บุหลันดั้นเมฆ compact

บุหลันดั้นเมฆ compact

นักเขียนหนุ่มใหญ่เลื่องชื่อผู้ใช้ชีวิตกับงานเขียนและวิจารณ์งานเขียนสาบสูญไปยังโลกอื่นซึ่งอีกโลกหนึ่งเป็นวัฒนธรรมที่แปรปรวนและนักเขียนพบว่าตัวเองเป็นผู้ครองแผ่นดิน โปรดติดตาม

ผู้เขียน จตุบทจูไลน์ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

นักเขียนเลื่องชื่อสู่โลกใหม่

ถ้าจะให้นิยาม "ยุคทองของศิลปินสมัยโบราณ"

ทุกคนต้องนึกย้อนไปสมัยรัชกาลที่สองซึ่งพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านศิลปะการประพันธ์ ท่านสุนทรภู่ท่านเกิดในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านไปเป็นวัยที่เข้ารับอาลักษณ์ราชสำนักของพระพุทเลิศหล้านภาลัยซึ่งท่านรัชกาลทีสองทรงโปรดปรานเช็กสเปียร์เมืองไทยหรือพระศรีสุนทรโวหาร(สุนทรภู่)มาก

จะมีชาวไทยผู้เก่งกาจเรื่องการประพันธ์แจ้งเกิดสู่สายตาประชาชนอีกหรือไม่

ข้าพเจ้าอ่านหนังสือสารคดีเกี่ยวกับประวัติวรรณกรรม ประวัติศิลปินผู้ฤาชา ในยุคที่ผ่านไปในอดีต พวกเขาก็ไม่ได้มีชีวิตจวบจนปัจจุบัน และลูกหลานตระกูลศิลปินบางตระกูลไม่ใช่ผู้ทำงานศิลปินแบบต้นตระกูล นามสกุลไทยเกิดครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ห้าข้าพเจ้่าพอจะศึกษามาบ้าง แล้วตระกูลท่านสุนทรภู่ก็ไม่ปรากฏเพราะท่านอยู่ไม่ถึงช่วงปฏิวัติบ้านเมือง ที่เหลือนั้นยังทรงคุณค่า นั่นคือบทประพันธ์

ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ใช่มนุษย์ที่จุติในสมัยก่อน แต่ข้าพเจ้าเป็นนักเขียนวัยหนุ่มใหญ่ ตอนนี้งานออกทีวีวิจารณ์วรรณกรรมที่เลื่องชื่อลือนาม ข้าพเจ้าวิจารณ์ไปตามที่ได้เห็นได้อ่าน ก็เท่านั้น งานข้าพเจ้าก็ยังมอบให้คณะกรรมการท่านอื่น เขาก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ ถ้ารู้แบบนี้ช้าพเจ้าไม่เป็นคณะกรรมการวิจารณ์อย่างเอาความคิดส่วนตัว ยอมรับแต่ส่วนรวมประชาธิปไตยดีที่สุด หรือถ้างานเขียนมันเป็นสังคมนิยม ก็จะมีแต่แนวงานเขียนแค่แนวเดียว จะไม่สนุกแล้วถ้างั้น

การที่ช้าพเจ้าทำงานเขียนเพราะชอบที่จะอ่านและเขียนจินตนาการเท่าที่จินตการออกมาได้ ความคิดเห็นผู้อื่นสำคัญต่อการทำงานของข้าพเจ้ามาก เป็นแรงผลักดันให้ข้าพเจ้าพัฒนาฝีไม้ฝีมืออย่างจริงจัง จนกระทั่งงานเขียนของข้าพเจ้าตอนนั้นวัยหนุ่มสักสามสิบได้รับการตอบรับว่า ดีงาม ดีเลิศ ประเสริฐศรี ขอบคุณนักอ่านที่ให้การตอบรับ ขอบคุณจริงๆ

ทุกวันนี้ข้าพเจ้าอยู่กับงานที่ข้าพเจ้ารักและให้ความเคารพ ศรัทธาต่อปราชญ์ในอดีต ข้าพเจ้าไม่ใช่คนยุคเก่า แต่ตอนนี้มีอายุก็ใช้ชีวิตอยู่กับทรัพย์สืนที่รับมาจากการขายหนังสือได้สิบล้านกว่าเล่ม ในทางบุญนั้นก็นำเงินบริจาคให้กับสถาบัน มูลนิธิ ตูนบอดี้แสลมสักล้านนึง และผลตอบแทนไม่มีอะไรนอกจากชีวิตที่เป็นสุข

ขอบคุณประเทศไทยที่มีข้าพเจ้าเป็นผู้ประศาสน์นิสัยรักการอ่าน ขอบคุณนักเขียนวัยหนุ่มดร.ปอปสร้างผลงานมาให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าวัยหนุ่มใหญ่ใกล้ผู้มีอายุจินตนาการไปกับวรรณกรรม ขอบคุณ เจ เค โรวล์ลิงสำหรับวรรณกรรมชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์จุดประกายให้ข้าพเจ้ามีไฟในชีวิต ข้าพเจ้ากลับมาหนุ่มอีกครั้งเพราะวรรณกรรมดีดีมีให้อ่าน

และข้าพเจ้าก็มีทรัพย์สินไว้ซื้อหนังสือ มันคือการพักผ่อนที่ดี

เมื่อเรื่องของข้าพเจ้าเล่ามาถึงจุดนี้ ขอแนะนำตัว ข้าพเจ้า นาย วิชัย นามสกุล บุหงามาริสา ในวัยหนุ่มใหญ่ มีความสุขที่ได้เผยแพร่งานสู่สายตาผู้อ่านนับล้าน

ตกดึกคืนหนึ่ง ออ ข้าพเจ้าแต่งงานมีลูกสาว ตอนนี้ศรีภรรยากับธิดาของข้าพเจ้าเข้านอนไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน จีนเตี๊ยะ จีนตูบ ห้องของข้าพเจ้าอยู่ชั้นสอง โต๊ะทำงานตั้งไว้ข้างเตียงนอน ข้าพเจ้าก็นั่งตรวจเอกสารของงานเขียนวัยรุ่น เพราะเขาส่งมาให้ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนเอาไปวิจารณ์ทางรายการโทรทัศน์

เรื่องสายตาข้าพเจ้า บางทีแล้วไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ที่จะอธิบายว่า ทำไมข้าพเจ้าเอาแว่นออกแล้วค่อยเพ่งอักษรใกล้ๆ แต่ข้าพเจ้ามองอักษรไกลไปก็ไม่ชัดก็ต้องสวมแว่น อาการแบบนี้เกิดมาแล้วแค่หนึ่งในแสนคน ทำไมถึงเป็นข้าพเจ้าล่ะ จักษุแพทย์คนใดที่เชี่ยวชาญจริงจะต้องวิจัยมัน

ข้าพเจ้าโทรถามประชาสัมพันธ์ของสถานีว่าข้าพเจ้าตรวจสอบงานเขียนนี้แล้วพบว่า ไม่มีที่ติแต่อย่างใด สมควรจัดพิมพ์และทำนายยอดขายว่าจะพิมพ์ซ้ำมากกว่าสิบรอบ ข้าพเจ้าปรึกษาได้นะ ว่าจำนวนเล่มที่พิมพ์ครั้งแรกจะออกวางตลาดเท่าไหร่ก่อนจะขาดตลาดและพิมพ์ต่อเนื่องกันอีก

สามวันผ่านไป วรรณกรรมที่ข้าพเจ้าตรวจสอบให้ ข้าพเจ้าวิาจารณ์ออกรายการโทรทัศน์ว่า "พูดความจริง คือ ยอดเยี่ยม" หนังสือของวัยรุ่นคนนี้กลายเป็นหนังสือขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียวเชียว ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียว ข้าพเจ้าเป็นเป็นคณะกรรมการตัวแทนที่มอบกระดานรางวัลให้นักเขียนหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จรับเงินมูลค่าห้าแสนบาท

เมื่อกลับจากที่ทำงาน แถวหมู่บ้านสวนองุ่นชัยรักษ์ของข้าพเจ้าก็พบเจอนักเขียนหนุ่มผู้นั้น มาเฝ้ายืนอยู่หน้าบ้าน ก็เกิดสงสัยว่าต้องการอะไรหรือเปล่า ชายหนุ่มก็เรียกชื่อข้าพเจ้าสนทนาเรื่องบางอย่าง

"ป๋าวิชัยครับ ผมมีอะไรจะสารภาพ"

"มีอะไรรึพ่อหนุ่มถ้าเรื่องกระแสตอบรับของเธอน่ะ ดีจริงๆนะ"

"ผมไม่มีตัวตนหรอกครับ" ชายหนุ่มหายใจเร็ว และพยายามที่จะเปร่งวาจา "ผมเกิดมาเพื่อรับคุณวิชัยกลับไปอดีต คุณวิชัย คุณพ่อ พ่อครับครอบครัวรออยู่"

ป๋าวิชัยสติหมุนคว้าง นี่เป็นคนเสียสติไปแล้วกับการจินตนาการทำงานวรรณกรรม "เธอจะบ้าเหรอ ฉันไม่ใช่คนที่รู้จักมักคุ้นเคยอะไรกับเธอด้วยเลย"

"ช่วยกลับไปเข้าวังเป็นผู้ครองแผ่นดินด้วยครับคุณพ่อ" เด็กหนุ่มเอ่ยเสร็จร่างกายรีบคว้าต้นแขนนักเขียน ป๋าวิชัยพยายามออกแรงสะบัดให้พ้นจากตัว

"นี่เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไงนักเขียนหนุ่ม ....." ปึก สติป๋าวิชัยมืดลง จากการที่ท้ายทอยกระทบกับของแข็ง ร่างท้วมล้มคะมำกับถนนซีเมนต์ตรานกแก้ว ชายหนุ่มประหลาดในชุดไทยโบราณคือ ชุดราชประแตนผู้ถือไม้ซุงที่ดูเหมือนย่อขนาดให้เล็กลงพอเหมาะกับการแบกหาม นักเขียนหนุ่มแปลงร่างเป็นคนไร้เสื้อนุ่งไทยโบราณ "ต้องพาคุณหลวงกลับไปที่วัง เพื่อสานต่อการปกครองของแผ่นดิน"

"แต่ดูเหมือนคุณหลวงจะไม่มีอาการที่จะรู้เลยว่าตนเป็นคนยุคไหน" สหายนักเขียนหนุ่มเปรยถึงความรู้สึกของป๋าวิชัย

ทั้งสองคนร่วมกันแบกหามร่างป๋าวิชัย แว่นตาเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจที่มันหล่นจากใบหน้าสู่ถนนปูน ยามนี้ท้องฟ้าสีครามเป็นสีน้ำเงิน ดวงแขกลมๆ เห็นเมฆมืดครึ้มที่ลอยอยู่ะหว่างเส้นทางของแสงจันทร์

การย้อนเวลากลับไปของคุณหลวงผู้ยิ่งใหญ่ หรือวิชัยนักเขียนหนุ่มใหญ่ผู้เลื่องชื่อ ต่อไปจะเป็นยุคเก่าที่ป๋าวิชัยต้องเผชิญ

พวกเขาฝ่าอุโมงค์มิติ มันเกิดขึ้นที่ใดไม่มีใครรู้แน่ แต่บอกได้ว่าในหมู่บ้านสวนองุ่นชัยรักษ์ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ป๋าวิชัยที่หายไป เหลือแต่แว่นตาที่หล่นไว้เป็นสมบัติที่ระลึกของหมู่บ้าน

"ประกาศ ประกาศครับ นักเขียนผู้เลื่องชื่อสาบสูญไป ครอบครัวทางบ้านแจ้งมาว่าเหลือแต่แว่นตา"

"แล้วทางฝ่ายเจ้าหนุ่มล่ะ"

"ไม่พบข้อมูลวงศ์ตระกูลนักเขียนหนุ่มครับ เหมือนไม่ใช้บุคคลชาวไทย อาจจะไม่มีตัวตนจริงๆแบบผีสางวิญญาณอะไรประมาณนี้แหละ"

ข่าวได้แพร่สะพัดไปทั่วทิศ นักเขียนหนุ่มใหญ่หายสาบสูญไปพร้อมกับนักเขียนหนุ่มไร้ที่กำเนิด

ขณะนี้เวลาเช้า ตรงกับเวลาเช้าอีกโลก

พระราชวังหินอ่อนสีขาว ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านทรงไทย ถ้านับว่านี่คือประเทศใหม่ ก็จะไม่มีข้อมูลของประเทศนี้ในยุคปัจจุบัน ยุคโบราณแห่งนี้ ผู้คนแต่งชุดไทยโบราณ มีชาวจีนแมนจูอาศัย มีอะไรมากมายกว่านี้ คือวัฒนธรรมที่เรียกว่าโลกแคบ นี่ไม่ใช่ไทยแท้ และไม่ใช่จีนอย่างถ่องแท้อีกด้วย

แผ่นดินอะไรหนอ

ฮ่องเต้ซันเถาเสด็จมาพระราชวังหินอ่อนมาถวายบังคมที่หน้าประตูที่ยังปิดสนิท ในห้องส่วนตัวของหลวงไทยหรือป๋าวิชัย สาวไทยสามคนคอยดูแลร่างที่นอนหลับอยู่ ร่างนอนหงายบนฟูกขาวดุจหิมะ ตรงหัวเตียงมีตู้ไม้ใส่ของจิปาถะ

ในห้วงภวังค์แห่งความฝัน ป๋าวิชัยอยู่ในห้องส่วนตัวตอนกลางดึก กำลังตรวจเอกสารที่เขาสั่งให้ตรวจสอบทุกใบ แต่ขณะนั้น ประตูห้องส่วนตัว เปิดผางเร็วปานปรอท ศรีภรรยากับธิดาในชุดสไบจักรพรรดิ นัยน์ตาเย็นชาแต่มันเป็นสีแดงเลือด ศรีภรรยาดึงดาบเล่มยาวออกจากฝักข้างตัว ถ้าไม่มาส่งเสียงสะกิตเตือนป๋าวิชัยคงรู้ว่าป๋าวิชัยต้องเสียโลหิตพุ่ง

"เฮ้ย เธอ ทั้งคูน่ะ อะ อะไะรน่ะ "

ป๋าวิชัยถอยกรูไปใกล้หน้าต่าง หันไปปลดกลอนและเปิดหน้าต่าง ความเย็นของลมข้างนอกโชยกระทบสีหน้าอย่างไรก็ต้องรีบหนีออกมา แต่บนหลังคานั้นเหมือนจะสูงเกินที่ป๋าวิชัยจะกระโดดลงหนีไปได้

ใช่ ป๋าวิชัยเสี่ยงกระโดดลงไป นักเขียนหนุ่มกับชายปริศนาที่ริมทางหน้าบ้านรออยู่แล้วก็ใช้ท่อนซุงขนาดพอเหมาะตีไปยังท้ายทอย ความเจ็บปวดนั้นต้องร้องส่งเสียง

ส่งเสียงว่า " จ๊ากกกก "

สาวไทยสามคนรีบเข้าจับร่างคุณหลวงที่จู่ๆก็ลุกขึ้นมาส่งเสียงร้อง "ท่านคะ ท่านรู้สึกตัวแล้ว "

"หืม"

ป๋าวิชัยรู้สึกได้สติ แต่ภาพที่ได้เห็นเหมือนจะทำให้ป๋าแกสับสนอยู่ มองไปรอบๆห้องและมองร่างกายของตน ประหลาดแปลกพิกลกับชุดหญิงไทยนุ่งสดสีน้ำตาลอ่อน สายตาเหมือนไม่มีปัญหาอะไร

"แล้วทำไมเสื้อผ้าเป็นของสตรีเพศ นี่ข้าพเจ้ามาอยู่ที่ไหน"

"คุณหลวงศศินคะ คุณหลวงเป็นผู้ปกครองแผ่นดินที่สืบตำแหน่งจากรุ่นสู่รุ่่นนะคะ เห็นดูคุณแปลกมนุษย์ไป"

"แล้วพวกเธอทำอะไรแปลกๆที่ให้ข้าพเจ้าใส่ชุดสตรีได้ยังไง"

ความชุลมุนในห้องนั้น ชายหนุ่มไร้เสื้อกับชุดกางเกงโบราณที่มัดเข้าอย่างเรียบร้อยเปิดประตูเข้ามา

"คุณหลวงครับ ฮ่องเต้ซันเถามาถวายบังคมต่อท่านพระย่ะค่ะ"

เมื่อป๋าวิชัยควบคุมสติได้ เขาเห็นสิ่งรอบกายเป็นโลกใหม่ แต่ความทรงจำในโลกก่อนยังไม่ได้ลบหายไปจากสมอง ป๋าวิชัยเดินออกจากห้องส่วนตัวด้วยชุดสตรีโบราณ

ฮ่องเต้ซันเถาสรวลเสเฮฮาออมาก พยายามข่มอารมณ์ก็ข่มไม่มิดอีกแล้ว

และวันนั้นของคุณหลวงศศิน ขอสั่งให้นางหญิงไทยและข้าราชบริพารออกไปเตรียมปรับปรุงพระราชวังหินอ่อน ตัวคุณหลวงศศินหรือป๋าวิชัยศึกษาประวัติจากกระดาษโบราณที่บันทึกถึงวัฒนธรรมแปรปรวนของโลกที่สอง ในภาษาอังกฤษ

"กราบทูลเข้าเฝ้าค่ะ"

"เข้ามาได้" ป๋าวิชัยตอบไปขณะที่นั่งพิจารณาข้อมูลจากกระดาษโบราณหลายร้อยแผ่น

หญิงสาวไทยได้รับการต้อนรับจากป๋าวิชัย หล่อนถือขันน้ำที่ใส่น้ำดื่มและมีมะลิลอยให้น้ำมีกลิ่นหอม "ดิฉันได้รับคำสั่งการเฝ้าคุณหลวงศศินว่า คุณหลวงศศินจะปรับสภาพจิตใจให้พร้อมต่อความเป็นผู้ปกครองของแผ่นดิน"

ป๋าวิชัยดื่มน้ำแล้วอารมณ์ค่อยๆผ่อนคลาย "มะลิในนี้หอมดีนะ มีเรื่องเล่าอะไรสนุกๆบ้างไหม"

"ก็มีชาวบ้านที่เป็นนักปราชญ์ท่านหนึ่งมีผลงานที่จะเล่าให้ทุกคน อยู่แถวหมู่บ้านใกล้พระราชวังหินอ่อนนี้ค่ะ ท่านจะออกไปตรวจตราเดี๋ยวนี้เลยไหมคะ"

"ถ้างั้นข้าก็คงขอออกไปรับฟังปราชญ์ท่านนั้น"

"เชิญทางนี้ค่ะ" หญิงไทยโบราณลุกขึ้นยืนและเดินนำคุณหลวงศศินออกจากประตู ที่ประตูมีธรณีที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องไม่เหยียบย่ำ ทางลงบันไดสีขาวไปสู่พื้นที่ปูด้วยพรมสีเลือดหมูมีขอบสีม่วงทาบยาวตรง ป๋าวิชัยรู้สึกว่าตัวเองกลับมาหนุ่มขึ้นกว่าเดิม ทั้งสองฝั่งมีงานไม้สลักเป็นรูปกวางกับธรรมจักร ซึ่งอาจจะเป็นสัญลักษณ์ประจำพระราชวังหลังนี้ เมื่อฝ่าประตูยักษ์ประจำพระราชวัง ก็มาถึงทางลงที่มีบริเวณกำแพงปูน ปูนวาดลวดลายหลายรูปแบบทั้งสงครามกรีก โรมัน วรรณคดีรามเกียรติ์ อาราฮาบากิของญี่ปุ่น ซึ่งป๋าวิชัยรู้สึกวิงเวียนศีรษะที่เห็นสิ่งเหล่านั้น

เรือนไทยหลังหนึ่ง ประกอบด้วยเด็กทารกที่เป็นแฝดผิดปกติเหมือนหัวใจจะใช้ร่วมกัน ป๋าวิชัยรู้ว่าถ้าเป็นกรณีนี้อาจจะอยู่ไม่นาน ในเรือนไทยมีครอบครัวพ่อแม่ลูกชายและแฝดหญิง และนักปราชญ์ผู้เป็นคนมีอายุที่เส้นผมเริ่มเป็นสีเทา ผิวหนังมีรอยคนสูงอายุเล็กน้อย นั่งอยู่ที่เก้าอี้ ครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อแม่ ลูกชายต่างนั่งลงกราบเท้าป๋าวิชัย แต่ป๋าแกรู้สึกว่าไม่ได้ต้องการความเคารพเท่าไหร่

"เสวยบุหลันดั้นเมฆก่อนก็ได้พระย่ะค่ะ" นักปราชญ์กล่าวพร้อมผายมือไปทางหนึ่ง

"แล้วคุณหลวงมีหน้าที่อะไรบ้าง ทำไมมีการเคารพนับถือคุณหลวงในอารณาจักรพิศดารแห่งนี้เป็นตำแหน่งใหญ่ที่คอยดูแลแผ่นดิน เหมือนเป็นกษัตริย์ที่ถอดยศให้ฐานะเป็นดั่งข้าราชการงั้นหรอ"

"ทานขนมบุหลันดั้นเมฆก่อนครับ" นักปราชญ์ไม่มีคำตอบให้ป๋าวิชัยกลับบอกให้ทานขนมไทยโบราณ

และที่นั่นในเรือน โต๊ะไม้สักมีกระเบื้องเคลือบสวยๆทับใบกล้วยอย่างประณีต ถ้วยขนมที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผาแบบบ้านเชียงอุดรธานีบรรจุขนมสีน้ำเงินและเหลือง ตามประวัติศาสตร์ไทยจริงๆแล้วกำเนิดในสมัยรัชกาลที่สองจากบทเพลงบุหลันลอยเลื่อนที่พระองค์ทรงประพันธ์ แต่โลกนี้เหมือนจะผสมผสานทุกอย่าง วัฒนธรรมต่างๆรวมในแผ่นดินจนไม่เป็นเอกลักษณ์ใดๆ

ป๋าวิชัยใช้ช้อนกระเบื้องตักขนมจากถ้วยดินเผา

"รสชาติคล้ายน้ำดอกไม้และตรงสีเหลืองก็รสออกเป็นสังยาไข่แดง นี่คือขนมที่ไม่รู้จัก"

"บุหลันดั้นเมฆของเมืองเราใช้ทำนายชีวิต จากสีเหลืองนั้นถ้ารูปออกมางามจะได้ดวงชะตาชีวิตดี"นักปราชญ์หนุ่มใหญ่ผู้มีเรื่องราวอธิบายความเป็นมาของขนม

"ถ้าวงกลมไม่ดีก็ไม่ต้องรับประทานงั้นหรอ"คุณหลวงศศินถามโดยภาษาไม่มีฐานะ

"ก็รับประทานได้แหละท่าน แต่ดวงชะตาจะไม่ดี"

คุณพ่อคุณแม่ลุกเดินไปเข้าครัวเพื่อเตรียมขนมหายากโบราณนี้เพิ่มเข้ามา "ท่านอยากกำหนดขนมชนิดนี้เป็นของพระราชวังไหมคะ"

"ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้ากลับไปคิดคำตอบกอน"

ปราชญ์หนุ่มใหญ่ยิ้มละมัย ตอนนี้ลุกออกมาหาและแนะนำหนังสือไบลานในเรือนไทยแต่ภาษาในหนังสือไบลานเป็นภาษาเก่าๆซึ่งป๋าวิชัยก็อ่านไม่ออก รู้มาว่าหรือหนังสือหรือคัมภีร์ที่มีมาก่อนสมุดข่อย

และทางครอบครัวมอบชุดขนมบุหลันดั้นเมฆถวายให้คุณหลวงศศินหรือป๋าวิชัยนำกลับไปวัง ซึ่งป๋าวิชัยก็ขอบคุณและพวกบริพารของป๋าวิชัยนำพาป๋ากลับไปวังพร้อมขนมไทยกับหนังสือไบลาน

จริงๆตอนนี้ป๋าวิชัยในห้องส่วนตัวคิดถึงโลกเดิม แต่อีกโลกหนึ่งได้เป็นใหญ่เป็นโต ยังอยากคิดว่า นี่คือโลกที่มีทางให้กลับสู่โลกเดิมได้

ตอนนี้ป๋าแกเป็นผู้ครองแผ่นดิน ก็ตั้งชื่อหมู่บ้านว่าบุหลันดั้นเมฆ แต่ยังไม่ได้ทราบเลยว่าอาณาจักรที่นี่มันกว้างหรือเล็กเพียงใด

ป๋าวิชัยคิดถึงหนังสือต่างๆ อยู่ว่างๆเฉยๆก็ขอร้องพวกหญิงไทยโบราณว่าขอปากกาขนนก หมึกสีดำและกระดาษไบลานให้ที เรื่องราวต่อไปนี้เรื่อง บุหลันดั้นเมฆ

........

"แม่คะ แม่ค้าขายอะไรอยู่" ลูกสาวของป๋าวิชัยในโลกจริงถามมารดาให้มองดู

"เอ แม่เองก็ไม่รู้จ้ะ น้ำเงินเหลืองนี่ิอาจเป็นขนมที่หาทานยาก แต่ถ้าถามพ่อดูอาจจะได้ข้อมูล แต่ตอนนี้ไม่อยู่แล้วสิ"

เมื่อศรีภรรยาคิดถึงสามีที่รอบรู้

คำตอบของป๋าวิชัยออกมาแล้วในโลกใหม่ว่า "ไม่รู้"

และรายการวิจารณ์วรรณกรรมก็ดำเนินต่อไป ป๋าวิชัยกับผลงานนักเขียนหน้าใหม่เป็นตำนานที่ไม่มีใครรู้คำตอบ

=========================

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา