จากบทความตอนที่ 1 ที่ได้กล่าวถึงว่า STEM คืออะไรและทำไมถึงควรใช้ STEM เพื่อการเปลี่ยนแปลงแนวทางการศึกษาหรือการเรียนรู้ สำหรับตอนที่ 2 นี้จะมุ่งประเด็นถึงกระบวนการและวิธีการตามวิถีของ STEM ซึ่งจะได้ขอแลกเปลี่ยนความคิดและมุมมองจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน โดยในฉบับนี้จะยังคงเน้นที่หลักการที่สำคัญเพื่อจะได้วางหลักไว้ให้มั่นก่อน ส่วนตัวอย่างกิจกรรมต่าง ๆ จะขอยกยอดไว้ในฉบับต่อไป

        ในความคิดเห็นของผู้เขียน การเรียนการสอนตามแนวทางของ STEM ควรเริ่มจาก mindset และ attitude ของครูอาจารย์หรือผู้จัดการเรียนการสอน ทัศนคติที่เป็นพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้แบบ STEM คือการเชื่อว่านักเรียนแต่ละคนไม่เหมือนกันในมิติต่าง ๆ และจุดหมายใหญ่แห่งการเรียนรู้ คือ การเรียนเพื่อให้เข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ ไม่ใช่การเรียนรู้ที่ถูกจำกัดเร่งรัดด้วยตารางเวลาที่ต้องข้ามหัวข้อที่สำคัญเพราะกลัวสอนไม่ทัน ในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์โดยเฉลี่ยในชั้นเรียนครูสามารถสอนครอบคลุมเนื้อหาประมาณ 70-80% เท่านั้นแต่ด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพจึงทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ และเข้าใจเนื้อหาที่เหลือได้จากช่องทางอื่น ๆ การเรียนที่เน้นประสิทธิภาพและสมรรถนะของนักเรียน ไม่ใช่มุ่งที่การทำข้อสอบได้หรือมี output ตามตัวชี้วัด แต่กระบวนการที่นำไปสู่ outcome และผลกระทบทางวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสังคมและชุมชนนั้น ๆ สิ่งเหล่านี้ครูผู้สอนจะต้องตระหนักและเข้าใจ ครูต้องเข้าใจเป้าประสงค์ได้อย่างชัดเจน ต้องเข้าใจวิธีการประเมิน และต้องรู้ว่าจะถามคำถามอะไรและอย่างไร จะออกแบบข้อสอบเพื่อจะถามและพัฒนาเด็กอย่างไร ด้วยวิธีการใด สิ่งเหล่านี้คงจะต้องอาศัยกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพครูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เช่นอย่างต่ำ 3 ปี และระบบพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษา และที่สำคัญมีผู้นำเช่นผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความจริงจังด้านวิชาการและต่อการเรียนการสอน

        ในที่นี้จะขอกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับข้อควรตระหนักสำคัญสำหรับวิธีการจัดการเรียนการสอนตามวิถีแนวทาง STEM ซึ่งประกอบด้วยประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. Selected contents

        การจัดการเรียนรู้ตามวิถี STEM ซึ่งเป็นการบูรณาการศาสตร์ของ 4 สาขา กล่าวคือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ และมีความสามารถในการนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ ดังนั้นในการพัฒนาบทเรียน STEM ผู้สอนควรเริ่มต้นด้วยการกำหนดแนวคิดหลักที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ในการเลือกแนวคิดหลักนั้นจะเลือกจาก ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ทั้งนี้อาจจะพิจารณาจากหลักสูตรเพื่อเป็นแนวทาง นอกจากเลือกแนวคิดหลักที่ต้องการสอนแล้ว จะต้องพิจารณาถึงขอบเขตของเนื้อหาในเชิงของความกว้าง และความลึกที่เหมาะสมกับผู้เรียนทั้งนี้ควรจะสอดคล้องกับหลักสูตรและพัฒนาการทางสมองที่สอดคล้องตามวัยของผู้เรียน ในตอนนี้ ขอยกตัวอย่างการพัฒนาบทเรียน STEM ที่ให้วิทยาศาสตร์เป็นแกนหลัก โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

        ในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM เรื่องสิ่งมีชีวิต ในหัวข้อการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้เขียนออกแบบบริบทของบทเรียนที่กำหนดสถานการณ์ให้ผู้เรียนพิจารณาลักษณะของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต คือ การไปซื้อของที่ตลาดสดกับคุณแม่ โดยกำหนดสถานการณ์ไว้ว่า คุณแม่พานักเรียนไปซื้อของที่ตลาดสดเพื่อมาทำอาหาร แต่คุณแม่มีของหลายอย่างต้องซื้อ คุณแม่เลยวานให้นักเรียนไปช่วยเลือกซื้อปลาสดเพื่อมาทำปลาทอดกระเทียม แต่มีเงื่อนไขว่านักเรียนจะต้องเลือกซื้อปลาที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อที่ว่าคุณแม่จะได้ปลาสด ๆ ไปทำกับข้าว ถ้าปลาไม่สดเมื่อนำไปทอดจะทำให้เนื้อปลาหลุดลอกออกไม่สวยงามและไม่น่ารับประทาน จากบริบทดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนขบคิดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต โดยกำหนดเป็นปัญหาที่ผู้เรียนจะต้องใช้หรือพัฒนาแนวคิดดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาหรือทำตามข้อกำหนดของสถานการณ์ ในที่นี่คือการเลือกซื้อปลาที่ยังมีชีวิตอยู่

2. Real-world or everyday life context

        เนื่องจากในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นการเลือกบริบทที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ บริบทที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงของความรู้นอกห้องเรียนกับความรู้ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ที่จัดขึ้น นอกจากนี้บริบทที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันยังทำให้นักเรียนเห็นถึงประโยชน์ของความรู้ได้อย่างชัดเจน บริบทที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน STEM ควรเป็นบริบทที่เป็นจริง เป็นเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่ใกล้ตัวน่าสนใจ สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้เรียน และเป็นบริบทที่ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นได้ ถึงแม้ว่าบริบทที่ใช้ในการพัฒนาบทเรียนควรเป็นสถานการณ์จริง ในบางครั้งบริบทที่ใช้อาจสอดแทรกหรือออกจากกรอบของความเป็นจริง ในกรณีที่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ผู้เรียนเกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

3. Integrated activity design

        ในหัวข้อที่ผ่านมาผู้เขียนแนะนำให้ผู้อ่านเลือกแนวคิดหลักจากศาสตร์ 1 ศาสตร์มากำหนดบริบทของการเรียนรู้ แต่การจัดการเรียนรู้แบบ STEM เป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์ 4 ศาสตร์ ดังนั้นในขั้นต่อมาผู้พัฒนาบทเรียน STEM ควรคำนึงถึงการเชื่อมโยงศาสตร์ที่เป็นแนวคิดหลักหรือเป็นวัตถุประสงค์หลักของการเรียนรู้กับศาสตร์อื่นอีก 3 ศาสตร์เข้าด้วยกัน แต่การเชื่อมโยงศาสตร์ทั้ง 4 เข้าด้วยกันมีจุดประสงค์เพื่อจะแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่กำหนดให้ ตัวอย่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน คือ การจัดการเรียนรู้แบบ problem-based learning หรือ project-based learning (PBL) แต่สำหรับเด็กเล็ก ๆ กิจกรรมอาจจะอยู่ในรูปแบบ do-It -yourself (DIY) ที่มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายชัดเจนจากสถานการณ์ที่กำหนดในข้อที่ 2 ผู้เรียนจะต้องเลือกซื้อปลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกิจกรรม ในการที่จะบรรลุเป้าหมายของกิจกรรม นักเรียนจำเป็นต้องอาศัยความรู้ในด้านอื่น ๆ ประกอบด้วยการใช้เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์

        กิจกรรมที่ออกแบบไม่จำเป็นต้องยากมากหรือซับซ้อนจนเป็นอุปสรรคในการนำไปปฏิบัติ แต่มีข้อที่ควรตระหนักสำคัญอย่างหนึ่งคือ พยายามอย่าคัดลอกกิจกรรมจากที่อื่นที่ผู้เรียนจำนวนมากอาจจะเคยผ่านกิจกรรมดังกล่าวมาแล้ว หรืออย่างน้อยผู้สอนจะต้องมีการปรับใช้เพื่อให้เกิดมิติหรือมุมมองใหม่ ๆ ที่น่าสนใจและแตกต่างจากเดิม

4. Learner & learning space preparation

        การจัดการเรียนรู้แบบ STEM เป็นการจัดสภาพการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทหนึ่ง ๆ การนำเข้าสู่สถานการณ์ของบทเรียน และการทำให้ผู้เรียนคล้อยตามบริบทนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ผู้จัดการเรียนการสอนสามารถนำผู้เรียนเข้าสู่การเรียนรู้ได้โดยการใช้การ์ตูนเป็นตัวนำเข้า หรือการใช้บทบาทสมมติโดยที่ตัวผู้เรียนมีหน้าที่ที่ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้การจัดสภาวะแวดล้อมของห้องเรียนและสถานที่เรียน (learning space & learning environment) ให้เหมาะสมเป็นอีกปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ การจัดจำลองห้องเรียนให้มีสภาพเหมือนสถานที่จริงสอดคล้องกับบริบทอาจเป็นตัวช่วยให้ผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ตรงประเด็นสอดคล้องกับบริบทที่กำลังศึกษา และนอกจากการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมของห้องเรียนแล้ว การจัดการเรียนแบบ STEM ยังต้องคำนึงถึงการจัดเตรียมสภาวะของผู้เรียนให้มีความคุ้นเคยกับการเรียนเป็นกลุ่มที่นักเรียนช่วยกันพัฒนาความรู้เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา ปัจจัยสุดท้ายคือควรคำนึงถึงความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับการสาธิต (demonstration) หรือการทดลอง (experiments) ที่ผู้สอนสามารถจัดเตรียม และอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างพอเพียงและมีความเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน

        ยกตัวอย่างจากกิจกรรมซื้อของที่ตลาดสด ผู้สอนอาจจัดห้องเรียนโดยจำลองให้มีสภาพเหมือนกับตลาดสด มีแผงขายปลาสด และปลาที่ตายแล้วจริง ๆ และอาจให้ผู้เรียนเล่นบทบาทสมมติ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้บริบทที่สมจริงมากขึ้น

5. Ways to start a great lesson

        ในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM การนำเข้าสู่บทเรียนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงกระตุ้นหรือแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียน นั่นคือการใช้ 5 นาทีแรกในการสร้างความสนใจการอยากมีส่วนร่วมและการอยากติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความคงทนต่อการเรียนรู้ที่ต้องอาศัยความพยายาม ดังนั้น “การจุดประกายความอยากรู้” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน และที่สำคัญจะเป็นการวางเส้นทางที่ทำให้กิจกรรมมีโอกาสเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด กลยุทธ์ที่จะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน เช่น การเปิดโอกาสให้มีการระดมสมอง (brainstorming) โดยใช้กิจกรรมปลายเปิด (open ended activity) หรือการทำนาย (prediction) การใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คลิปวิดีโอ หรือภาพเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจการตั้งคำถาม เป็นต้น สำหรับเด็กเล็กสามารถนำเข้าสู่กิจกรรมได้ผ่านการเล่าการ์ตูน หรือการเล่นบทบาทสมมติ

6. Keep learners engaged

        พยายามให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมให้มากที่สุดในทุก ๆ ขั้นตอนของกิจกรรม โดยใช้การถามคำถามที่ส่งเสริมความคิดเชิงสร้างสรรค์ (creative thinking) หรือการคิดใช้เหตุผลเชิงวิจารณญาณ (critical thinking) ที่ทำให้ผู้เรียนอยากสืบเสาะหาคำตอบ (inquiry based discovery) และกล้าที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวใจหลักคือทำให้ผู้เรียน focus กับสิ่งที่กำลังเรียนรู้และกำลังฟัง (active learning and active listening)

        เทคนิคสำหรับสร้าง engagement มีหลากหลายขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะลักษณะและสภาวะของผู้เรียน เทคนิคง่าย ๆ ที่ผู้สอนสามารถนำไปปฏิบัติได้ เช่น การใช้การเคลื่อนไหวที่เหมาะสมประกอบ (use movement to get learners focused) หรือเมื่อห้องเรียนเกิดเสียงพูดคุยอึกทึกวุ่นวายการให้นักเรียนเขียนตอบคำถามสั้น ๆ หรือเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกจากสิ่งที่เรียนอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง (use quick-writes when you want quiet time and student reflection) และใช้การผสมผสานรูปแบบการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงหรือ “ต่อจุด” แห่งการเรียนรู้ (“link” between new material and something already learned) การขจัดความกลัวที่จะแสดงออกเชิงวิชาการเป็นสิ่งท้าทายสำคัญสำหรับครูผู้สอน สำหรับนักเรียนแต่ละคนที่มีความต่างกัน ความสูงและความหนาของกำแพงที่จะต้องก้าวข้ามเพื่อสู่ความสำเร็จแห่งการเรียนรู้นั้นไม่เท่ากัน ความรับผิดชอบเอาใจใส่ต่อผู้เรียนอย่างเหมาะสมจะเป็นหลักประกันสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์แห่งการเรียนรู้

7. Inquiring mind

        ในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM แม้จะมีบริบทที่ดีมีกลยุทธ์ในการเริ่มต้นกิจกรรมที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าระหว่างทางเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการท่องจำ การจัดการเรียนรู้นั้นถือว่าล้มเหลว การจัดการเรียนรู้แบบ STEM ควรจะยึดมั่นในสปิริตของ inquiring mind ที่กระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงการสร้างความรู้ควรปลูกฝังลักษณะนิสัยของการสืบหาและค้นคว้าความรู้ การยึดการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้เป็นการสอนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการเรียนรู้มากกว่าสอนให้รู้เนื้อหาวิชาเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา “Teaching them how to fish, is better than giving them a fish” ซึ่งแนวทางนี้ผู้เรียนจะได้รับการบ่มเพาะลักษณะนิสัยแห่งการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน

        มีนักการศึกษานำเสนอรูปแบบของการจัดบรรยากาศการเรียนรู้แบบ inquiry อยู่หลากหลาย ในที่นี้ขอยกตัวอย่างมาหนึ่งรูปแบบ คือ 5Es ที่ผู้อ่านสามารถนำไปเป็นแบบในการจัดการศึกษาได้ 5Es ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้

        1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engage)

        2. ขั้นสำรวจและค้นคว้า (Explore)

        3. ขั้นอธิบาย (Explain)

        4. ขั้นขยายความรู้ (Elaborate)

        5. ขั้นประเมิน (Evaluate)

         อย่างไรก็ตามการเรียนรู้แบบ inquiry มิได้เกิดขึ้นเพราะครูผู้สอนทำตามขั้นตอนครบถ้วน แต่เริ่มต้นจากการมี inquiring mind ของครูผู้สอนเองและการสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้แบบนั้นในห้องเรียน

8. Transferable knowledge

        แม้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบ STEM นั้นจะเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ถูกกำหนด แต่สิ่งที่ผู้จัดการเรียนการสอนควรคำนึง คือ ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นนั้นควรเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในบริบทอื่น ๆ ได้ด้วยในกรอบของ 5Es โมเดลในขั้นของการขยายความรู้ นั้นเป็นขั้นที่ทำให้ผู้สอนได้ตระหนักในจุดนี้ กลยุทธ์ที่ผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้และสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับบริบทการเรียนรู้ที่ปูมาตั้งแต่ต้น คือ การให้มีตัวละครอื่นมาขอให้ผู้เรียนเขียนสรุปวิธีการที่ผู้เรียนพัฒนาขึ้นในการแก้ปัญหา เพื่อให้ผู้อื่นสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในกรณีอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไป ซึ่งในการเขียนนั้นผู้เรียนจะต้องกลับมาทบทวนเรียบเรียงตัวองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นให้เป็นกรณีทั่วไป รวมถึงถ่ายทอดเพื่อให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้ในกรณีอื่น ๆ ที่อาจจะแตกต่างจากบริบทที่นักเรียนใช้

        จากบทเรียนเรื่องสิ่งมีชีวิตที่ยกมาเป็นตัวอย่างในส่วนท้ายของกิจกรรมหลังจากที่ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับการแยกแยะสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตภายใต้บริบทของการไปเลือกซื้อปลาสดที่ตลาดแล้ว ผู้เรียนจะต้องทำอีกหนึ่งกิจกรรม คือ การเขียนถ่ายทอดวิธีการที่ผู้เรียนได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้อื่นสามารถนำวิธีดังกล่าวไปใช้กับสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกันได้ ซึ่งในการ์ตูนได้กำหนดให้ผู้เรียนต้องเขียนวิธีการเลือกซื้อปลาที่มีชีวิตให้กับเพื่อนที่จะต้องไปเลือกซื้อกุ้งที่มีชีวิตเพื่อไปทำอาหารให้คุณแม่เช่นเดียวกัน

9. STEM as a 21st century driver

        การใช้แนววิธีของ STEM ควรคำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่าง STEM กับระบบการศึกษาที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนทางด้าน 21st century skills หรือ competencies ข้อตระหนักของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ถึงผลจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ในหลาย ๆ มิติ การแข่งขันที่สูงขึ้นในทุก ๆ ระดับเพื่อเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถทักษะต่าง ๆ อย่างเพียงพอ ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นระบบรองรับและขับเคลื่อนหลักในการข้ามกำแพงแห่งความท้าทายนี้ คำถามสำคัญต่อระบบการศึกษา คือ “จะมีการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อเตรียมผู้เรียนหรือทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ และสมรรถนะที่พร้อมกับการใช้ชีวิตในมิติต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 21” ความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง (self-management) ความสามารถในการเป็นผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลง (change agent) สามารถจัดการความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยงต่าง ๆ (risk management) เหมาะสมสำหรับการเป็นพลเมืองอันพึงประสงค์ในสังคมต่าง ๆ

อ้างอิง : http://www.21stmn.org/

        อนึ่งเมื่อพิจารณาเชื่อมโยงระหว่าง STEM กับ 21st century world จะพบว่ามีการสอดรับกันเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นด้านของ core subjects ซึ่งพบว่า science และ math เป็นศาสตร์พื้นฐานสำคัญ ส่วนศิลปะหรือ art เป็นศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมวิธีคิดและปฏิบัติเชิงสร้างสรรค์ที่เสริมต่อ engineering เป็นอย่างดี ด้าน skills ไม่ว่าด้าน innovation หรือ technology ต่าง ๆ ล้วนแต่สามารถเชื่อมโยงกับ STEM ได้ทั้งสิ้น การคำนึงถึงทักษะการดำเนินชีวิตและการทำงานถือว่าเป็นเป้าสำคัญในการเรียนรู้โดยผ่าน STEM คือ เพื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้

        ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้พัฒนาบทเรียน STEM ควรคำนึงถึงที่ผู้เขียนได้กลั่นกรองจากประสบการณ์ในการพัฒนาแนวทางการเรียนรู้แบบ STEM ในฉบับต่อไป ผู้เขียนจะยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของ STEM ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทความโดย

รศ. ดร. วรรณพงษ์ เตรียมโพธิ์

ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร. อาทร นกแก้ว

อาจารย์ประจำสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล