sorry i'm... ขอโทษครับ ผมเป็น -นักเลง-

sorry i'm... ขอโทษครับ ผมเป็น -นักเลง-

เมื่อโชคชะตาที่ชื่อว่า "กระป๋องเป็ปซี่" ดันลอยวืดเพราะแรงเตะไปหล่นปุ๊ อยู่บนหัวของหัวหน้า HOOLIGAN แถบนี้เข้าให้ มันช่างนำพาเรื่องยุ่งยากมาให้คนเตะซะจริง... ทำไมผมถึงรู้น่ะหรอ ก็เพราะคนที่เตะไปน่ะ มันคือผมเอง!!! อัพตอนที่3 แล้วค่ะ

ผู้เขียน demolish ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

เปิดตำนาน

ผลงานที่นำมาลงในเว็บนี้เป็นฉบับรีไรท์ค่ะติดตามชมได้ที่ http://writer.dek-d.com/jan_hikaru/story/view.php?id=329546ปล. เนื้อหาบางตอนอาจไม่เหมาะสม ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

นิยาย.ของ.เด็กธรมมดา ที่ไม่ธรมมดา -0- คลิกเลย!!.

คำเตือน

                กรุณาตัดสินใจให้ดีว่าคุณมองลงไปด้านล่างต่อไปหรือไม่ เราให้เวลาคุณตัดสินใจ แต่จงระลึกว่า เวลาไม่เคยคอยใครหรอกนะ

 

                คุณเคยลองจินตนาการบ้างไหมคะ บางที เด็กเรียนที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาจดงานอยู่ข้างๆ คุณ อาจจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแล Hooligan ในโรงเรียนคุณก็ได้

 

                มันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ก็นะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์จินตนาการย่อมมีสิทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจริงเสมอ

 

                เราไม่ได้บังคับให้คุณเชื่อเรา เราเพียงแต่อยากให้ท่านสัมผัสตัวตนของเด็กเรียนที่ชอบทำหน้าเหมือนมีปัญหาอยู่ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณบ้าง บางทีเค้าอาจมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด

 

                แต่อย่าถลำลึกกับเรื่องนั้นมากเกินไปล่ะ... เพราะเราไม่สามารถรับประกันได้ว่า เด็กเรียนคนนั้นจะเป็น 'ประเภท' ไหน

 

                ไม่แน่นะ รู้ตัวอีกที คุณอาจถูกจับตามอง และถูกหมายหัวให้อยู่ใน Black List หมายเลขต้นๆ ก็ได้

 

                เฮ้อ.. ก็เอาเถอะ ถ้าคุณยังยืนยันว่าอยากรู้ล่ะก็ เราจะให้คุณรู้เรื่องก็ได้ แต่ขอให้คุณเก็บเป็นความลับละกัน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนรอบข้าง

               

                หากคุณกล้า ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ดินแดนของ Hooligan.... พวกเรายินดีต้อนรับและปกป้องท่านอย่างสุดความสามารถเสมอ

 

 

1

 

 วันที่ XX

                "พรุ่งนี้มาเร็วๆ นะแว่น จะได้มาถือกระเป๋าให้พวกข้า"

                เสียงตะโกนดังไล่หลังตามเด็กชายคนหนึ่งที่เพิ่งจะเดินออกมาจากโรงเรียน

                ผมเดินออกมาด้วยอารมณ์เซ็งสุดขีด เปิดเรียนมาได้สี่วันแล้วหลังจากหยุดยาวห้าวันติด พวกเพื่อนผมยังไม่โผล่หัวมาที่โรงเรียนเลย มันทำเอาผมซวยไปด้วย ทำไมน่ะหรอ

            ก็เพราะการนั่งคนเดียวในห้องที่เต็มไปด้วยพวกหลงตัวเองกว่าครึ่ง ผลคือผมก็ต้องการไปเป็น General เบ๊ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า GB ให้พวกมันไง

            ผลคิดพลางถอดแว่นแล้วนำมาเหน็บไว้ที่เสื้อเหมือนเคย อันที่จริง ผมก็ไม่ได้สายตาผิดปกติอะไรนักหรอก แค่ใส่ให้มันดูคงแก่เรียนเท่านั้น แล้วก็เพราะไอ้แว่นบ้าๆ ที่ล่ะที่ทำให้ผมโดนแกล้งแบบทุกวันนี้

            คิดแล้วเซ็ง

            ถ้าไม่มีแว่นบ้าๆ นี่ ผมก็ไม่ต้องมานั่งเซ็งเป็ดอย่างนี้ คิดได้ดังนั้นผมเลยปาแว่นที่ใส่มาตลอดหนึ่งปีทิ้งลงพื้นไปอย่างไม่ใยดี

            ในเมื่อผมก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้มันเพราะสายตาผมก็ปกติดี จะให้ผมใส่มันต่อแล้วตกเป็นเป้าหมายในการถูกแกล้งไปเรื่อยๆ ละก็ ทิ้งมันซะเลยดีกว่า

            แต่ก่อนทิ้ง ขอกระทืบมันที!!

            หลังจากที่กระทืบทิ้งจนพอใจแล้ว ผมก็เดินกลับบ้านต่อ เมื่อเดินไปได้ซักพักผมก็ต้องหยุดเดิน เพราะว่ามัน...

            'ขออภัยในความไม่สะดวก กรุณาใช้ซอยถัดไป'

                ผมอ่านป้ายแล้วกลอกตาขึ้นฟ้าด้วยความเซ็ง เดินไปอีกซอยก็ไกลสุดๆ ดิ จะว่าไปแล้วก็เป็นเพราะวันนี้ผมก็ดันไม่เอามอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนด้วย เลยทำให้ตอนเย็นต้องมาเดินกลับบ้านแบบนี้ คิดแล้วก็ยิ่งเซ็งขึ้นไปอีก

                แก๊ง...ปั๊ก

                สัมผัสหนักๆ ของกระป๋องเป็ปซี่จากพื้นถนนที่ผมใช้เตะเป็นที่ระบายอารมณ์นั้น บอกให้รู้ว่าข้างในนั้นยังคงมีน้ำหลงเหลืออยู่ไม่น้อย แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือมันดันลอยไปโดนหัวใครคนหนึ่งเข้าน่ะสิ

                ซ่า... ซาวด์แอ็ฟเฟ็คประกอบการไหลของเป็ปซี่

                และเสียงตะโกนดังที่เต็มไปด้วยโทสะของผู้ชายคนหนึ่งก็ลอยแทรกผ่านอากาศมา

                "ไอ้XX หมาตัวไหนมันกล้าเตะกระป๋องเป็ปซี่ใส่หัวข้าวะ "

                แล้วทั้งซอยก็เงียบสนิท

                ซวย..ซวยสนิท

                คำสองคำผุดขึ้นอยู่ในใจเพราะยังไม่กล้าส่งเสียงอะไรไปให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้ ก็... กระป๋องเป็ปซี่ที่ผมเตะมันดันไปโดนหัวชายคนหนึ่งที่หน้าตาดูยังไงก็เป็นเด็กเรียนแล้วท่าทางจะเรียนดีซะด้วย ดูได้จากการที่พี่แกเดินกลับบ้านแล้วยังเอาหนังสือเคมีขึ้นมาอ่านไปพร้อมๆ กับการเดิน

            แต่ที่ผมแปลกใจก็คือ ของที่พาดอยู่บนบ่าของเขาไม่ได้เข้ากับหน้าพี่แกเลยซักนิด ก็ใครเคยเห็นเด็กเรียนเอาห่อยาวๆ พันผ้าสีทึบพาดบ่ากันบ้างล่ะ

                ถ้าให้เดา ไอ้ที่พาดบ่าอยู่นั่นมันต้องเป็นหนึ่งใน 'อุปกรณ์อันตราย' แน่ ผมคิดพลางหันหน้าหลบสายตาของคนที่ผมเตะเป็ปซี่ไปโดน

                "เอ็งหรอวะที่เตะกระป๋องเป็ปซี่ใส่ข้า" เสียงผู้โชคร้ายที่ได้สระผมด้วยเป็ปซี่เอ่ยขึ้นทันควัน ก่อนจะหันหลัง แล้วเดินหน้ามาหาผม

                อะไรเนี่ย ผมเพิ่งจะถอดแว่นทิ้งได้ไม่ถึงชั่วโมงก็เกิดเรื่องเข้าแล้ว สงสัยมันจะเป็นอาถรรพ์ ผมคิดก่อนควานหาแว่นสำรองที่ผมมักจะติดไว้ที่ก้นกระเป๋าขึ้นมาใส่ อย่างน้อยก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาล่ะนะ

                "เอ่อ..."

                "เอ็งใช่ไหม ไอ้คนที่ทำอะไรไม่รู้จักคิด เอ็งไปกับข้าเลย ไปซักเสื้อให้ข้าเดี๋ยวนี้!! " เขาพูดจบก็ตรงเข้ามาลากคอเสื้อผมออกไปจากบริเวณนั้นทันที ผมที่ยังงงอยู่ก็ปล่อยให้เขาลากไปเงียบๆ

                เขาผมมาหยุดตรงซอยแคบๆ แห่งหนึ่ง ในซอยนั้นเต็มไปด้วยพวกที่ผมมองครั้งเดียวก็รู้เลยว่า มันเป็นบุคคลไม่ปกติชัวร์ กลุ่มของคนพวกนั้นมีอยู่ประมาณสิบกว่าคน ใส่ชุดนักเรียนที่เป็นโรงเรียนข้างๆ ผม บางคนก็ยืนคุยกันอยู่ บางคนก็ยืนพิงกำแพงสูบบุหรี่ ควันบุหรี่ของพวกนั้นฟุ้งยิ่งกว่ากลิ่นธูปในศาลเจ้าซะอีก

                "พี่ครับ ผมว่าเราไปทางอื่นกันดีกว่าไหมครับ" ผมออกความเห็นเบาๆ ก็นะ ใครจะอยากเข้าไปยุ่งกับพวกที่ยืนอยู่ในซอยเล่า

                "ใครสั่งให้เอ็งพูดวะ ไอ้น้องแว่น" เขาพูด ผมหุบปากทันทีตามที่บอก คนกลุ่มนั้นเริ่มสนใจพวกเราที่เปรียบเสมือนแขกที่ไม่ได้รับเชิญสำหรับพวกมัน อย่าหันมามองเลย กลับไปสูบมะเร็งปอดต่อเถอะ

                "อ้าว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คุณบอสใหญ่ของเขตนี้" เสียงใครบางคนกล่าวขึ้น

                "เออ ข้าเป็นบอสใหญ่แล้วมันหนักหัวเอ็งตรงไหน" พี่คิดส์ (มั้ง เห็นพี่อีกคนเรียก) ตอบ

                "ก็ไม่หนัก แต่ ถ้าข้าล้มเอ็งวันนี้ได้ เขตนี้ข้าก็จะเป็นคนคุมสินะ อืม น่าสนดีแฮะ"

                "ถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำสิ ไอ้ลูกหมาไท - -" พี่คิดส์ คนที่น่าเป็นบอสใหญ่ของเขตตอบ เอ แต่ถ้าใหญ่ที่สุดของเขตนี้ ก็แสดงว่าต้องเป็นบอสใหญ่ของโรงเรียนผมด้วยน่ะสิ

                เฮ้ย ไม่น่าเลย ดันเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องยุ่งสุดๆ แล้วก็คนที่ไม่น่ายุ่งมากที่สุดๆ เข้าแล้วไหมล่ะ

                "หึ ข้าก็แค่ทักทายเอ็งตามประสาเพื่อนเก่าเท่านั้นเอง ดูสิ น้องแว่นข้างหลังเอ็งตัวสั่นไปหมดแล้ว" พี่ไทพูดพร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋าแล้วมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม อ้าว ไอ้นี่ เคยไปให้หมอผ่าฟาร์มสัตว์เลี้ยงออกจากปากบ้างรึเปล่าวะ

                "ข้าไม่ยักจะรู้นะ ว่าเอ็งนิยมเด็กปอดด้วย" พี่ไทพูดจบก็หัวเราะออกมาด้วยความเมามันในอารมณ์ ท่าทางว่ามันจะไม่รู้สึกถึงรังสีอำมหิตของพี่คิดส์เอาซะเลย ไม่น่าล่ะ มันถึงได้แพ้พี่คิดส์เค้าอย่างนี้ แล้วครั้งนี้ก็คงจะเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา…

                พลั่ก ผัวะ

                ยังไม่ทันที่พี่ไทจะพูดประโยคใหม่ ผมรู้ตัวอีกทีก็โดนผลักติดกำแพง แรงพี่คิดส์เยอะชะมัด เล่นเอาซะผมเจ็บหลังเลย ส่วนพวกพี่ไทก็ล้มลงไปนอนกับพื้นในสภาพปากเจ่อซะแล้ว

                "นรก...อยู่ไม่ไกลจากพวกเอ็งเท่าไหร่หรอก" พี่คิดส์พูดพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินเข้าไปสอยพวกมันร่วงทีละคน ทีละคน

                ผมมองดูจากด้านหลังจึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พี่ไทที่ตั้งสติได้ก่อนเป็นคนแรกลุกขึ้นมา ก่อนจะหยิบเอามีดพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง พี่คิดส์ที่มัวแต่สนใจพวกลูกน้องของพี่ไทอยู่ ไม่ทันได้ระวังพี่ไทที่กำลังจะเอามีดมาแทงทางด้านหลังเลยซักนิด

                แล้วขาก็ไวกว่าความคิด

                ปั๊ก ..

                ผมเตะมีดที่กำลังจะปักลงกลางหลังนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนส่งลูกถีบสวยๆ ใส่หน้าพี่ไทไปหนึ่งที พี่คิดส์ที่ดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าเกือบจะถูกแทงข้างหลังหันมายิ้มให้

                ว่าแต่เรียกไอ้ลูกหมาว่าพี่แบบนี้มันกระดากปากจังเว้ย

                180 วินาที ต่อมา

                พี่คิดส์ยืนกอดอกเอาเท้าเขี่ยศพไอ้พวกนั้นแล้วมองด้วยสายตาเหยียดๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหาผมแล้ว

                ผัวะ!!

                ตบหัวผมอย่างเต็มแรง ประมาณว่าถ้าหน้าผมทะลุออกไปนอกโลกได้ คงทะลุไปแล้ว จากเดิมที่ผมแค่มึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ตอนนี้กลายเป็นว่าผมยิ่งงงกว่าเดิมเป็นหลายร้อยเท่า นี่ต้องเป็นผลข้างเคียงจากการโดนตบหัวแน่ๆ

                "ฝีมือกับความกล้าใช้ได้ ทำเนียนอยู่นั่นล่ะ" พี่คิดส์พูด

                ไม่เนียนก็งานเข้าสิครับ ว่าแต่อย่าเลยนะพี่ครับ อย่ามาสนใจผมเล๊ย มองผ่านไปเลยก็ได้นะครับ ผ่านแบบผ่านไปแล้วไม่คิดจะมองกลับมาอีกรอบยิ่งดี ผมไหว้เลย

                "พูดตามตรง เอ็งถูกใจข้าว่ะ" พี่คิดส์พูดต่อ น้ำเสียงตอนท้ายออกแววท้าทายนิดๆ ซึ่งมันก็ตรงกับที่ผมจินตนาการเอาไว้พอดี

                "พรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วไปหาข้าที่ตึกเรียนเก่า พาเพื่อนเอ็งไปด้วยนะ เอ่อ แล้วไม่ต้องคิดจะเบี้ยว เพราะถ้าเอ็งเบี้ยวข้ากล้าให้คำรับรองได้เลยว่า... ศพเอ็งไม่สวยแน่"

                "...."

                "ถ้าลืมเอ็ง--ตาย--"

                พี่คิดส์พูดพร้อมกับทำท่านิ้วปาดคอพร้อมแสยะยิ้มเหี้ยม ก่อนจะหลังเดินจากไป...

                พระเจ้าช่วย กล้วยทอดมันมอดไหม้ ผมต้องทำตามนั้นจริงๆ หรอเนี่ย รู้สึกเหมือนชีวิตผมกำลังจะสั้นลงยังไงไม่รู้

 

วันรุ่งขึ้น

                ผมมาโรงเรียนด้วยความเซียด ( เซ็ง + เครียด ) อย่างรุนแรง เพราะอะไรน่ะเหรอ... สาเหตุหลักก็คงเป็นเพราะว่าพวกเพื่อนๆ ผมมันยังไม่ยอมมาโรงเรียนกันเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ เห็นทีเย็นนี้ต้องบุกไปฟ้องบรรดาเฮียของพวกมันหน่อยซะแล้ว

                ส่วนสาเหตุรองก็

                -- ไอ้เซ็ท เอ็งมาแล้วหรอวะ ข้าหิวแล้ว เลี้ยงข้าวหน่อยดิ่ --

                -- ไอ้เซ็ท เอ็งไปขอเบอร์ผู้หญิงคนนั้นเร็ว --

                -- ไอ้เซ็ท เอาการบ้านเมื่อวานมาให้ข้าลอกหน่อย --

                มันเป็นอย่างนี้ล่ะ แล้วถ้าผมปฏิเสธ ก็คงรู้กันอยู่ว่ามันจะเป็นยังไง

                เอาเถอะ บางคนอาจจะไม่รู้เพราะไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้ จะบอกให้ก็ได้ ถ้าผมปฏิเสธมันผมก็คงจะโดนรุมกระทืบล่ะมั้ง

                แล้วถ้าถามว่าทำไมผมไม่ตอบโต้พวกมันไปบ้าง เหตุผลของผมก็คือ ผมเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีพิษสงใดๆ อีกอย่าง พอผมงัดเอาวิชาออกมาทีไรมันก็ต้องมีเรื่องทุกทีจนได้ อย่างเรื่องเมื่อวานนี้ไง

                เฮ้อ ว่าแต่เมื่อไหร่พวกเพื่อนตัวดีผมมันจะมาโรงเรียนล่ะเนี่ย นี่มันกะจะหยุดฉลองเปิดเทอมกันเลยรึไง จะไปหามันเย็นนี้ ก็ไม่รู้ว่าพวกมันอพยพจากพัทยากลับมากันที่บ้านรึยังอีก

                ผมนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งออดหมดชั่วโมงแรกดังขึ้น ชั่วโมงต่อไปก็เป็นชั่วโมงคณิตฯ พวกไอ้ทิวก็เลยเรียกผมทันที

                "เฮ้ย เซ็ท เอ็งไปนั่งข้างหน้าข้าเลย ดีเหมือนกัน จะได้ลอกข้อสอบถนัดหน่อย" พวกมันตะโกนบอกผม ว่าแต่วันนี้ไม่มีสอบเลขนี่ ช่างมันละกัน ผมคิดพลางเก็บของเตรียมไปนั่งข้างหน้าของพวกมัน

                แน่นอน ผมรู้ว่าการที่มันเรียกผมมาแบบนี้มันต้องมีอะไรแน่ แถมลางสังหรณ์ผมมันยังบอกอีกว่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกมันจะได้แกล้งผมตามอำเภอใจ...

            หึ เผอิญว่าลางสังหรณ์ผมแม่นเสมอซะด้วยสิ

                ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ เสียงหัวเราะของพวกมันก็เริ่มดังมา จะว่าไปมันเริ่มมาตั้งแต่ต้นชั่วโมงแล้ว แต่พักหลังนี่ผมรู้สึกว่ามันดังมากกว่าตอนแรกแฮะ แถมมันยังทำให้ผมฟังครูไม่รู้เรื่องซะด้วยสิ

            ว่าแต่ ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมาแปะอยู่ที่หลังผมเลยแฮะ

                สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบเจ้าตัวกระดาษต้นเรื่องที่แปะอยู่หลังผมออก แกะเทปกาวด้านหลังกระดาษชิ้นนั้นมันออกมา แล้วอ่านช้าๆ ชัดเจน

                ;~ผมเป็นเด็กชายแว่น

            ผมเป็นเกย์

                พ่อผมเป็นขอทานอยู่ที่สะพานลอย

                บ้านผมอยู่ใต้กองขยะ~

                ใจความมันทำเอาผมต้องกัดฟันกรอด แล้วความอดทนที่มีก็เริ่มพังทลายยับ

                "ไอ้ทิว พ่อแม่เอ็งไม่สั่งไม่สอนบ้างหรอวะว่าไม่ให้ด่าพ่อแม่คนอื่น ไอ้XX ตายซะเหอะ" ผมพูดออกมาอย่างเหลืออด ลำพังว่าผมยังไม่เท่าไหร่ แต่ครั้งนี้มันทำเกินไป นี่มันเล่นถึงพ่อแม่เลยอีกต่างหาก ด้วยความที่อารมณ์เลือดขึ้นหน้า ผมเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อมันขึ้นมาทันที!!

                "นี่สิทธิพงศ์ คาบนี้ยังไม่หมดเวลาเลยนะ ใครใช้ให้ทำแบบนี้!! " อาจารย์พูดจากหน้าชั้นด้วยความตกใจ

                ไม่ใช่ว่าโรงเรียนผมไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้

                ไม่ใช่ว่าห้องเรียนของผมไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้...

                ใช่ มันเคยเกิด แต่เกือบทุกครั้ง มักเป็นผมที่นั่งดูเพื่อนๆ โดนต่อยกลางห้องด้วยฝีมือของไอ้ทิว แต่ครั้งนี้มันกลับกัน เมื่อผมกลายสภาพจากผู้ชมมาเป็นผู้ 'ล่า' เสียเอง

                แล้วที่อาจารย์ตกใจ ก็คงเป็นเพราะไม่เคยเห็นผมเลือดขึ้นหน้าล่ะมั้ง

                "ขอเวลาเถอะครับอาจารย์ ผมมีเรื่องต้องเคลียร์กับไอ้นี่" ผมพูดออกไปด้วยอารมณ์ที่ยังคงเดือดอยู่

                "ว่าไงไอ้XX ทิว ใครใช้ให้เอ็งด่าพ่อข้า ฮะ " ผมพูดใส่อารมณ์ แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้อ้าปากตอบ ผมก็สอยมันลงไปนอนกับพื้นด้วยหมัดซ้ายข้างที่ผมถนัด     

                ส่วนอาจารย์กับเพื่อนๆ ทุกคนก็อึ้งกันไปตามระเบียบ จนกระทั่ง...

ปัง เสียง (ถีบ) เปิดประตูดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยร่างของผู้กระทำโผล่หน้าตามเข้ามาทีละคน นั่นมัน วิทย์ วัฒน์ บลูนี่หว่า ในที่สุดพวกเอ็งก็มา

                หึๆ ท่าทางว่าชะตาพวกมันยังไม่ขาด เพราะถ้ามันไม่มาวันนี้ ผมกะจะทำให้พวกมันชะตาขาดด้วยการไปฟ้องเฮียว่าน้องของเฮียหยุดฉลองเปิดเรียนซักหน่อย น่าเสียดายจริง

                "อ้าว ยังไม่ตายอีกหรอวะ แว่น " วิทย์ พูด

                ดูคำทักทายเพื่อนของมันสิ มันน่านัก

                "ข้าว่านะวิทย์ เปลี่ยนไปถามไอ้ทิวนี่ดีกว่า โดนหมัดซ้ายซะด้วย ขนาดพวกเรายังแทบไม่รอด..."

                วัฒน์พูดพร้อมกับกลืนน้ำลาย ก่อนจะลุกขึ้นยืนกอดอกมองดูไอ้ทิวที่นอนกองอยู่กับพื้น สงสัยมันไปเฝ้ายมบาลแล้วล่ะมั้ง

                หลังจากนั้นพวกมันก็หันมามองหน้ากันเอง ไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้มให้กันที่มุมปาก แล้วเดินมานั่งแถวกลางหลังห้องที่ประจำของพวกมัน โดยไม่ลืมที่จะลากผมไปนั่งด้วย เวรจริง - -* ข้านั่งข้างหน้าเป็นเด็กเรียนอยู่ดีๆ อย่าลากข้าไปลงเหวกับพวกเอ็งได้ไหม

และทันทีที่พวกเพื่อนผมทรุดตัวลงบนเก้าอี้ เสียงพูดของเพื่อนผมก็พูดสวนขึ้นมาทันที

                "

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา