used-for-and-why-is-it-illegal
http://genomebiology.biomedcentral.com/articles/10.1186/gb-2011-12-10-r102#B1