จัดหัวใจให้ลงรัก - - วางแผงแล้วค่ะ ^_^

จัดหัวใจให้ลงรัก - - วางแผงแล้วค่ะ ^_^

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อค้ำฟ้าถูกผู้เป็นแม่บังคับให้แต่งงานเพราะชะตากำลังขาดต้องมีดวงคู่ครองมาคอยหนุน พร้อมๆ กับ อริสา ที่ถูกผู้เป็นแม่บังคับให้แต่งงานเช่นกัน เพราะถูกทักว่าถ้าไม่แต่งภายใน 2 เดือนจะต้องขึ้นคาน...

ผู้เขียน ปาลินี ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 Lucky in love จัดหัวใจให้ลงรัก
หน้า : 2 จัดหัวใจให้ลงรัก # 6
หน้า : 3 จัดหัวใจให้ลงรัก # 7
หน้า : 4 จัดหัวใจให้ลงรัก # 17
หน้า : 5 จัดหัวใจให้ลงรัก # 8
หน้า : 6 จัดหัวใจให้ลงรัก # 9
หน้า : 7 จัดหัวใจให้ลงรัก # 10
หน้า : 8 จัดหัวใจให้ลงรัก # 11
หน้า : 9 จัดหัวใจให้ลงรัก # 12
หน้า : 10 จัดหัวใจให้ลงรัก # 13
หน้า : 11 จัดหัวใจให้ลงรัก # 14
หน้า : 12 จัดหัวใจให้ลงรัก # 15
หน้า : 13 จัดหัวใจให้ลงรัก # 16
หน้า : 14 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 15 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 16 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 17 18
หน้า : 18 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 19 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 20 จัดหัวใจให้ลงรัก # 19
หน้า : 21 จัดหัวใจให้ลงรัก # 20
หน้า : 22 จัดหัวใจให้ลงรัก # 21
หน้า : 23 จัดหัวใจให้ลงรัก # 23
หน้า : 24 จัดหัวใจให้ลงรัก # บทนำ
หน้า : 25 จัดหัวใจให้ลงรัก # 1
หน้า : 26 จัดหัวใจให้ลงรัก # 2
หน้า : 27 จัดหัวใจให้ลงรัก # 3
หน้า : 28 จัดหัวใจให้ลงรัก # 4
หน้า : 29 จัดหัวใจให้ลงรัก # 5
หน้า : 30 .
หน้า : 31 จัดหัวใจให้ลงรัก # 22

จัดหัวใจให้ลงรัก # 2

ตอนที่ 2

“คุณแม่ล้อผมเล่นใช่ไหมครับ” ค้ำฟ้าถามด้วยน้ำเสียงหัวเราะๆ หลังจากคลายจากอาการตกใจ ก่อนรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจะค่อยๆ หายไปเมื่อสีหน้าของผู้เป็นแม่ยังเคร่งขรึมจริงจังอยู่

“คุณแม่อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ ผมใจคอไม่ดี” ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อย มองคุณกัญจนาตาละห้อย

“ฟ้าต้องแต่งงานภายในสามอาทิตย์นี้นะลูก ไม่งั้นจะเกิดเรื่องร้าย อาจถึงชีวิตเลยนะคะลูก” ผู้เป็นแม่ย้ำคำพูดเดียวกับเหนือเมฆ ค้ำฟ้าทำหน้าหน้ามุ่ยพร้อมเกาหัวจนผมที่ถูกจัดทรงไว้อย่างดีเริ่มยุ่ง

“ถึงผมจะรักซินดี้แต่ก็ยังไม่คิดถึงขั้นแต่งงานนะครับคุณแม่ และซินดี้เองเขาก็คงยังไม่พร้อมเหมือนกัน ตอนนี้เขากำลังจะโกอินเตอร์ด้วย”

“ใครบอกพี่ว่าแม่จะให้พี่แต่งกับนางแบบคนนั้น” เหนือเมฆพูดขัดขึ้น

“อ้าว!!” ชายหนุ่มอุทานพร้อมมองผู้เป็นแม่

“ใช่ แม่ไม่ได้ให้ลูกแต่งงานกับนางแบบคนนั้น แต่เป็นผู้หญิงที่เกิดในราศีตุลย์ ซึ่งกำลังเผชิญเคราะห์เหมือนกัน”

“เดี๋ยวนะครับคุณแม่” ค้ำฟ้าขยับนั่งหลังตรงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมทราบว่าคุณแม่เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงมาก และผมก็ไม่เคยห้ามเรื่องการสะเดาะเคราะห์ต่างๆ แต่สำหรับเรื่องนี้ผมคิดว่าคุณแม่งมงายมากเกินไป”

ชายหนุ่มชินกับเรื่องดวงเรื่องเคราะห์กรรมแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนนเลี้ยงคนทั้งซอยเพราะมีคนทักว่าควรทำทานกับผู้ใกล้เคียง หรือการบังคับคุณอมรยศผู้เป็นสามีไปนั่งสมาธิเกือบเดือนจนไม่เป็นอันทำงานเพราะถูกทักว่าชะตาขาดต้องนั่งวิปัสสนา ครั้งล่าสุดเห็นจะเป็นการส่งเขาและน้องชายไปเรียนเมืองนอกเพราะมีหมอดูคนหนึ่งบอกว่าต้องส่งลูกไปเรียนไกลๆ  ยิ่งไกลเท่าไหร่จะยิ่งได้ดีและประสบความสำเร็จ ถ้าไม่เชื่อเด็กทั้งสองจะกลายเป็นคนเกเรและจะทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

“มันไม่ใช่เรื่องงมงายนะลูก มันเป็นเรื่องจริงที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ต่างหาก ฟ้าลองคิดดูสิลูก เมื่อก่อนฟ้ารักน้องมากแค่ไหน แต่เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ทำไมมันถึงไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน เพราะดวงของฟ้ากับน้องเป็นอริต่อกัน”

“มันชอบกวนประสาทและพูดไม่เข้าหูต่างหาก” ค้ำฟ้าพูดแทรก คุณกัญจนาส่ายหน้าพร้อมสีหน้าอมทุกข์

“เพราะวิถีของดวงดาวต่างหากที่ทำให้ฟ้ามีความคิดแบบนี้ ตอนนี้ฟ้ากำลังมีเคราะห์ ต้องย้ายออกจากบ้านและแต่งงาน เคราะห์ถึงจะหมดไป”

“ย้ายออกจากบ้าน!!” ชายหนุ่มอุทานเสียงสูง “นี่คุณแม่จะไล่ผมออกจากบ้าน ไอ้เมฆมันยุใช่ไหมครับ” พูดพลางหันไปมองน้องชาย เหนือเมฆยักไหล่เล็กน้อยให้เท่านั้น

“แม่อยากให้ฟ้าย้ายไปอยู่คอนโดสักพักหนึ่งก่อน พอผ่านพ้นช่วงราหูไป ฟ้าค่อยกลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิม” คุณกัญจนารีบพูด

“ไม่!!” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็งก่อนจะยืนขึ้นและประกาศเสียงกร้าว “ผมจะไม่ย้ายออกไปไหน และจะไม่แต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักด้วย ใครก็ไม่รู้ผู้หญิงเกิดในราศีตุลย์ ยังไงๆ ก็ไม่แต่ง” พูดจบก็ก้าวยาวๆ ออกจากโถงรับแขกตรงดิ่งไปยังบันไดทันที

 

เหนือเมฆถอนใจออกมาเบาๆ พร้อมเอนตัวพิงพนักก่อนพูดกับผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงระอา

“สรุปว่าเรื่องที่พี่ฟ้าหนีงานก็ไม่ได้จัดการ เพราะเจ้าตัวทำเนียนหนีเข้าห้องไปแล้ว”

 

..........................

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้ง เสียงอนุญาตเบาๆ ดังขึ้นก่อนประตูบานนั้นจะถูกผลักเปิดออก อริสาในชุดเสื้อยืดสีเข้มสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตตัวบางพับแขนถึงข้อศอก กระดุมด้านบนถูกปลดออกเพื่อไม่ให้อึดอัดเกินไป ในมือของเธอถือสมุดบันทึกเล่มเล็กมาด้วย

 

เจ้าของห้องซึ่งเป็นสาวใหญ่วัยสี่สิบผายมือเชื้อเชิญให้นั่ง ผมยาวของเธอถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย สาวใหญ่ขยับแว่นที่สวมอยู่เพื่อมองอริสาให้ชัดขึ้น และถึงแม้เธอจะสวมแว่นแต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูสูงวัยเลย ตรงกันข้ามกรอบแว่นตาทรงสี่เหลี่ยมสีเงินนั้นทำให้ใบหน้าของสาวใหญ่ดูมีเสน่ห์มากกว่าเป็นยายแว่น 

 

“เมื่อวานได้ยินข้างล่างพูดกันถึงเรื่องเธอกับคุณยศ” สาวใหญ่นามภาวิณีถาม อริสาพยักหน้าขึ้นลงเล็กน้อย

 

“มีเรื่องอะไรก็น่าจะเคลียร์กันข้างนอก ก็รู้ๆ อยู่ว่าคนในนี้ชอบเอามาพูดแค่ไหน”

“แต่มันอดไม่ได้นี่คะคุณภา นายนั่นไปพนันกับเพื่อนไว้สารพัด แถมยังเอาไปพูดอีกว่าสามารถกอดริสาได้ คุยกันสนุกปากเชียว แบบนี้จะให้ริสายอมได้ยังไงคะ” อริสาถามกลับอย่างมีอารมณ์

เรื่องทรงยศถูกอริสาชกจนปากแตกเป็นที่พูดกันปากต่อปากกันอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และเรื่องก็ถึงหูภาวิณี ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของนิตยสารปราดเปรียวในเที่ยงวันนั้นด้วย ภาวิณีจะเรียกอริสาขึ้นมาพูดคุยถามไถ่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่หญิงสาวกลับไปเสียก่อน เธอเข้าบริษัทเพื่อมาส่งบทสัมภาษณ์ที่จะเอาลงนิตยสารฉบับล่าสุดเท่านั้น

จะให้ตามตัวกลับมาก็เห็นจะไม่จำเป็นเพราะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง และอีกอย่างคือ อริสาไม่ได้ทำงานประจำที่นิตยสารแห่งนี้ทำให้เธอสามารถกลับเมื่อใดก็ได้

“ริสาขอโทษคุณภาด้วยนะคะที่ทำเรื่องวุ่นวายให้เกิดขึ้น” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้ประธานบริหารด้วยความนอบน้อม ภาวิณีโบกมือไปมา

“ไม่เป็นไรหรอกริสา เรื่องเล็กน้อยแบบนั้นพี่ไม่เอามาคิดหรอก ที่เรียกมาวันนี้มีเรื่องจะให้ทำนิดหน่อย” กรรมการผู้บริหารพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ พลางเอนตัวพิงพนัก อริสายืดตัวนั่งหลังตรงแบบเตรียมพร้อมรับคำสั่ง

“ได้เลยค่ะ ไม่มีปัญหา”

“พี่อยากให้ริสาไปสัมภาษณ์คนๆ หนึ่ง ด่วนที่สุด ให้ทันลงฉบับปักษ์นี้”

“ปักษ์นี้!!” หญิงสาวอุทานเสียงสูง “แต่ปักษ์นี้กำลังจะปิดเล่มอาทิตย์หน้านะคะ ไม่ถึงห้าวันเท่านั้น” 

“พี่เชื่อว่าริสาทำได้อยู่แล้ว นี่รูปของเขา เธอน่าจะรู้จัก” พร้อมกับพูด ภาวิณียื่นรูปขนาด 6x4 ไปให้ อริสาหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดู

ชายหนุ่มในชุดสูทดูภูมิฐานยืนกอดอกอยู่ภายในห้องกว้าง เครื่องหน้าทุกสัดส่วนประกอบกันอย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็นดวงตาคมรับกับคิ้วดกหนา จมูกโด่งเป็นสันเข้ากับริมฝีปากรูปกระจับอย่างลงตัว ดวงหน้ายิ้มละไมอย่างอ่อนโยน

หล่อ!! เท่!!

หญิงสาวบอกกับตัวเองทันทีเมื่อมองรูปถ่ายใบนั้น

“ริสาน่ะหรือคะรู้จักผู้ชายคนนี้” หญิงสาวถามภาวิณีอย่างไม่แน่ใจ

“เหนือเมฆ พิสิษฐ์วัฒน์ ทายาทเจ้าของห้างสรรพสินค้า The Great Mall ที่มีสาขาอยู่ทั่วกรุงเทพฯ พอจะคุ้นๆ ไหม” ภาวิณีถามยิ้มๆ

“พิสิษฐ์วัฒน์??” หญิงสาวทวนคำอย่างทบทวน ก่อนเบิกตากว้าง

“ลูกชายคุณน้ากัญจนาหรือนี่ ริสาจำไม่ได้เลย เขาเพิ่งกลับมาจากนอกใช่ไหมคะ”

“ใช่!! เพิ่งกลับมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อสองอาทิตย์นี่เอง ตอนนี้มีนิตยสารหลายหัวพยายามจะขอสัมภาษณ์เขา เราต้องสัมภาษณ์เขาให้ได้ก่อนคนอื่นๆ ถ้าสามารถเอาลงปักษ์นี้ได้ เราจะเป็นรายแรก”

“แต่เหลือเวลาแค่ไม่กี่วันเอง แล้วริสาก็ส่งบทสัมภาษณ์คุณวิชิตไปให้กองแล้วด้วย”

“ไม่มีปัญหา เมื่อวานพี่เพิ่งบอกระงับไป บทความของคุณวิชิตเราจะเอาลงฉบับหน้า ส่วนเรื่องเวลา พี่เชื่อมือริสาว่าสามารถทำได้อยู่แล้ว อย่าทำให้พี่ผิดหวังนะ” คำพูดแกมบังคับหน่อยๆ จากผู้บริหารทำให้อริสาไม่มีโอกาสได้หาข้อโต้แย้ง หญิงสาวพยักหน้ารับปากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

ภายในห้องโถงกว้าง หญิงสาวร่างเพรียวในเสื้อเชิ้ตสีขาวกำลังเดินวนไปเวียนมาอยู่ภายในห้องนั้น นานๆ ก็ละสายไปหันไปมองทางประตู ประเดี๋ยวก็ยกข้อมือเพื่อดูเวลา จนได้ยินเสียงเครื่องยนต์มาจอดหน้าบ้านเท่านั้น หญิงสาวก็รีบวิ่งออกไปต้อนรับทันที

“คุณแม่กลับมาช้าจัง อรรอตั้งนาน”

“นี่แม่ก็เร่งเวลาแล้วนะคะลูก การติดต่อซื้อขายกันเนี่ย มันต้องใช้เวลาศึกษานะคะ จะให้แม่ไปเร่งเขาได้ยังไงกัน”

นอกจากงานที่สมาคมแม่บ้านทหารผลีชีพซึ่งคุณพรพรรณดำรงตำแหน่งประธานบริหารแล้ว อีกหนึ่งอาชีพของเธอก็คือการเป็นนายหน้าขายเพชรซึ่งเป็นเครื่องประดับที่เธอชื่นชอบอยู่แล้ว

“แล้วตกลงเขาซื้อไหมคะ”

“แน่นอนสิคะลูก มือชั้นนี้แล้ว” คุณพรพรรณพูดอย่างภาคภูมิใจ “ว่าแต่หนูเถอะ เรื่องด่วนอะไรกันค่ะ ถึงได้โทรไปเร่งแม่แบบนั้น”

“ด่วนค่ะ ด่วนมากๆ เลยด้วย คุณแม่เข้าบ้านก่อนนะคะ” อริสาพูดพลางพยุงผู้เป็นแม่ไปนั่งยังโซฟาตัวยาว น้ำเย็นๆ ถูกยกมาเสิร์ฟเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงเริ่มพูด

“อรเพิ่งทราบว่าลูกชายคุณน้ากัญจนากลับมาจากนอกแล้ว”

“ใช่จ้ะ กลับมาได้สองอาทิตย์แล้วมั้ง หนูทราบได้ยังไงคะ”

“วันนี้คุณภาเอารูปมาให้อรดูค่ะ แล้วบอกว่าให้ไปสัมภาษณ์มาให้ได้ต้องภายในสามวันนี้เท่านั้น คุณแม่ช่วยอรหน่อยนะคะ” หญิงสาวพูดเสียงอ้อน ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่นานๆ ครั้ง คุณพรพรรณถึงจะได้ยิน

“สัมภาษณ์ภายในสามวันนี้หรือ ทำไมเร็วนักล่ะลูก” ผู้เป็นแม่ถามอย่างแปลกใจ

“คุณภาเธอต้องการให้นิตยสารของเราเป็นเจ้ารายที่ได้สัมภาษณ์เขาค่ะ และต้องลงฉบับปักษ์นี้เท่านั้นนะคะ แล้วเหลือเวลาอีกแค่ห้าวันเท่านั้นก็จะปิดเล่ม นี่ยังไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า ต้องมาถอดคำสัมภาษณ์อีก น้ากัญเป็นเพื่อนสนิทของคุณแม่ คุณแม่ช่วยพูดให้อรหน่อยนะคะ” อริสาพูดอ้อนขอร้องอีกครั้ง คุณพรพรรณเงียบไปอย่างตัดสินใจ ก่อนพูดช้าๆ

“ช่วยน่ะช่วยได้ค่ะ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะคะ”

“ได้ค่ะ คุณแม่จะขออะไรอร อรยอมทุกอย่างเลยค่ะ ว่ามาเลยค่ะคุณแม่” อริสาพูดอย่างกระตือรือร้น คุณพรพรรณยิ้มอย่างใจเย็นให้เธอ

“ไม่หนักหนาอะไรหรอก เราค่อยมาคุยกันหลังจากอรไปสัมภาษณ์ตาเมฆแล้วดีกว่า ว่าแต่หนูตกลงจริงๆ นะ”

“ตกลงค่ะคุณแม่” อริสายกมือประกอบคำพูดอย่างแข็งขัน คุณพรพรรณพยักหน้าด้วยสีหน้ายิ้มๆ มีแผนการ

 

หลังจากรับปากกับบุตรสาวแล้ว คุณพรพรรณก็เริ่มประสานงานให้ทันที ค่ำวันนั้นเธอโทรหาเพื่อนสนิทเพื่อบอกข่าว

“นี่ฉันก็บอกยัยหนูไปแล้วนะว่าต้องมีข้อแลกเปลี่ยน แต่ขออุบไว้ก่อน ยัยหนูรีบรับปากทันทีเลย คราวนี้ล่ะเรื่องร้ายๆ เคราะห์หนักๆ ที่เข้ามาจะได้ผ่านไปซะที”

“ขอบใจเธอมากนะพรที่ช่วยฉันกับลูกถึงขนาดนี้ แล้วฉันจะบอกตาเมฆให้นะ วันมะรืนนี้เธอให้หนูอรเข้ามาสัมภาษณ์ได้เลย ไม่มีปัญหา” คุณกัญจนาพูดอย่างโล่งใจ

“เพื่อนกันนี่นาอะไรช่วยได้ก็ช่วยๆ กันไป นี่ดีนะที่คุณอรรถไม่อยู่แล้ว ไม่งั้นเขาคงไม่ยอมให้ฉันทำแบบนี้แน่ๆ” คุณพรพรรณพูดถึงสามีที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน

คุณอรรถเป็นนายทหารยศนายพล และเสียชีวิตเพราะเฮลิคอปเปอร์ตกระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในเขตภาคเหนือ หลังการเสียชีวิตของสามี คุณพรพรรณเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมแม่บ้านทหารพลีชีพเพื่อช่วยเหลือภรรยาและลูกของทหารที่เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

“แต่ถ้าคุณอรรถยังอยู่ เขาคงภูมิใจที่สามารถทำให้หนูอรเป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้” คุณกัญจนาต่อท้ายให้ คุณพรพรรณหัวเราะหึๆ ไปตามสาย

คุณอรรถเป็นคนที่หวงบุตรสาวเป็นที่หนึ่ง ตอนที่อริสายังเป็นเด็กนั้น คุณพรพรรณจะสอนให้ลูกเรียบร้อยดังผ้าพับไว้ ผิดกับคุณอรรถที่ต้องการให้ลูกเข้มแข็งจะได้ต่อสู้กับผู้ชายได้ พออริสาอายุสิบกว่าขวบ ผู้เป็นพ่อก็ส่งไปเรียนการต่อสู้ต่างๆ โดยที่คุณพรพรรณไม่กล้าห้ามปราบเพราะเกรงใจสามี จนในที่สุดจากเด็กหญิงเรียบร้อย อ่อนโยนอย่างหนูอรในอดีตก็กลายมาเป็นหญิงสาวสุดห้าวไม่กลัวใครอย่างอริสาในปัจจุบัน

เหตุการณ์ในครั้งนั้น คุณพรพรรณยังโกรธตัวเองอยู่ไม่หายที่ปล่อยให้ลูกอยู่กับพ่อมากเกินไป ถ้าในวันนั้นเธอห้ามปรามสักนิด วันนี้อริสาก็ยังคงเป็นหนูอร หญิงสาวน่าทะนุถนอมอยู่เช่นเคย

 

 

อริสาเดินเข้ามายังห้างสรรพสินค้าหรูซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้นอกจากจะเป็นห้างหรูกลางเมืองแล้ว ด้านบนยังเป็นสำนักงานซึ่งควบคุมดูแลห้างสาขาต่างๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วกรุงเทพฯอีกด้วย และวันนี้เธอมีนัดกับผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่ชื่อ เหนือเมฆ พิสิษฐ์วัฒน์ ทายาทคนเล็กของตระกูลพิสิษฐ์วัฒน์ ซึ่งได้มีการนัดหมายกันเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางคุณพรพรรณผู้เป็นแม่

ภายในส่วนของสำนักงานซึ่งตั้งอยู่บนชั้นหกของอาคาร อริสานั่งรออยู่บริเวณรับแขกเกือบสิบนาทีแล้ว ตอนนี้หญิงสาวกำลังสำรวจอุปกรณ์ที่จะใช้ในการสัมภาษณ์เพื่อให้มันอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ในมือของเธอคือกล้อง DSLR ซึ่งมีความละเอียดถึงสิบล้านพิกเซล หญิงสาวปรับโฟกัสของกล้องเพื่อให้มันมีความคมชัดมากที่สุด หลังจากนั้นก็หันไปหยิบเครื่องบันทึกเสียงอันจิ๋วขึ้นมาดูเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเสียงบันทึกของใครปะปนอยู่

“เชิญคุณอริสาค่ะ” เสียงของเลขาหุ่นดีดังขึ้นพร้อมผายมือไปยังประตูห้องบานหนึ่ง หญิงสาวเก็บอุปกรณ์ทุกชิ้นใส่กระเป๋าพร้อมยิ้มขอบคุณ ก่อนจะเดินตามเลขาคนนั้นไปยังห้องของคนที่เธอจะได้สัมภาษณ์ในวันนี้

“เชิญครับ” เสียงทุ่มนุ่มจากชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนต้อนรับอยู่ดังขึ้น หลังจากเลขาเดินออกไปแล้ว ใบหน้าของเขายิ้มละไม พร้อมเชิญให้เธอนั่งบนโซฟาข้างประตู

อริสาถึงกับลืมหายใจเมื่อได้มาเจอบุคคลในภาพถ่ายเมื่อสองวันก่อน ตัวจริงของเหนือเมฆ พิสิษฐ์วัฒน์ ดูดีกว่ารูปถ่ายที่ได้เห็นเป็นไหนๆ คิ้วดกหนา ดวงตาคมฉายแววมุ่งมั่นแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน จมูกโด่งกว่าคนไทยทั่วไป ปากของเขาเป็นรูปกระจับ และชวนมองอย่างยิ่งเวลายิ้ม

“สวัสดีค่ะคุณเมฆ” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้เขาด้วยความนอบน้อม น้ำเสียงของเธอหวานผิดไปจากทุกครั้ง จนเจ้าตัวยังไม่แน่ใจว่านั่นใช่เสียงเธอหรือเปล่า

“ขอบคุณคุณเมฆมากนะคะที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์กับนิตยสารปราดเปรียวของเรา”

“ไม่จำเป็นต้องมีพิธีอะไรหรอกครับ สงสัยน้องอรคงจำพี่ไม่ได้แน่เลย” เหนือเมฆพูดยิ้มๆ พร้อมหรี่ตามองเธอ

 

เจอสีหน้าและน้ำเสียงแบบนี้ทำเอาอริสาแทบนั่งไม่ติดด้วยความเขิน ใบหน้าเริ่มร้อนและหัวใจก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ

“จำไม่ได้??” หญิงสาวทวนคำ “เรื่องอะไรหรือคะ”

“ตอนเด็กๆ เรายังเล่นด้วยกันอยู่เลยนะครับ ตอนนั้นน้องอรเพิ่งจะห้าหกขวบเองมั้ง แต่หลังจากนั้นพี่ก็ไปเรียนเมืองนอก เราเลยไม่ได้เจอกันอีก เกือบยี่สิบปีเห็นจะได้”

เมื่อไหร่กัน!! หญิงสาวถามตัวเองทันที ทำไมคุณแม่ถึงไม่บอกเราก่อนว่าเคยเป็นเพื่อนเล่นด้วยกันมา

“อรคงจำไม่ได้จริงๆ ค่ะ ตอนนั้นเด็กมากยังไม่ขึ้นประถมเลยมั้งคะ” หญิงสาวตอบพร้อมหัวเราะแก้เขินไปด้วย

“ตอนนั้นคุณแม่พี่ชอบพาพี่กับพี่ฟ้าไปเล่นที่บ้านของน้องอรเป็นประจำ น้องอรคงจำพี่ฟ้าไม่ได้เหมือนกัน ตอนนั้นน้องอรโดนพี่ฟ้าแกล้งเป็นประจำ พอๆ กับพี่ฟ้าที่โดนคุณแม่พี่ดุเพราะชอบแกล้งน้อง”

“สงสัยกลับไปคราวนี้ อรคงต้องไปรื้อความคิดสมัยเด็กๆ มาทบทวนแล้วค่ะ” อริสาพูดพลางหยิบเครื่องบันทึกเสียงอันจิ๋วออกจากกระเป๋า การสัมภาษณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในหัวข้อหรือเรื่องไร้สาระเธอก็ต้องบันทึกไว้

“ไม่เห็นต้องไปรื้ออะไรเลย พี่เล่าให้ฟังก็ได้” เหนือเมฆพูดเอนตัวพิงโซฟา สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายและมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนหน้าตลอดเวลา

“น่าเสียดายที่เราเล่นกันแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น พี่กับพี่ฟ้าก็ถูกส่งไปเรียนเมืองนอก ตอนนั้นน้องอรยังมาส่งพี่เลยนะครับ แถมยังร้องไห้ขี้มูกโป่งอีกต่างหาก”

“อรเคยร้องไห้แบบนั้นด้วยหรือคะ” หญิงสาวถามอย่างประหลาดใจ เหนือเมฆหัวเราะอย่างขำๆ ก่อนพูด

“เคยสิครับ พี่ยังสัญญาอยู่เลยว่าจะไปเรียนแค่ไม่กี่ปีแล้วเราจะกลับมาเล่นด้วยกันใหม่ ที่ไหนได้ พี่ไปเรียนซะไม่ได้กลับมาเมืองไทยเลย แต่...เอ๊ะ!! ไม่ใช่สิ พี่จำได้ว่าเคยกลับมาครั้งหนึ่ง” เหนือเมฆพูดพลางหรี่ตาคิด สีหน้าคมคายของเขามีเสน่ห์น่ามองจนอริสาเผลอจ้องตาไม่กะพริบ

“ใช่ๆ พี่จำได้ว่าตัวเองเคยกลับมาหลังจากนั้นสักสี่ห้าปี รู้สึกว่าครอบครัวของน้องอรจะย้ายไปอยู่ภาคเหนือ เราเลยไม่ได้เจอกัน”

“ใช่ค่ะ ตอนนั้นอรอายุประมาณสิบกว่าขวบ คุณพ่อต้องไปประจำที่โน่นเกือบสิบปีเลยนะคะ อรกับคุณแม่เพิ่งจะย้ายกลับมากรุงเทพเมื่อห้าหกปีก่อนนี่เองค่ะ หลังจากที่...” น้ำเสียงของอริสาแผ่วลงเมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เธอและคุณพรพรรณผู้เป็นแม่ต้องย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพ

“พี่เสียใจด้วยนะครับ” เหนือเมฆพูดพลางก้มศีรษะให้เธอ เขารู้เรื่องการเสียชีวิตของคุณอรรถจากผู้เป็นแม่เพราะมีความสนิทสนมกันดีกับคุณพรพรรณ หญิงสาวยิ้มรับพร้อมส่ายหน้าช้าๆ

“เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว อรถามคุณเมฆบ้างดีกว่า”

“เรียกพี่เมฆก็ได้ครับ สนิทกันดี” ชายหนุ่มรีบพูดเพื่อเพิ่มความสนิทสนม

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำอย่างว่าง่าย “พี่เมฆไปเรียนนอกตั้งแต่เมื่อไหร่คะ แล้วเป็นยังไงบ้าง”

คำถามแรกของการสัมภาษณ์เริ่มต้นขึ้น หลังจากนั้นอริสาก็เป็นฝ่ายถามคำถามต่างๆ ที่ต้องการรู้ การสัมภาษณ์ผ่านไปอย่างราบรื่นด้วยความเป็นกันเองของเหนือเมฆ ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์คือการถ่ายรูป ซึ่งเหนือเมฆก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีอีกเช่นกัน

 

หลังการสัมภาษณ์อริสาก็ขอเข้าพบคุณกัญจนาเพื่อสวัสดีและกล่าวคำขอบคุณสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ หญิงสาวนั่งรออยู่หน้าห้องเพียงห้านาทีเท่านั้น เลขาหน้าห้องก็พาเธอเข้ามาในห้องทำงานของคุณกัญจนา

“หวังว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้คงเรียบร้อยนะจ๊ะ” คุณกัญจนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู หญิงสาวยกไหว้อย่างนอบน้อม

“ต้องขอบคุณคุณน้ามากๆ ค่ะที่ช่วยบอกพี่เมฆ ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้เรียบร้อยทุกอย่าง”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ มีอะไรเราก็ต้องช่วยๆ กันอยู่แล้ว หนูต้องทำมากกว่าน้าอีก เรื่องแค่นี้น้ายินดีจ้ะ”

อริสาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เธอทำอะไรมากกว่าคุณกัญจนา

“ช่วงนี้น้าไม่ค่อยเจอหนูเลย หนูอรเป็นยังไงบ้างจ้ะ” คุณกัญจนาเปลี่ยนเรื่อง เพราะรู้สึกว่าตนจะพูดอะไรมากเกินไปแล้ว

“สบายดีค่ะ คุณน้าล่ะคะ”

“ก็มีเรื่องกลุ้มๆ นิดหน่อยจ้ะ โชคดีที่มีแม่หนูคอยช่วย ไม่งั้นน้าคงแย่” พูดพลางมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อริสายิ้มตอบแบบเก้อๆ น้ำเสียงและสีหน้าของผู้สูงวัยตรงหน้า คล้ายฝากความหวังอะไรสักอย่างไว้ที่เธอ

“กวนเวลาคุณน้ามามากแล้ว อรขอตัวกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้อีกครั้งก่อนขอตัวกลับ คุณกัญจนารับไหว้พร้อมทั้งอวยพรให้เธอเดินทางโดยปลอดภัย

 

 

อริสาผลักประตูของห้างสรรพสินค้าออกไปยังลานจอดรถ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความชื่นชม ชื่นชมทั้งตัวตนที่ได้พบเห็น และบทสนทนาที่ได้พูดคุยกัน แถมยังเกิดความภูมิใจที่นิตยสารของเธอสามารถสัมภาษณ์เขาได้เป็นเจ้าราย โดยมีเธอเป็นคนดำเนินเรื่อง

หญิงสาวข้ามถนนเพื่อเดินไปยังรถที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง ชายคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงรถยนต์คันหนึ่ง ข้างๆ กันนั้นมีเข็นรถซึ่งบรรจุข้าวของเครื่องใช้ไว้จนเต็ม สายตาของชายคนนั้นมองสิ่งของในรถเข็นอย่างประเมินก่อนจะหันซ้ายหันขวาคล้ายมองหาใครบางคน หลังจากนั้นก็แนบใบหน้ากับกระจกประตูหลัง

อริสาเพ่งสายตามองไปยังชายต้องสงสัยนั้น ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นชายคนนั้นหยิบแพ็คไม้แขวนเสื้อมาแกะ และดัดไม้แขวนเสื้ออันนั้นเป็นเส้นยาวๆ จนในที่สุดมันก็กลายเป็นลวดเส้นใหญ่ ก่อนจะใช้ลวดเส้นนั้นสอดเข้ากับหน้าต่างข้างคนขับ

ขโมย!! หญิงสาวคิดทันที และเร็วเท่าความคิด เธอรีบสาวเท้าตรงไปหาชายคนนั้นทันที

“หยุดนะไอ้หัวขโมย” หญิงสาวตะโกนลั่น ชายคนนั้นสะดุ้งโหยง ก่อนหันมามองทางต้นเสียง

“ผมเปล่า” ชายหนุ่มพูดปฏิเสธทันที

“แล้วที่อยู่ในมือนั่นคืออะไร แต่งตัวก็ดี ใส่สูทผูกไทด์ซะด้วย คนสมัยนี้ดูแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ ใครอยู่แถวนี้บ้าง ขโมยจะงัดรถค่ะ” ประโยคหลัง หญิงสาวตะโกนลั่น ชายหนุ่มร่างสูงคนนั้นรีบทิ้งอุปกรณ์ที่อยู่ในมือตรงเข้าตะครุบตัวเธอไว้

“เอ๊ะ!! ปล่อยนะ คิดจะลวนลามฉันเหรอ”

อริสาบิดข้อมือของคนที่ปิดปากเธอไว้ จนคนร้ายร้องโอย และไม่รอให้ตั้งตัวได้ หญิงสาวก็จับคนตัวสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรทุ่มลงกับพื้นเสียงดังพลั่ก!!

“โอ๊ะ โอย!!” เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นทันทีพร้อมใบหน้าที่บิดเบี้ยวจากความเจ็บ อริสาไม่ปล่อยให้คนร้ายได้ตั้งตัว เธอพลิกตัวคนร้ายให้นอนคว่ำหน้าก่อนจะจับแขนพาดหลังไว้

“โอย!! เจ็บ ปล่อยนะยัยบ้า เจ็บ!!”

“อะไรกันครับ เกิดอะไรขึ้นครับ” รปภ.นายหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาสีหน้าตื่นตกใจ

“ไอ้หัวขโมยนี่มันกำลังจะงัดรถคันนั้น” อริสาบอกเสียงหอบพร้อมกดหลังไอ้หัวขโมยไว้ หัวขโมยคนนั้นร้องโอยอีกครั้งพร้อมเงยหน้าขึ้น

“หา!! คุณฟ้า” รปภ. ร้องลั่นเมื่อเห็นว่า ‘ไอ้หัวขโมย’ ที่หญิงสาวบอกคือใคร

“คุณครับ คุณครับ ผมว่าคุณเข้าใจผิดแล้วละครับ ปล่อยเขาก่อนเถอะครับ” รปภ. ร้องขอเสียงสั่นพร้อมเข้าไปดึงตัวหญิงสาวออกและช่วยพยุงชายหนุ่มคนนั้นให้ยืนขึ้น

“เข้าใจอะไรผิดคะ ฉันเห็นเต็มสองตาว่าเขากำลังงัดรถคนนั้นอยู่ แล้วของนี่ก็คงขโมยมาจากข้างในเหมือนกัน”

“ไม่ใช่หรอกครับ นี่คุณค้ำฟ้า ผู้บริหารของที่นี่ จะเป็นขโมยไปได้ยังไงครับ” รปภ.เฉลย พร้อมมองค้ำฟ้าด้วยสีหน้าเกรงใจ

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อกระชับเสื้อสูทที่สวมอยู่ให้เข้ารูป ทรงผมของเขายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ใบหน้ามอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นผง ตาคมของเขาจ้องหญิงสาวด้วยความไม่เป็นมิตร

“แล้ว...แล้วมาด้อมๆ มองๆ ที่รถคันนี้ทำไมล่ะ แถมของที่อยู่ในรถเข็นก็ไม่น่าจะใช้ของของคุณด้วย” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา พร้อมมองสิ่งของที่อยู่ในรถเข็น ส่วนใหญ่เป็นของใช้ภายในบ้านและของเล่นเด็ก

“ลูกของเจ้าของรถเกิดท้องเสีย ผมเลยอาสาดูของให้ เพราะแม่เด็กไม่อยากเข็นกลับเข้าไปข้างใน แล้วเขาก็ลืมกุญแจไว้ในรถด้วย ผมเลยบอกว่าจะช่วยดูให้”

“ไม่เชื่อว่าเขาจะไว้ใจคนที่ไม่รู้จักให้ดูของแถมยังให้งัดรถอีก” อริสาพูดเสียงเบา ยังไม่ปักใจเชื่อนัก แม้ว่าจะรู้ว่าเขาคงผู้บริหารของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้

“เจ้าของรถเคยเป็นพนักงานที่นี่และรู้จักกับผมเป็นอย่างดี เราเจอกันโดยบังเอิญข้างใน ผมเลยช่วยเข็นรถมาส่ง พอดีลูกของเขาเกิดท้องเสีย และอีกอย่างรถคันนี้ผมก็เคยงัดเอากุญแจให้เขาตั้งสองสามครั้งแล้ว” ค้ำฟ้ากัดฟันพูดอย่างข่มอารมณ์ อริสาถอนหายใจอย่างเขินๆ เมื่อรู้ความจริง

“ก็...ก็ฉันไม่รู้นี่นา ก็หวังดีคิดว่าขโมย”

“บ้าที่สุด” ค้ำฟ้าพูดลอดไรฟันก่อนขยับเสื้อสูทให้เข้าที่ และหันไปพูดกับ รปภ. “ฝากดูรถคันนี้ด้วย อีกสักพักเจ้าของรถก็คงออกมาแล้วล่ะ” พูดจบก็สาวเท้าเดินออกไปทันที

“คุณ...ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้จริงๆ” อริสาตะโกนตามหลัง ค้ำฟ้าหันกลับมามองแวบนึงก่อนตะโกนกลับไป

“ไม่ยกโทษให้” พูดจบก็ก้าวยาวๆ เข้าอาคารมือข้างหนึ่จับเอวไปด้วย

อริสาทำหน้างอและบ่นอะไรงึมงำอยู่คนเดียว ก่อนหันไปก้มศีรษะให้กับ รปภ.และเดินเลี่ยงไปยังรถของตนที่จอดอยู่เลยออกไปสามแถว ก่อนชะงักเมื่อนึกถึงคำพูดแนะนำตัวของ รปภ.

‘นี่คุณค้ำฟ้า ผู้บริหารของที่นี่’

 

“ค้ำฟ้า งั้นก็เป็นพี่ชายของพี่เมฆน่ะสิ”

 

 

.....................................................

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา