Run Ran Run

Run Ran Run

การฝึกงานแสนวุ่นวายของเหล่ายมทูตฝึกหัดทั้งหลายที่เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย

ผู้เขียน Bunye ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

บทนำ

   ในบรรยากาศที่พลุกพล่านไปด้วยเด็กหนุ่มเด็กสาวที่มารอฟังผลสอบการคัดเลือกในการเป็นยมทูตฝึกหัด ว่าตัวเองจะได้เข้าอยู่ในหน่วยไหนทำอะไรรึว่าจะไม่ผ่าน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนก็หวังว่าตัวเองจะต้องผ่านเข้าไปเพื่อเป็นยมทูตฝึกหัด

  “เฮ้อ...คนเยอะจังฉันไม่ชอบเลย” เด็กสาวร่างบางหน้าตาสะสวยสวมแว่นตา ผมสีดำยาวประบ่านั่งถอนหายใจอย่างเซ็งๆ

“ฉันจะผ่านมั้ยละเนี่ย ขอให้ผ่านทีเถอะ” เด็กสาวหน้าตาน่ารักผมยาวสีทองนั่งภาวนาข้างๆ

  “โฟเบีย เอนวี่ น้ำสักหน่อยสิจะได้สดชื่นขึ้นมาบ้าง” เด็กหนุ่มผมสีทองที่หน้าตาเหมือนกับสาวผมสีทองที่นั่งกุมมือภาวนาแต่คงความเข้มแบบผู้ชายไว้ ยื่นน้ำให้ทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มที่จัดได้ว่าเป็นเทพบุตรเลยทีเดียว

   “มาอยู่ที่นี่กันเองหรอตามหาแทบแย่” เด็กหนุ่มผมสีช็อกโกแลตวิ่งมาหาทั้งสามอย่างหืดขึ้นคอ (เอ่อ...หน้าตาของหมอนี่ก็จัดว่าอยู่ในขั้นเทพบุตรลงมาโปรดเหมือนกันแฮะ)

“เอลริล นายมาสายตั้งห้านาที” ชายผมสีทองหันมา

  “โธ่ ก็ฉันหลงทางนี่นาอิลแวน” ชายผมสีช็อกโกแลตยิ้มแห้งๆให้เพื่อนของเขา

“ถึงเวลาแล้วละไปกันเถอะ” เด็กสาวผมสีดำลุกขึ้น

  “นั่นสินะ ไปกันเถอะนะอิลแวน เอลริล” เด็กสาวผมสีทองลากคอเสื้อของเด็กหนุ่มทั้งคู่เดินตามเพื่อนผมดำของเธอ

  

  ภายในห้องขนาดใหญ่ที่มีเด็กหนุ่มเด็กสาวรวมตัวกันเพื่อมารอฟังผลการสอบอย่างใจจดใจจ่อ

“ดูพวกนั้นหาเรื่องคนอื่นสิ ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ” เด็กหนุ่มผมสีช็อกโกแลต ตรงดิ่งไปที่กลุ่มหนึ่งที่กำลังหาเรื่องเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่ท่าทางปวกเปียก

  “ใจเย็น เอลริล” ทั้งสามวิ่งตามเพื่อนของเขาไปอย่างเป็นห่วง

“นี่หาเรื่องคนที่ไม่มีทางสู้เก่งนักรึไงฮะ” เอลริลชี้หน้ากลุ่มนั้นซึ่งมีประมาณสี่คนอย่างโมโห

  “นี่ไอ้หน้าจืด กล้านักนะที่บังอาจมาชี้หน้าพวกเรา” เด็กหนุ่มผมสีเทามองอย่างขวางโลก

“ถ้าไม่กล้าจะมาอยู่นี่รึไง” น้ำเสียงยียวนของเอลริลเรียกความหมั่นไส้ให้กับทั้งสี่ได้ระดับหนึ่งทีเดียว

  “แกนี่วอนจริงนะ” หมัดหนึ่งถูกปล่อยมาที่หน้าของเอลริลอย่างจังทำให้เขาเซลงพื้นไป

“เป็นอะไรมากมั้ยเอลริล” เด็กสาวผมสีดำวิ่งมาประคองเขาลุกขึ้น

  “นั่นสิเอลริลเจ็บตรงไหน มั้ยเนี่ย” เด็กสาวผมสีทองประคองอีกข้าง

“สาวๆที่อยู่กับแกน่ะสวยราวกับนางฟ้าเลยนะ โดยเฉพาะสาวผมสีดำใส่แว่นนั่น” เด็กหนุ่มผมสีเทาชี้มาที่โฟเบียแบบเจาะจง

   “อย่ายุ่งย่ามกับเธอเชียวนะ” เด็กหนุ่มผมสีทองมองทั้งสี่คนอย่างเอาเรื่อง

“หลบไปเลย พวกแกเนี่ยน่ารำคาญจริงๆพวกเราอีกไม่กี่นาทีก็จะได้เป็นยมทูตฝึกหัดแล้วนะพวกแกหมดหวังแล้วละ” ทั้งสี่หัวเราะออกมาโดยไม่สนใจสายตาของผู้ที่หันมามองแม้แต่น้อย

  “ยมทูตฝึกหัดงั้นหรอไม่น่าเชื่อ ถ้าอ่อนหัดฉันว่าน่าเชื่อมากกว่าอีก” เสียงที่ทุ้มต่ำแต่ยังคงความใสกังวานกล่าวขึ้นพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามองทั้งสี่อย่างช้าๆด้วยดวงตาเรียวโตสีครามแววตาสลับดำเป็นชั้นๆอย่างสวยงามแต่ตอนนี้ไม่หลงเหลือแววตาอันงดงามอีกแล้ว ที่เห็นก็คงเป็นดวงตาที่แสดงถึงความน่ากลัว(สมชื่อของเธอนั่นแหละ)

   “ฟะ โฟเบีย ไม่เอาน่าอย่าแผ่จิตสังหารออกมาสิฉันจะทนไม่ไหวแล้วนะ” ทั้งสามประสานเสียงกันพร้อมกับถอยห่างอย่างช้าๆ กับจิตสังหารที่เผื่อแผ่ให้คนรอบข้างอย่างไม่มีหวงและทั้งห้องโถงที่กว้างกว่าหนึ่งกิโลเมตรได้สัมผัสจนสติเตลิดเปิดเปิงอย่างฟรีๆแถมขยับตัวหนีไม่ได้อีกต่างหากแต่ว่า...เจ้าตัวไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด มันน่าจริงๆ(คนอื่นเดือดร้อนนะเว้ย)

  ~บรรยากาศความเย็นยะเยือกและความน่ากลัวของจิตสังหารระดับรุนแรงที่แผ่ออกมาจากผู้หญิงคนนั้นดวงตาไร้แววแบบนั้นทำไมถึงดูอำมหิตแบบนั้นและบรรยากาศเย็นๆแบบนี้มันอะไรกันทำไมเราถึงขยับตัวไม่ได้~ ชายผมสีเทารำพึงรำพันกับตัวเองอย่างฉงนกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเขาและเพื่อนอีกสามคน

  “โอ้โหเฮะ...น่ากลัวสมชื่อโฟเบียจริงๆนะเนี่ย จิตระดับนี้ไม่ธรรมดานี่แค่ว่าที่ยมทูตฝึกหัดเองนาแทบจะเทียบกับยมทูตเต็มตัวได้เลยนะเนี่ย ถ้าเป็นยมทูตแล้วจะขนาดไหนหนอ เด็กแว่นคนนั้น” ชายผมสีม่วงมองเหตุการณ์ข้างล่างอย่างสนใจปนประหลาดใจ

  “ยังไงก็อ่อนละนะไม่รู้จักควบคุมจิตสังหารเอาซะเลย” ชายผมสีทองกอดอกพิงผนังอย่างเฉยชา

“ดูเด็กแว่นคนนั้นสิ ตอนนี้กำลังแจกเท้าให้เจ้าเด็กสี่คนนั่นจนหมดสภาพว่าที่ยมทูตเลยนะนั่นเลย แป๊บเดียวเองนะเนี่ย” ชายผมสีม่วงยังคงมองเหตุการณ์ข้างล่างอย่างสนใจปนแปลกใจ

   “เอ๊ะ...ทุกคนทำไมถึงยืนแข็งทื่อละนี่เอนวี่ อิลแวน เอลริล แล้วพวกเธอไปทำอะไรอยู่บนพื้นหรอ มันไม่น่านอนเลยนะ” รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันสดใสของสาวแว่นผู้อ่อนโยน(ไม่แล้วละมั้ง)กลับมาทำให้เพื่อนของเธอโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

  “โฟเบียกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว” เด็กสาวผมสีทองโผกอดเพื่อนสนิทของเธออย่างดีใจ

“แล้วสี่คนนั่นลงไปนอนจูบพื้นทำไมหรอ”ดวงตาเรียวโตสีครามสลับดำที่แสดงออกถึงความใสซื่อ(มันกลับมาแล้ว)มองที่กลุ่มเด็กหนุ่มสี่คนอย่างงงๆ (ยัง ยัง ยังไม่รู้ตัวอีก)

  “นี่ๆ จำไม่ได้จริงๆหรอโฟเบีย” เด็กหนุ่มผมสีทองและสีช็อกโกแลตที่พึ่งเรียกสติกลับมาได้แต่ยังยืนขาสั่นริกๆ

“อย่าบอกนะว่าฉันวูบอีกแล้ว” สีหน้าตกใจของเธอแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดและคาดว่าคงกลัวคำตอบที่ได้มา

  “อื่อๆ” ทั้งสามพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“ไม่นะ..อุตส่าห์ควบคุมได้เกือบปีแล้วเชียว” ตอนนี้โฟเบียกำลังนั่งกอดเข่าคอตกบ่นพึมพำกับตัวเองในหลุมดำ (ว่าไปนั่น แต่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงละนะมืดซะขนาดนั้น)

  “เออ...ยังอ่อนจริงๆด้วยแฮะ” ชายผมสีม่วงมองเจื่อนๆกับท่าทางที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากดำเป็นขาว

  “รีบกลับเถอะ เจ้าหัวหน้าขี้เก๊กเรียกแล้วละ” ชายผมสีทองหายแวบไป

“เฮ้อ....เบื่อจริงๆหัวหน้าขี้เก๊กแบบนี้ปั้นหน้าเหี้ยมตลอด” ชายผมสีม่วงหายแวบตามไปอย่างเซ็งๆ

    สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เด็กสาวสวมแว่นผมสีดำพร้อมกับพากันถอยห่างจากเธอ

  “ทำไมพวกเขามองฉันแบบแปลกๆละ”

“ก็ที่เธอทำลงไปมันไม่น่าตกใจรึไงละขนาดเราสามคนที่เจอบ่อยๆ ยังปรับตัวไม่ทันเลยแล้วคนอื่นละจะเหลือหรอ” อิลแวนพูดไปตัวสั่นไป

   “ดูสิรายชื่อมาแล้ว ให้ตายสิเกือบพันคนเลือกแค่สามร้อยคนจะผ่านมั้ยเรา ถ้าไม่ผ่านเสียชื่อพ่อแน่ๆ” เอลริลนั่งคอตก “ต้องผ่านสิพวกเราอุตส่าห์พยามมาตั้งนาน” อิลแวนยิ้มแบบเดิมๆ (จะเป็นเทวทูตรึยมทูตกันแน่ ยิ้มยังกับเทพบุตรเนี่ย)

  “ขอให้ผ่านที่ฉันไม่อยากไปอยู่กับพี่เลย” โฟเบียบ่นเบาๆ

“ทำไมไม่อยากอยู่กับพี่เธอละ” เอนวี่ถามด้วยสีหน้าที่งงนิดหน่อย

  “ฉันไม่รู้จะบอกยังไงดีคืออยู่กับพี่น่ะฉันอาจจะทำร้ายพี่ได้นี่นา(เพราะวิธีช่วยเหลือฉันจากอันตรายของพี่น่ะ)”

“หรอ(เชื่ออ่ะนะ)”

“พวกเราสี่คนต้องผ่านแน่นอนแต่จะไปอยู่หน่วยไหนฉันก็เดาไม่ได้เหมือนกัน”

  “จะหน่วยไหนก็ต้องเก็บวิญญาณเหมือนกันนั่นแหละคิดอะไรมากมาย ปวดหัวเปล่าๆ” อิลแวนพิงพนักของเก้าอี้ด้วยอิริยาบถที่สบายๆ

  “ก็อย่างนายถ้าคิดอะไรก็คงจะสมองฟ่อละนะถึงไม่ยอมคิดอะไรเลย เชื่อฉันสิคิดบ้างมันไม่ฟ่อหรอกนะสมองน่ะ” เอลริลตบหัวผมสีทองของเพื่อนเบาๆ

  “ฉันไม่ถนัดในการคิดนี่นา” อิลแวนมองเอลริลอย่างกวนๆ

“นายนี่มันจริงๆเลยนะ” เอลริลมองเพื่อนของเขาอย่างถอดใจ

  “เฮ้อ...พี่ก็เป็นแบบนี้แหละสงสัยว่าพี่คงเป็นยมทูตที่เซ่อซ่าที่สุดแน่เลย สงสารวิญญาณที่พี่ไปเก็บจังเลยไม่รู้ว่าจะถึงนรกหรือได้สลายไปตลอดกาลเพราะความซุ่มซ่ามกันแน่” เอนวี่ส่ายหน้าเบาๆ

  “นี่เอนวี่เธอก็ไม่ต่างมากหรอกน่า ใครที่ทำเค้กของตัวเองหล่นลงพื้นใครที่ลื่นซอสที่ตัวเองทำหกซุ่มซ่ามจริงๆ”

“อิลแวน พี่ว่าฉันหรอ” ดวงตาสีมรกตของเอนวี่จ้องเขม็งไปที่พี่ชายฝาแฝดของเธอ

  “เปล่าแค่พูดลอยๆใครรับก็รับไป” ดวงตาสีเรดทัวร์มารีนมองอย่างยียวนแบบที่เอลริลชอบใช้บ่อยๆ

“พอเถอะนะ เรามารอฟังผลดีกว่านะเขาเริ่มแล้ว” น้ำเลียงใสกังวานของโฟเบีย...กล่าวขึ้นทำให้ฝาแฝดหยุดโต้วาทีเพราะเดี๋ยวจะเกิดอาการวูบอีกรอบ สำหรับพวกเขาแล้วแค่รอบเดียวก็เกินพอ

   เด็กหนุ่มเด็กสาวในห้องโถงนั่งฟังผลประกาศอย่างใจจดใจจ่อ ต่างคนต่างดีใจยินดีกับตัวเองและเพื่อนที่ผ่านและซึมเมื่อไม่มีชื่อของตัวอยู่ในจำนวนที่ผ่าน แน่นอนเด็กทั้งสี่ก็ต้องผ่านอยู่แล้วแต่ทว่า………….

  “ทำไมคนอื่นเข้ามีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยมารับไปหมดแล้วละ แล้วพวกเราสี่คนละ” เอลริลบ่นออกมาพร้อมกับนั่งก้มหน้า

“นั่นสิแต่พวกเรามีชื่อในจำนวนที่ผ่านนะ ทำไมไม่มีใครมารับเลยละ” เอนวี่นั่งพิงเพื่อนสาวที่นั่งข้างๆ

   “ไปกันหมดแล้วเหลือแต่พวกเรา” เอลริลถอนหายใจยาวๆ

  “นี่พวกเธอใช่ว่าที่ยมทูตฝึกหัดรึเปล่า” ชายผมสีแดงวิ่งหอบมาที่ทั้งสี่

“ใช่คะ” โฟเบียกล่าวขึ้นอย่างสุภาพ

  “ขอโทษที่ช้านะคือว่าข้าหลงทางน่ะ” ชายผมสีแดงเกาหัวอย่างอายๆ

“มีคนชอบเลทเหมือนนายแล้วนะเอลริล” อิลแวนตบบ่าของชายผมสีช็อกโกแลต

  “มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรนี่นาแค่หลงทาง” ดวงตาสีกาแฟมองอิลแวนอย่างเคืองๆ

“รีบไปเถอะนะ หน่วยที่พวกเธอจะไปฝึกงานน่ะหัวหน้าขี้บ่นน่ารำคาญซะด้วยสิ” ชายผมสีแดงดีดนิ้วหนึ่งครั้ง สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าทั้งคู่ก็คือรถม้าที่ค่อนข้างธรรมดาๆแต่ที่แปลกก็คือมันเทียมด้วยตัวกริฟฟินสี่ตัว(นี่รถม้าแน่หรือ)

   “แล้วหน่วยที่ว่าคือหน่วยอะไรหรอคะ” เอนวี่ถามด้วยสายตาที่ฉายแววสงสัย

“รีบขึ้นไปก่อนเถอะแล้วจะอธิบายให้ฟัง” พูดจบชายผมสีแดงก็ต้อนเด็กทั้งสี่ขึ้นรถม้า(รึเปล่านะ) แล้วสั่งให้ตัวกริฟฟินเริ่มเคลื่อนตัวไปบนอากาศ

  “ข้าชื่อ เฟลริล เป็นเจ้าหน้าที่ยมทูตคอยดูแลความสงบทางทิศทั้งสี่” ชายผมสีแดงเริ่มแนะนำตัวอย่างอารมณ์ที่เป็นมิตรซึ่งเหมาะกับหน้าตานักบุญมาโปรดของเขา (ยมทูตหรือนักบุญเนี่ย)

  “ดูแลทิศทั้งสี่งั้นก็หน่วยเซฟเฮลสิคะ” โฟเบียขยับแว่นนิดหน่อยก่อนที่จะมองหน้าของเฟลริล

“ใช่ๆ เจ้าคงจะรู้เรื่องเกี่ยวกับยมทูตเยอะสินะ”

 “ก็นิดหน่อยคะ แต่พวกเราสี่คนจะได้เข้าหน่วยนี้จริงๆหรอคะ” โฟเบียมีสีหน้าที่ค่อนข้างกังวลเมื่อพูดถึงหน่วยเซฟเฮล

“สีหน้าไม่ดีเลยนะ” เอนวี่มองหน้าเพื่อนของเธออย่างเป็นห่วง

  “เวียนหัวนิดหน่อยจ๊ะ”เธอยิ้มตอบกลับมาอย่างปกติ

“อีกนานมั้ยคะกว่าจะถึง” เอนวี่ถามด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น

  “ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” ชายผมแดงมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าที่มองไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน

    รถม้า(รึเปล่า)ค่อยๆชะลอความเร็วและลดความสูงลงเรื่อยๆจนถึงพื้น กริฟฟินที่กำลังเดินอยู่บนพื้นดินหยุดชะงักทันทีสร้างความตกใจให้กับคนในรถไม่น้อยเลยทีเดียว

  “เกิดอะไรขึ้น” เอนวี่โผกอดเพื่อนสาวผมดำของเธอ

“สงสัยว่าจะถึงแล้วละนะที่ทำงานของยมทูตหน่วยเซฟเฮล”

    ประตูถูกเปิดออกโดยเวทย์มนต์ของชายผมสีแดง ทั้งหมดลงจากรถม้ามายืนอยู่ตรงหน้าปราสาทสีดำทะมึนมีไอหมอกเย็นๆกระจายไปทั่วรอบนอกปราสาทที่มีเถาไม้เลื้อยตามตัวปราสาทสร้างบรรยากาศขนลุกให้กับว่าที่ยมทูตฝึกหัดทั้งสี่ขนลุกขนพองได้ระดับหนึ่ง ถ้าไม่มีคุณยมทูตหน้านักบุญมาโปรด(นี่ยมทูตแน่หรือ)เดินนำหน้าละก็ป่านนี้ทั้งสี่คงจะวิ่งเตลิดเปิดเปิงทั่วนรกแล้วละมั้ง

  ในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่มีเจ้าหน้าที่สวมชุดดำบ้างขาวบ้างยื่นอยู่ด้านหลังของชายที่นั่งหลังโต๊ะหินอย่างสง่า

   “เจ้ามาสายตั้งหนึ่งชั่วโมง...เฟลริล” เสียงเหี้ยมๆของชายผมสีน้ำเงินสวมชุดสีดำกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา

“แหม โฟซิลบังเอิญข้าหลงทางน่ะ” ชายผมสีแดงยิ้มแห้งๆ

   “อย่างเจ้าคงไม่บังเอิญแล้วละ ไหนละยมทูตฝึกหัดที่เจ้าไปพามา” น้ำเสียงเหี้ยมๆกล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆห้อง

“นี่ไงละถึงมีแค่สี่คนก็เถอะ มันเหลือแค่นี้เจ้าอย่ามาบ่นข้าละ” เฟลริลชี้ไปข้างๆของเขาหลังจากนั้นก็โดนเคียวคริสตัลสีดำของชายผมสีน้ำเงินส่งไปเขกกระบาลชายผมแดงหนึ่งที

   “มาตีหัวข้าทำไมเนี่ย เจ็บนะเฟ้ย” เฟลริลลูบหัวปอยๆ “จะหาเรื่องข้ารึไง”

“ใครจะอยากหาเรื่องเจ้ากัน เล่นตลกกับข้ารึไงแหกตาดูดีๆสิข้างเจ้าน่ะมันมีอะไร” เวทสีดำของชายผมสีน้ำเงินจับหัวของเฟลริลหันไปทางที่เขาชี้ไป “เจ้าเห็นอะไรไหนบอกข้าซิ”

   ทันทีที่(ถูกบังคับ)หันไป ตาของเฟลริลก็โตเป็นไข่นกกระจอกเทศกับสิ่งที่เห็น..........นั่นคืออากาศเปล่าๆ

“เฮ้ย แล้วเจ้าลูกแมวสี่ตัวนั่นละหายไปไหนแล้ว” เขามองซ้ายมองขวาอย่างตกใจ (ดูหาคำมาเปรียบเทียบเข้าซะ...เฮ้อ)

  “ลูกแมวที่เจ้าว่านั่นใช่เด็กพวกนั้นรึเปล่า” ชายผมสีน้ำเงินชี้ไปที่เด็กสี่คนกำลังนั่งตัวสั่นในมุมๆหนึ่งของห้อง

“ใช่ๆ พวกนั้นเหละเป็นยังไงบ้างละ”

  “ข้าถามจริงๆนะ เจ้าคิดว่าจะใช้ได้รึไงแค่นี้ก็สั่นแล้ว อ่อนจริงๆ” ชายผมสีน้ำเงินส่ายหน้าเหนื่อยๆ

“เอาน่าก็เหลือแค่สี่คนนั้นนี่นา ช่วยไม่ได้” เขาเดินไปเขกกระบาลของเด็กทั้งสี่คนละทีนั่นแหละถึงยอมเดินมาหน้าโต๊ะหินของชายผมสีน้ำเงินได้

   “พวกเจ้าสินะยมทูตที่จะมาฝึกงานที่นี่ จะว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันละ” ชายผมสีน้ำเงินถามด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมเกรียมอันเป็นปกติ แต่เด็กๆสี่คนนี่ซี...ตัวสั่นเป็นลูกแมวตกน้ำกันท้วนหน้า

 “เฮ้..ยมทูตฝึกหัดมาถึงแล้วหรอ ขอดูหน้าหน่อยสิ” เสียงทักอย่างสดใสดังเข้ามาของชายผมสีม่วงที่กำลังเดินเข้ามา

  “จะได้เรื่องรึเปล่าก็ไม่รู้สิเนี่ยแค่เห็นข้าก็สั่นกันเป็นลูกแมวตกน้ำไปแล้ว” ชายผมสีน้ำเงินพูดด้วยเสียงเหี้ยมๆอย่างเบื่อๆ

“เจ้ามันชอบปั้นหน้าโหดเองนี่ ถ้าเจอเจ้าตอนกลางคืนนะข้าคงเผ่นเข้าป่าหนามกรดแล้วละ” ท่าทางชิวๆของเขาส่งผลให้ขาของชายผมสีน้ำเงินเริ่มกระตุกยิกๆ

  “ใจเย็นๆสิโฟซิล ปากเจ้าเอิร์ฟก็พูดไปงั้นแหละน่าที่จริงเจ้าออกจะซุ่มซ่ามด้วยซ้ำไป” เสียงของชายผมสีแดงสอดแทรกขึ้นมาทำให้สันเคียวตริสตัลตรงดิ่งไปกระแทกกลางหน้าผากของชายผมสีแดงจนล้มหงายหลังหัวฟาดพื้นสะเทือนไปทั่ว

  “ยังเอะอะกันเหมือนเดิมเลยนะพวกนายนี่ ดูเด็กพวกนี้สิหัวเราะพวกเจ้าจนตัวงอหมดแล้ว” ชายผมสีทองเดินเข้ามาพร้อมกับส่ายหน้าเหนื่อยๆ

  “เรนเนล มาแล้วหรอนี่มาช่วยกันดูสิว่าเด็กพวกนี้ควรจะจัดการยังไง” ชายผมสีม่วงที่ตอนนี้กำลังนั่งอ่านเอกสารที่โรงเรียนเตรียมยมทูตส่งข้อมูลของเด็กทั้งสี่อย่างสนใจ

  “ฮึ พาไปดูอาวุธก่อนดีมั้ยละว่าเจ้าลูกแมวพวกนี้จะถนัดธาตุไหนกันบ้าง” ชายผมสีแดงกอดอกพิงเสาหินที่ฉลุลายมังกร

“นั่นสินะ ถึงรู้ว่าจะใช้ไม่ได้เรื่องก็เถอะ” ชายผมสีน้ำเงินส่งสายตาแบบดูถูกมาที่ทั้งสี่อย่างตรงๆแบบไม่ถนอมน้ำใจกันเลยสักนิดและนั่นทำให้........

   “ไม่เอาแล้วนะ” เสียงสั่นๆของเอนวี่ดังขึ้นพร้องกับขยับออกห่าง

“แล้วจะทำยังไงดีละอิลแวน โฟเบียวูบอีกแล้ว” หน้าของเอลริลซีดจนแทบมองไม่เห็นเลือดฝาดบนใบหน้า

  “อย่าเลยนะโฟเบีย” เอลริลกระโดดจับขาเพื่อนผมดำของเขาไว้ไม่ต่างกับปลิงเพื่อที่จะหยุดการกระทำที่ไม่ตั้งใจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

  “โอ้โหเฮะ...จิตสังหารนี่ไม่หวงรึไงนะถึงได้แจกจ่ายคนรอบข้างแบบนี้น่ะ” สีหน้ายิ้มแย้มของเอิร์ฟที่ไม่สะทกสะท้านกับรังสีที่ได้มาและยมทูตอีกสามตนที่กำลังมองตัวแผ่จิตสังหารอย่างงงๆ แต่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆนี่สิพากันขยับตัวไม่ได้(น่าสงสาร)

 “เฮ้อ คุมสติไม่ได้แบบนี้มีหวังชาวบ้านชาวช่องเดือดร้อนแน่เอาเป็นว่าผนึกไว้ก่อนละกันนะอำนาจของเด็กแว่นเนี่ย” ชายผมสีน้ำเงินส่ายหน้าน้อยๆก่อนที่จะหยิบวงแหวนสีเงินขนาดพอสมควรที่มีอัญมณีสีดำสนิทประดับตรงกลาง คาดไว้ที่หน้าผากของโฟเบียทำให้เธอล้มลงไป ทำให้ชายผมทองรีบรับร่างของเธอไว้

   “มันจะดีหรอทำแบบนั้น” ชายผมสีทองกล่าวขึ้นอย่างเรียบเฉย

“เป็นทางเดียวที่จะจัดการกับอำนาจที่น่ากลัวแบบนี้ให้หายไปจนกว่าเดสริงจะถูกทำลาย” ชายผมสีน้ำเงินตอบอย่างเบื่อๆ

  “แต่ก็จะทำให้พลังวิญญาณอ่อนลง จะใช้อำนาจแทบไม่ได้แค่โดนแดดก็จะเป็นลมแล้วนายแน่ใจหรอว่าจะทำแบบนี้จริงๆ มันค่อนข้างเสี่ยงกับแบบทดสอบยมทูตฝึกหัดนะ” ชายผมสีแดงมองวงแหวนที่คาดหน้าผากแล้วส่ายหน้าอย่างสลดใจ

 “ทำยังไงได้ละในเมื่อสวมแล้วจะถอดไม่ได้นอกจากจะมีอะไรมาทำให้จิตและอำนาจที่ผนึกไว้ตื่นขึ้นมาเอง...เอาเป็นหาอาวุธชั้นเยี่ยมที่ป้องกันเจ้าของได้สูงกว่าอาวุธทั่วไปแล้วก็อำนาจสูกกว่าปกติละกัน” ชายผมสีน้ำเงินพูดขึ้นพร้อมกับเซ็นเอกสารที่ถูกยื่นโดยชายผมสีม่วง

   “เอ๊ะ จิตสังหารหายไปแล้ว” เอนวี่เป็นคนแรกในกลุ่มที่ได้สติ

“ค่อยยังชั่ว ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆฉันคงตายแบบช้าแน่เลย” ตอนนี้อิลแวนกำลังดึงสติของตัวเองกลับมาเข้าสู่โหมดปกติ

  “แล้วทำไมโฟเบียถึงนอนกองบนพื้นละนั่น” เอลริลมองเพื่อนของเขาที่หลับบนพื้นแล้ววิ่งไปดู

“แค่สลบไป เป็นผลมาจากเดสริงที่คาดอยู่บนหน้าผากเธอมันจะช่วยผนึกจิตสังหารและอำนาจของเธอไว้” ชายผมสีน้ำเงินตอบอย่างเบื่อหน่าย

   “ไปเลือกอาวุธของพวกเจ้าดีกว่านะ” ชายผมสีม่วงแบกโฟเบียขึ้นพาดบ่าแล้วเดินนำเด็กอีกสามคนออกไปข้างนอก

  “ตามไปหน่อยสิเรนเนลปล่อยให้เจ้านั่นจัดการมันน่าเป็นห่วงเอาน่า” ชายผมสีแดงยืนพิงโต๊ะหินอย่างอารมณ์ดี

“เฮ้อ ขยันหาเรื่องใช้ข้าซะจริงนะพวกเจ้า” เขาหายแวบไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

  “ก็ไอ้เจ้าโฟซิลนี่มันซุ่มซ่ามนี่หว่าเลยต้องพึ่งเจ้าละนะเรนเนล” ชายผมสีแดงมองเพื่อนข้างๆ อย่างน่าเสิร์ฟฝ่าเท้าประทับกลางหน้าให้หงาย....

  พลั่ก!! ว่าแล้วไงฝ่าเท้าของชายสีน้ำเงินที่ชอบปั้นหน้าเหี้ยมๆส่งไปยังกลางหน้าของชายผมสีแดงจนหงายหลังลงไปนอนดิ้นแด่วๆกับพื้นหินขัดจนเงาวับจนส่องแทนกระจกได้เลยนะนั่น

  “ยังหนักเหมือนเดิมเลยนะถ้าเป็นไปได้ใช้มือจะดีกว่านะและก็อย่าเอาส่วนที่รองรับน้ำหนักตัวมาเที่ยวฟาดหน้าชาวบ้านชาวช่องเขาสิเจ็บนะเว้ย ไอ้เพื่อนโรคจิต”

  ตุ๊บ!! สันมือฟาดลงกลางกระบาลอย่างจังๆ

“แกนี่มันชอบใช้ความรุนแรงจริงๆ พูดนิดพูดหน่อยเป็นลงมือ” เขาลูบหัวตัวเองปอยๆก่อนที่จะลุกขึ้นยืนอย่างสง่า

 

   ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีเคียวยมทูตเต็มไปหมดแต่ละอันล้วนทำจากแร่ต่างๆรวมทั้งอัญมณีและวัสดุที่แสนจะทนทาน ทั้งยังมีความรู้สึกเหมือนกับสิ่งมีชีวิตอีกต่างหาก(อันหลังค่อนข้างอันตรายน่ะนั่น)

  “ที่นี่คือที่เก็บเคียวสำหรับยมทูตเท่านั้น พวกเจ้าก็เลือกกับเอาเองละกันนะตามสบายเลย” ชายผมสีม่วงที่ตอนนี้วางคนที่แบกมาลงพิงกระถางต้นไม้ที่ไม่มีใบ

  “ครับ”

“คะคุณยมทูต”

  ทั้งสามแยกย้ายกันเดินออกไปเลือกเคียวของตัวเอง

   “ยังไม่ฟื้นอีกหรอเด็กแว่นนั่น” ชายผมสีทองเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ

  “สงสัยว่าจะพลังการทำลายเหลือร้ายนะเนี่ยหลับมาเกือบชั่วโมงแล้วถ้าปกติก็แค่สามสิบวิเอง”เขามองเด็กสาวผมสีดำสวมแว่นที่ตอนนี้ยังหลับไม่รู้เรื่องอยู่ข้างๆกระถางต้นไม้ที่ไม่มีใบ

   ~จิตสังหารระดับนี้ไม่น่าจะมีอยู่ในตัวของชาวเฮลโซนได้อีกอย่างพลังการทำลายที่รุนแรงมาจากเด็กนีมันอะไรกัน~

“อืม ใช่สงสัยว่าคงจะใช่เวลาผนึกนานสักหน่อยละนะ เจ้าก็ช่วยไปเลือกอาวุธที่โฟซิลว่านั่นให้หน่อยสิเรนเนล" เขาผายมือเชิญชายผมสีทองด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

  “ให้ตายสิเจ้าขยันหาเรื่องใช้ข้านักนะ” เขาเดินไปอย่างเลี่ยงไม่ได้(อีกแล้ว)ไปที่ห้องลับหลังผนังแล้วหายไป

   

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา