"เอริไน" อาณาจักรแห่งสันติสุข

เมื่ออาณาจักรแห่งสันติสุขต้องเผชิญหน้ากับสงคราม เหล่าผู้ต่อสู้ทั้งสามจึงต้องพยายามยับยั้งสงครามนี้ เพื่อความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง ((มือใหม่หัดเขียนนะคะ หากมีข้อติชมอะไรก็บอกได้ค่ะ))

ผู้เขียน freedom007 ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 บทนำ
หน้า : 2 บทที่1

บทนำ

          แสงอาทิตย์ยามเช้าเร้นลอดผ่านมาทางผ้าม่านสีฟ้าที่ไหวน้อยตามแรงลมสาดส่องปะทะกับเรือนร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนเตียง ถึงแม้ใจจะบอกว่าอยากนอนต่ออีกสักพักแต่เพราะความแรงกล้าของแสงอาทิตย์นั้นทำให้เธอต้องลุกขึ้นจากเตียง เธอบิดขี้เกียจสองสามทีก่อนที่จะไปทำอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน ชำระความเหนื่อยอ่อนออกจากร่างกาย          ผมสีดำที่ยาวถึงกลางหลังถูกรวบขึ้นแล้วผูกด้วยโบว์สีขาว เสื้อแจ๊กเก็ตสีน้ำตาลเข้มสั้นครึ่งตัวถูกสวมทับลงบนเสื้อยืดสีขาว เพื่อเตรียมตัวออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายที่ตลาดในยามเช้า แต่ทว่าทันทีที่เธอเปิดประตูบ้านออก สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างของหญิงสาวผู้มีผมสีเงินสลบอยู่หน้าบ้าน ดวงตาสีดำยิ่งปรากฏแววตื่นตกใจหนักกว่าเดิม เมื่อสังเกตเห็นบาดแผลอยู่ตามร่างกายของหญิงสาวเต็มไปหมด โชคยังดีที่เธอยังหายใจอยู่แม้ลมหายใจจะรวยรินก็ตาม หากไม่รีบพาไปรักษาอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้ เธอจึงไม่รอช้ารีบพาหญิงสาวปริศนาไปปฐมพยาบาลในบ้านทันที โดยหารู้ไม่ว่าหญิงสาวผู้นี้จะทำให้ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนไป          ทันทีที่ตื่นขึ้นจาภวังค์ แววตาสีฟ้าสดใสก็สอดส่องมองไปรอบๆห้อง คิ้วเรียวทั้งสองขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย          ที่นี่มันคือที่ไหน....          ทำไมเราถึงมาที่นี่ได้....          ด้วยความที่อยากจะสำรวจเพื่อหาคำตอบ เธอจึงพยายามจะลุกขึ้นจากท่านอน แต่ทว่าเธอก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้ เนื่องจากบาดแผลที่ยังไม่หายดีตรงบริเวณแขน จึงไม่สามารถพยุงตัวให้ลุกขึ้นได้          "ถ้าลุกขึ้นไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะ" เสียงใสๆดังมาจากสาวน้อยดวงตาสีดำขลับ ผมสีดำที่รวบเป็นผมหางม้าที่กำลังเดินเข้ามาในห้อง เรียกความสนใจของผู้ที่นอนอยู่ให้หันมามอง "คงต้องนอนพักอีกหน่อยอาการถึงจะดีขึ้น ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกฉันได้เสมอนะ ฉันชื่ออิสึจ้ะ"          "เอ่อ...ขอบคุณมากนะที่ช่วยฉันไว้" หญิงสาวที่นอนอยู่เอ่ยขอบคุณผู้ที่กำลังจะเดินออกจากห้อง "ฉันชื่อสตาร์...ยินดีที่ได้รู้จัก"          "ฉันขอตัวไปซื้อของในตลาดก่อนนะ จะฝากซื้ออะไรไหม" อิสึเอ่ยถามขณะเดินไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตตัวโปรดมาใส่          "เธอรู้จักว่านหางหงษ์หรือเปล่า"          "ว่าหางหงษ์งั้นหรอ?? เหมือนจะเคยได้ยินนะ จะให้ฝากซื้อหรอ"          "อื้ม ฝากด้วยนะอิสึ" อิสึพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสก่อนจะเดินออกจากประตูไป          ในขณะเดียวกันบริเวณชายแดนของเมืองหลวง เหล่าทหารในชุดเกราะ4-5นาย กำลังวิ่งไล่ใครบางคนอยู่          "เร็วเข้า!! รีบตามมันไป อย่าให้มันหนีไปได้" ทหารนายหนึ่งผู้มีร่างกายกำยำตะโหนขึ้น เพื่อให้เหล่าเพื่อนทหารเร่งฝีเท้าไล่จับบุคคลตรงหน้า          "หัวหน้า...เกิดอะไรขึ้นหรือครับ" นายทหารร่างเล็กเอ่ยถามขณะที่วิ่งมาสมทบ          "ไม่รู้ว่าเจ้าบ้าที่ไหนมันแอบมาทำลับๆล่อๆแถวๆวังน่ะสิ"ทหารร่างกำยำที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าอธิบายความให้ลูกน้องเข้าใจ          "กลางวันแสกๆเนี่ยนะ??" ทหารผู้มียศต่ำกว่าตั้งข้อสงสัยก่อนที่จะเร่งฝีเท้าตามทหารนายอื่นๆให้ทัน          เมื่อวิ่งไล่ไปได้ไม่นาน ใบหน้าของหัวหน้าทหารก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเมื่อเห็นว่าทางตรงหน้าจะสุดเขตเมืองหลวง และจะกลายเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ไม่มีทางที่คนร้ายจะหนีไปได้ เขาจึงไม่รอช้ารีบสั่งการเหล่าทหารให้ยืนล้อมคนร้ายไว้          "ยอมมอบตัวซะเถอะพ่อหนุ่มน้อย" เสียงทุ้มเข้มของหัวหน้าทหารดังขึ้นพลางสาวเท้าเข้าหาเด็กหนุ่มที่ตอนนี้ถูกล้อมไว้โดยทาหารทุกทิศทาง "แกไม่มีทางหนีเราพ้นแล้วล่ะ เสียใจด้วย"          "คนเสียใจน่าจะเป็นแกมากกว่านะ นายพลสกอร์" เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ก่อนจะใช้กำปั้นชกหน้าคนตรงหน้า "กลับไปรายงานเจ้านายแกด้วยนะว่า ปล่อยให้คนร้ายหนีไปได้" เมื่อพูดจบเขาก็เร่งฝีเท้าตรงไปยังป่าทึบที่อยู่ทางซ้ายมืออย่างรวดเร็ว          "ห..หัวหน้าเป็นอะ..."          "รีบตามมันไปสิเจ้าบ้า!! จะปล่อยให้มันหนีไปอย่างนี้น่ะหรอ" นายพลสกอร์ตะโกนสั่งทหารทั้งหมดที่ตอนนี้กำลังงุนงงทำอะไรไม่ถูกหลังจากเห็นหัวหน้าของตนถูกเด็กหนุ่มชกจนหมดท่า นายพลสบถเล็กน้อยก่อนจะวิ่งตามเด็กหนุ่มไป แต่เมื่อเข้าไปในป่าสักพักก็ต้องเดินกลับมามือเปล่า ไม่มีนายทหารคนไหนกล้าถามว่าเข้าไปเป็นอย่างไรบ้าง เพราะดูจากสีหน้าที่แดงก่ำเนื่อจากความโกรธก็คงจะรู้ดี          'แก...เจ้าเด็กบ้า!!บังอาจมาชกหน้าข้าคนนี้หรอ ถ้าจับได้จะฆ่าให้ตายเลย คอยดู!!' เสียงแห่งความแค้นดังกึกก้องอยู่ในใจก่อนที่จะเดินกลับไปยังเขตพระราชวังเพื่อรายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาของตนรับรู้          อิสึเดินออกมาจากครัวพร้อมกับก๋วยเตี๋ยวที่เธอทำเองร้อนๆสองชามที่ส่งกลิ่นหอมน่ากิน          "เอาล่ะ สตาร์ มากินข้าวเที่ยงกันเถอะ" เธอเรียกเพื่อนสาวที่นั่งมองชามก๋วยเตี๋ยวตาปริบๆให้มากินก่อนที่เส้นก๋วยเตี๋ยวจะอืด สำหรับสตาร์ในตอนนี้หลังจากที่กินยาที่สกัดจากว่านหางหงษ์แล้วอาการก็ดีขึ้นกว่าตอนเช้ามาก บาดแผลต่างๆเริ่มจะสมานกันดีแล้ว และเธอก็สามารถเดินได้เหมือนปกติ          ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ก๋วยเตี๋ยวในชามของทั้งสองก็หมดเกลี้ยง หลังจากที่เก็บชามไปล้างเสร็จแล้วบทสนทนาระหว่างหญิงสาวทั้งสองก็เริ่มขึ้น          "นี่สตาร์...เธอน่ะ ไม่ใช่คนเมืองเซนจูนิสใช่ไหม"          "อืม...ฉันไม่ใช่คนเมืองนี้ และไม่ใช่คนในอาณาจักรนี้ด้วย" หญิงสาวผู้มีแววตาสีฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่แววตาของคนตรงหน้าเธอกลับปรากฏแววตกใจเป็นอย่างมาก          "ฮ้า!! ถ้าอย่างนั้นเธอมาจากไหนกัน ล...แล้วทำไมเธอถึงได้พูดภาษาเดียวกันกับฉันได้ล่ะ"          "ฉันมาจากอาณาจักรที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งมนตรา แต่ตอนที่ฉันเกิดเป็นช่วงที่มีสงครามกลางเมืองพอดี เลยถูกพวกโหราจารย์ทั้งหลายกล่าวหาว่าเป็นลางร้ายของอาณาจักรและถูกเนรเทศออกจากอาณาจักรตั้งแต่เด็ก แถมตอนก่อนที่ฉันจะจากบ้านเกิดไป คนพวกนั้นยังบอกว่าถ้าฉันไปอยู่ที่ไหนก็จะมีแต่สงคราม" เมื่อพูดมาถึงตรงนี้แววตาของเธอดูเหมือนจะฉายแววเศร้าขึ้นมาทันที อาจเป็นเพราะความหลังที่เลวร้ายเมื่อนึกถึงทีไรก็ชวนให้ปวดใจทุกทีก็เป็นได้          "เอาน่าสตาร์ อย่าคิดมากเลยนะ มันเป็นอาจจะเป็นกลวิธีที่ใช้ปลอบใจผู้คนในอาณาจักรก็ได้นี่"          "แต่พอฉันมาคิดๆดูแล้ว คำกล่าวของพวกนั้นอาจจะจริงก็ได้นะ เพราะก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ฉันก็ได้ไปอาศัยอยู่อาณาจักรอื่นมาหลายแห่งแล้ว และแต่ละอาณาจักรที่ฉันไปก็ล้วนแต่มีสงครามทั้งนั้นเลย แม้แต่อาณาจักรนี้ ดูก็รู้แล้วว่ากำลังมีเรื่องกันอยู่เพราะตอนที่ฉันมาถึงที่นี่เมื่อวานก็ถูกทหารกล่าวว่าเป็นไส้ศึกของเมืองอื่น"          "บอกแล้วไงไม่ต้องคิดมากหรอก อย่างน้อยการที่เกิดสงครามก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราสักหน่อย อาจเกิดขึ้นเพราะปัญหาภายในประเทศก็ได้นะ แล้วเราก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครสักหน่อย จริงไหมล่ะ" อิสึเอ่ยขึ้นพลางกุมมือของสตาร์ไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเธอ "บางทีเราอาจจะช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้ถ้าเราช่วยกัน เชื่อฉันสิ" ใบหน้าของสตาร์เริ่มปรากฏความแจ่มใสขึ้นมาอีกครั้ง          "นั่นสินะ เราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ"          "แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ"          "เจ้าเมืองไง เจ้าเมืองเมืองนี้ต้องแก้ปัญหาได้แน่เลย"          "จริงด้วยถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเย็นนี้เราไปวังหลวงกันเถอะเพราะเจ้าเมืองที่นี่ก็คือพระราชา" เมื่อทั้งสองตกลงกันได้ดังนี้ก็แยกย้ายกันไปเตรียมของเท่าที่จำเป็นในการเดินทางไปวังหลวง

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา