จัดหัวใจให้ลงรัก - - วางแผงแล้วค่ะ ^_^

จัดหัวใจให้ลงรัก - - วางแผงแล้วค่ะ ^_^

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อค้ำฟ้าถูกผู้เป็นแม่บังคับให้แต่งงานเพราะชะตากำลังขาดต้องมีดวงคู่ครองมาคอยหนุน พร้อมๆ กับ อริสา ที่ถูกผู้เป็นแม่บังคับให้แต่งงานเช่นกัน เพราะถูกทักว่าถ้าไม่แต่งภายใน 2 เดือนจะต้องขึ้นคาน...

ผู้เขียน ปาลินี ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 Lucky in love จัดหัวใจให้ลงรัก
หน้า : 2 จัดหัวใจให้ลงรัก # 6
หน้า : 3 จัดหัวใจให้ลงรัก # 7
หน้า : 4 จัดหัวใจให้ลงรัก # 17
หน้า : 5 จัดหัวใจให้ลงรัก # 8
หน้า : 6 จัดหัวใจให้ลงรัก # 9
หน้า : 7 จัดหัวใจให้ลงรัก # 10
หน้า : 8 จัดหัวใจให้ลงรัก # 11
หน้า : 9 จัดหัวใจให้ลงรัก # 12
หน้า : 10 จัดหัวใจให้ลงรัก # 13
หน้า : 11 จัดหัวใจให้ลงรัก # 14
หน้า : 12 จัดหัวใจให้ลงรัก # 15
หน้า : 13 จัดหัวใจให้ลงรัก # 16
หน้า : 14 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 15 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 16 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 17 18
หน้า : 18 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 19 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 20 จัดหัวใจให้ลงรัก # 19
หน้า : 21 จัดหัวใจให้ลงรัก # 20
หน้า : 22 จัดหัวใจให้ลงรัก # 21
หน้า : 23 จัดหัวใจให้ลงรัก # 23
หน้า : 24 จัดหัวใจให้ลงรัก # บทนำ
หน้า : 25 จัดหัวใจให้ลงรัก # 1
หน้า : 26 จัดหัวใจให้ลงรัก # 2
หน้า : 27 จัดหัวใจให้ลงรัก # 3
หน้า : 28 จัดหัวใจให้ลงรัก # 4
หน้า : 29 จัดหัวใจให้ลงรัก # 5
หน้า : 30 .
หน้า : 31 จัดหัวใจให้ลงรัก # 22

จัดหัวใจให้ลงรัก # 1

ตอนที่ 1

“อะไรนะคะคุณแม่ จะให้อรแต่งงาน” หญิงสาวแผดเสียงดังลั่น ลุกขึ้นยืนมองหน้าผู้เป็นแม่ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าเธอยอมรับกับสิ่งที่ได้ฟังเมื่อครู่ไม่ได้

“เดี๋ยวก่อนสิหนูอร ฟังคุณแม่นิดนึงนะคะ ตอนนี้หนูกำลังเจอเคราะห์หนักมาก ถ้าไม่รีบแต่ง หนูจะต้องขึ้นคานนะคะ จะเจอแต่คนที่ไม่จริงใจด้วยนะคะลูก” คุณพรพรรณรีบเดินไปรั้งร่างบุตรสาวให้นั่งลงดังเดิม ยิ้มปลอบแบบแห้ง ๆ

อริสาหรือหนูอร หญิงสาวชื่ออ่อนหวานน่าทะนุถนอม คือชื่อของหญิงสาวร่างสูงเพรียวในเสื้อเชิ้ตพับแขนกางเกงยีนแบบทะมัดทะแมง ผมสไลด์เกลี่ยบ่า ใบหน้าไร้เครื่องสำอางใดๆ ทั้งสิ้น แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าเรียวเป็นรูปหัวใจของเธอจืดชืดแม้แต่น้อย เพราะแก้มของเธอมีเลือดฝาดและริมฝีปากบางเล็กก็แดงอิ่มเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ดวงตาของเธอกลมโตทอประกายสดใส จมูกของเธอไม่โด่งมากนักแต่ก็พอเห็นเป็นสัน

“เคราะห์หนักอะไรกันคะคุณแม่ อรบอกคุณแม่แล้วไงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด กับแค่ผู้หญิงบ้าๆ ขี้หึงคนหนึ่งเท่านั้น คุณแม่ถึงขนาดต้องเก็บมาคิดมากเลยหรือคะ อรไม่เห็นคิดเลย” อริสาพูดอย่างไม่ใช่เรื่องสำคัญ มองหน้าผู้เป็นแม่อย่างผู้ใหญ่ตำหนิเด็กซนๆ

“แต่อร มันไม่ใช่แค่นั้นนะลูก หนูลองคิดดูสิ จู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็มียืนกล่าวหาลูกแบบนั้น ทั้งๆ ที่ท่าทางหนูไม่ใช่เลยสักนิด ถ้าไม่ใช่เพราะดวงกำลังตกจะเป็นเพราะอะไรล่ะลูก”

“เพราะผู้หญิงคนนั้นมันหึงจนไม่ลืมหูลืมตาไงคะ...ไม่เอาแล้ว” อริสาตอบผู้เป็นแม่ ก่อนส่ายหน้าพร้อมหันไปหยิบกระเป๋าทรงป้อมสีดำขึ้นสะพายบ่า

“อรเสียเวลามามากแล้วค่ะคุณแม่ เดี๋ยวส่งงานไม่ทัน อรไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้ผู้เป็นแม่เร็วๆ ก่อนก้าวยาวๆ ออกจากบ้านไป

“ดะ...เดี๋ยวสิลูก อร ฟังแม่พูดก่อนสิลูก” คุณพรพรรณยกมือค้าง ตามองตามบุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างระอาใจ

“โธ่!! ทำไมไม่เชื่อแม่บ้างเลยนะ” คุณพรพรรณพูดกับตัวเองก่อนทิ้งตัวลงนั่งอย่างอ่อนใจ

 

 

“ต๊ายย!! นี่คุณหญิงแม่คิดมากถึงขนาดเอาดวงแกไปให้หมอดูเลยหรือไงยัยอร” เสียงห้าวที่พยายามบีบให้เล็กดังมาจากบูลทูธที่อริสาเสียบหูอยู่ เพื่อใช้ในการสนทนาระหว่างขับรถ

“ก็ใช่น่ะสิ จู่ๆ ก็มาบอกให้ฉันแต่งงาน แถมยังขู่ว่าถ้าฉันไม่แต่งจะขึ้นคานและเจอแต่คนไม่จริงใจ” อริสาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ เพื่อนชายใจสาวหัวเราะมาตามสาย

“แกก็รีบไปบอกคุณยศซะสิว่าดวงแกถึงคราวที่ต้องแต่งแล้ว ให้เขารีบๆ มาขอ”

“จะบ้าหรือไงยัยเมย์ ฉันกับเขายังไม่ถึงขั้นนั้นเสียหน่อย” อริสาแว้ดเข้าให้ ยัยเมย์ หรือชื่อเต็มๆ คือ เมธาวัส หัวเราะเสียงรัว

“ยังไม่ถึงขั้นนั้นแต่ต่อไปก็ไม่แน่ไม่ใช่เหรอ เมื่อคืนกลับกันอีกโมงล่ะยะ ไปเที่ยวกันมาไม่ใช่เหรอ” เมธาวัสถามด้วยน้ำเสียงล้อๆ อริสาส่งค้อนให้เพื่อนผ่านสายโทรศัพท์

“บ้าหรือไงแก ทำเสียงแบบนี้รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ เที่ยงคืนก็ต่างคนต่างกลับแล้วย่ะ” หญิงสาวพูดเร็วๆ กลบเสียงหัวเราะของอีกฝ่าย

“รีบแก้ตัวเลยนะยะ ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย...อุ๊ย!! ยัยอร แค่นี้ก่อนนะ ลูกค้าเข้า ขอไปต้อนรับก่อน ทำงานเสร็จแล้วแวะมาเม้าท์ต่อที่สปาแล้วกัน” เมธาวัสพูดเร็วๆ ก่อนตัดสายไปโดยไม่รอฟังเสียงเพื่อนร่ำลา อริสาส่ายหน้ายิ้มๆ กับความรวดเร็วของเพื่อน

 

ไม่นานรถญี่ปุ่นคันเล็กสีเทาที่ใช้กันเกลื่อนบนท้องถนนก็แล่นเข้ามาจอดภายในลานจอดรถของตึกสูงสามชั้น ซึ่งเป็นที่ทำงานของเธอ

หญิงสาวคว้ากระเป๋าสีดำทรงป้อมซึ่งมีกล้องถ่ายรูปและเครื่องบันทึกเสียงอยู่ด้านในมาถือไว้ เครื่องมือหากินของเธอนั่นเอง

อริสาทำงานเป็นคอลัมน์นิสต์ให้กับนิตยสาร ปราดเปรียว นิตยสารสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ หน้าที่ของเธอคือสัมภาษณ์คนดังหรือบรรดาหนุ่มสาวไฮโซซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ หญิงสาวทำงานตรงส่วนนี้ได้ง่ายเพราะมีแม่อยู่ในแวดวงสังคมอยู่แล้ว

หญิงสาวผลักประตูเข้าไปยังบริษัทที่ตนทำงานอยู่ ก่อนหยุดชะงักกับความผิดปกติของสองสาวประชาสัมพันธ์ที่ยืนอยู่ภายในเคาน์เตอร์ สองสาวประชาสัมพันธ์เงยหน้ามองเธอพร้อมหันไปคนละทาง เหมือนหยุดพูดกะทันหันตอนที่เธอผลักประตูเข้ามา ท่าทางและอาการแบบนี้อริสารู้โดยทันทีว่าตนถูกสองสาวประชาสัมพันธ์นินทาให้แล้ว

แต่...มีเรื่องอะไรให้นินทา เธอเข้าบริษัทสายแบบนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถึงเธอจะทำงานที่นี่แต่เวลาเข้าออกของเธอเป็นอิสระไม่ต้องสแกนนิ้วมือ ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องเข้าบริษัททุกวัน ไม่มีโอทีหรือต้องทำงานล่วงเวลา คงไม่ใช่เรื่องนี้แน่ อีกอย่างเธอก็ทำงานที่นี่และมาทำงานเวลานี้เกือบสองปีแล้ว ถ้าจะนินทาคงไม่ใช่เรื่องนี้แน่นอน

อริสายักไหล่อย่างไม่สนใจเพราะมั่นใจว่าตัวเองไม่มีเรื่องเสียหายอะไร ถึงแม้เมื่ออาทิตย์ก่อนเธอจะมีเรื่องกับสาวขี้หึงคนหนึ่งก็ตาม แต่นั่นทุกคนในบริษัทก็รู้กันหมดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด คงไม่เอาเรื่องไร้สาระแบบนั้นมานินทาเธอเป็นแน่

 

 

เสียงพูดคุยซุบซิบภายในห้องซึ่งประตูถูกเปิดแง้มไว้ ดังเล็ดลอดออกมาระหว่างที่อริสาเดินผ่าน หญิงสาวผ่อนฝีเท้าลงเล็กน้อยเพื่อหยุดฟัง เพราะได้ยินชื่อตัวเองอยู่ในหัวข้อของการสนทนานั้น

“นายนี่มันสุดยอดจริงๆ ไม่คิดเลยว่าจะทำได้” ชายหนุ่มรูปร่างสัดทัดพูดด้วยน้ำเสียงติดหัวเราะหน่อยๆ

“ก็ฉันบอกแล้วไง มือชั้นนี้แล้ว แน่กว่าริสาฉันยังปราบมาได้แล้ว นับประสาอะไรกับริสา” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาดีพูดด้วยน้ำเสียงยิ้มๆ พลางยกมือขึ้นกอดอก

คนที่บริษัทส่วนใหญ่จะเรียกเธอว่า ‘ริสา’ ตามที่เจ้าของชื่อต้องการให้เรียก ส่วนชื่อ ‘อร’ จะเรียกกันในหมู่เพื่อนสนิทและคนในครอบครัวเท่านั้น

“ตอนที่นายสามารถชวนยัยนั่นไปเที่ยวกลางคืนได้ ฉันก็คิดว่าเจ๋งแล้วนะ นี่ถึงขนาดกอดเขาได้โดยที่ไม่โดนชกหน้าหงาย ฉันนับถือนายจริงๆ ยศ สงสัยยัยริสาคงหลงเสน่ห์นายแน่ๆ”

“มันก็แน่อยู่แล้วดล ความจริงฉันจะทำมากกว่านั้นก็ได้นะ แต่ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวกระต่ายจะตื่นเสียก่อน” ทรงยศพูดพลางยักคิ้วหลิ่วตาให้เพื่อน นพดลส่ายหน้ากับท่าทางของเพื่อน

“ความจริงเขาน่าจะดีใจมากกว่านะที่มีผู้ชายมาสนใจ หวงตัวออกขนาดนั้น กลัวไม่ได้ขึ้นคานหรือไงนะ รูปร่างหน้าตา วงศ์ตระกูลก็ดีอยู่หรอก เสียอย่างเดียวไม่รู้จักแต่งตัวซะบ้าง ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง สงสัยไม่เคยได้ยินสุภาษิตนี้แน่ๆ” ทรงยศพูดพลางส่ายหน้าระหว่างที่วิจารณ์ ไม่รู้เลยว่าคนที่ถูกวิจารณ์ยืนฟังอยู่ด้านนอกด้วยอารมณ์คุกรุ่นเตรียมระเบิดอยู่รอมร่อ

“แล้วนี่นายจะเดินหน้าต่อหรือเปล่า ครั้งหน้าเอาเป็นนายจะสามารถทำให้ริสาเปลี่ยนการแต่งตัวได้หรือเปล่า ดีไหม” นพดลพูดด้วยน้ำเสียงท้าทาย ทรงยศหรี่ตามองเพื่อน

“อย่ามาท้านะดล บัตรที่พักหัวหินสองคืนฉันยังไม่ได้เลยนะ”

“พนันกันทีไร ฉันไม่เคยชนะนายเลย”

ปัง!!

เสียงประตูไม้กระทบผนังจนสั่นกราวทั้งห้องดังขึ้นหลังนพดลพูดประโยคนั้นจบ สองหนุ่มสะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันไปทางต้นเสียงและต้องสะดุ้งสุดตัวอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงสาวในเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนยืนจังก้าหายใจหอบด้วยความโกรธอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาหวานคู่นั้นหรี่ลงเหมือนเสือเตรียมขย้ำลูกแมว มือทั้งสองข้างกำๆ ปล่อยๆ อยู่หลายครั้ง

“ริสา!!”

“นี่นายสองคนเห็นฉันเป็นของเล่นใช่ไหม” อริสาแผดเสียงใส่ขณะที่กำลังหอบอยู่แบบนั้น

“เดี๋ยวริสา มันเป็นการเข้าใจผิด คือผม...คือ” ทรงยศขยับตัวอย่างลนลานแต่ไม่ได้เข้าไปใกล้ เนื่องจากเห็นอาการที่แสดงออกแล้ว ความรู้สึกของเขาบอกกับตัวเองว่าควรอยู่ห่างจากเธอ จะดีที่สุด

“นายเข้ามาตีสนิทกับฉัน ทำดีกับฉันเพราะนายสองคนพนันกันไว้ นายเห็นฉันเป็นของเล่น ทุเรศที่สุด” อริสาคำราม พร้อมๆ กับร่างโปร่งบางพุ่งตัวเข้าหา รวดเร็วเกินกว่าที่ทรงยศจะไหวตัวทัน

มือเรียวเล็กที่กำจนแน่นสนิทปล่อยเข้าใส่กึ่งปากกึ่งจมูกของคนตรงหน้าอย่างถนัดถนี่ ทรงยศผงะจากแรงที่โถมเข้ามา โชคดีที่ไม่ล้มลงไปเพราะมีโต๊ะช่วยไว้

“โอ๊ย!!” ชายหนุ่มอุทานด้วยความเจ็บ

“จำไว้นะว่าฉันไม่ใช่ของเล่นของใคร แล้วเหตุการณ์เมื่อคืนมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันไม่ได้ให้เขากอด จำไว้!!” อริสาชี้หน้าสองหนุ่มก่อนจะก้าวออกจากห้องกระจกนั้น ไม่สนใจเสียงฮือฮาจากพนักงานที่ยืนล้อมอยู่ตรงหน้าประตู

อริสาก้าวพรวดๆ ออกจากลิฟต์ด้วยความอารมณ์ที่ขุ่นมัว สองสาวประชาสัมพันธ์ที่ยืนซุบซิบกันตอนที่เธอเดินเข้ามาคงพูดคุยเรื่องที่ทรงยศสามารถชวนเธอไปเที่ยวได้ แถมยังได้กอดเธอโชว์เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อีกด้วย

“มันไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิด” หญิงสาวพูดลอดไรฟันด้วยความเจ็บใจ

เหตุการณ์เมื่อคืนเกิดขึ้นขณะที่เธอเดินไปห้องน้ำ ระหว่างนั้นเธอเดินชนกับใครคนหนึ่งเข้าจนเสียหลัก โชคดีที่ทรงยศซึ่งเดินตามหลังมาคว้าเอวประคองเธอไว้ได้ก่อนที่เธอจะล้มลงไป อารมณ์ตกใจในตอนนั้นทำให้เธอไม่ทันสังเกตว่าตัวเองอยู่ในกอดแขนของเขามากน้อยแค่ไหน

“หน๊อย!! แล้วบังอาจมาหาว่าเราจะขึ้นคาน” พูดพลางปั้นไม้ปั้นมือไปด้วย ก่อนชะงักไป

 

‘ตอนนี้หนูกำลังเจอเคราะห์หนักมาก ถ้าไม่รีบแต่ง หนูจะต้องขึ้นคานนะคะ จะเจอแต่คนที่ไม่จริงใจด้วยนะคะลูก’ คำพูดคุณพรพรรณผู้เป็นแม่ดังก้องอยู่ในหู

“หรือจะเป็นเหมือนที่คุณแม่บอก…ไม่ใช่หรอก บังเอิญมากกว่า” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงเบาก่อนสะบัดหน้าเล็กน้อยไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป

 

 

ภายในห้างสรรพสินค้าหรูกลางเมือง สองหนุ่มสาวที่เดินควงคู่กันอยู่นั้นดูมีความสุข คล้ายว่าโลกนี้มีเพียงพวกเขาทั้งสองคน สีหน้าของหญิงสาวในชุดแซกสั้นเกาะอกสีหวานดูมีความสุขมาก เพราะไม่ว่าเธอจะเยื้องย่างเข้าร้านใด เป็นต้องได้ของราคาแพงจากร้านนั้นติดมือออกมาด้วยทุกครั้ง โดยมีชายหนุ่มหน้าตาดีช่างเอาใจซึ่งเดินเคียงคู่อยู่ใกล้ๆ เป็นคนอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง

“แนนนี่อยากได้กระเป๋าจังเลยค่ะฟ้า คอลเลคชั่นล่าสุดออกแล้วด้วย” หญิงสาวร่างบางสมส่วน อกเป็นอก เอวเป็นเอว พูดอ้อนระหว่างที่เดินผ่านร้านขายกระเป๋าแบรนด์ดัง

ชายหนุ่มร่างสูงเกินมาตรฐานชายไทยเหลือบมองร้านดังกล่าว ดวงตาคมกลมโตของเขารับกับคิ้วหนาดก จมูกของเขาโด่งเป็นสันได้รูป ริมฝีปากหยักลึกเปิดยิ้มกว้างอวดฟันเรียงสวยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ไม่มีปัญหา”

แนนนี่ นางแบบสาวชื่อดังของวงการหยิบกระเป๋าใบนั้น วางใบนี้ ด้วยอาการเสียดายเพราะตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกใบไหนดี เธอหันไปเกาะแขนอ้อนพ่อบุญทุ่มอีกครั้ง

“สองใบนี้สวยจังเลยนะคะฟ้า แนนนี่เลือกไม่ถูกเลยค่ะ”

ค้ำฟ้ามองกระเป๋าสีหวานซึ่งมีลวดลายอักษรสัญลักษณ์ของแบรนด์หรูอย่างชั่งใจก่อนพูดตัดปัญหา

“เลือกไม่ถูกก็เอาไปทั้งสองใบเลยสิครับ เบื่อใบนั้นก็ใช้ใบนี้ไม่เห็นยากเลย”

“ขอบคุณค่ะ ฟ้าใจดีที่สุดในโลกเลย” นางแบบสาวร้องด้วยความดีใจก่อนโผเข้าหอมแก้มเป็นรางวัล

ผละจากชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีแล้ว แนนนี่ก็รีบคว้ากระเป๋าทั้งสองใบยื่นให้พนักงานอย่างเร็วรี่ เหมือนกลัวว่าคนซื้อให้จะเปลี่ยนใจ

ค้ำฟ้าเดินตามพนักงานคนนั้นไปยังเคาน์เตอร์ซึ่งอยู่ด้านหน้า เขายื่นบัตรเครดิตสีทองส่งให้พนักงาน ชายหนุ่มหันมองบรรยากาศด้านนอนของร้านฆ่าเวลาระหว่างรอ ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับใครบางคนอย่างจัง จนเขาแทบผงะ

“ซินดี้!!”

สาวสวยหุ่นดีหน้าลูกครึ่งคนนั้นกำลังเคลื่อนตัวจากบันไดเลื่อนขึ้นมายังชั้นที่เขายืนอยู่อย่างช้าๆ ใบหน้ายาวเรียว ตาสีฟ้าใส จมูกโด่งสูงตามเชื้อชาติ ริมฝีปากบางเล็กเป็นรูปกระจับ ผมสีบรอนซ์ทองหยักโศกเล็กน้อยเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องทำสีหรือเสริมแต่ง เขามองแวบเดียวก็จำได้ทันที เพราะเธอคือสุดยอดนางแบบลูกครึ่งซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้

ค้ำฟ้าตรงรี่ไปดึงแขนแนนนี่ ซึ่งกำลังเลือกดูสินค้าชนิดอื่นภายในร้าน สีหน้าร้อนรนตื่นตูมของเขาทำให้นางแบบสาวเกิดความแปลกใจ

“เป็นอะไรไปคะฟ้า”

“คือ...ผมเห็นร้านเสื้อตรงมุมโน่นสวยดี อยากให้แนนนี่ไปลองดูสักหน่อย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหอบๆ

“ไม่เอาล่ะค่ะ เสื้อผ้าแนนนี่มีเยอะแล้ว เราไปดูรองเท้ากันดีกว่านะคะ”

“ไม่ได้” ชายหนุ่มสั่งเสียงเฉียบขาด ก่อนรีบปรับน้ำเสียงเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ

“คือ...ผมอยากให้แนนนี่ไปดูเสื้อร้านนั้น มีสวยๆ เยอะแยะเลยนะครับ ถ้าแนนนี่ได้ใส่คงสวยมากแน่ๆ”

“ก็ได้ค่ะ แนนนี่ตามใจฟ้า แต่รอกระเป๋าก่อนนะคะ”

“เดี๋ยวผมจัดการเอง แนนนี่รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวชุดสวยมีคนแย่งไปนะ” ชายหนุ่มพูดขู่นิดๆ แนนนี่รีบพยักหน้ารับ ลองได้เอ่ยว่า จะมีคนแย่ง นางแบบคนสวยก็รีบกระวีดกระวายทำตามแทบไม่ทัน

ค้ำฟ้ามองตามแนนนี่จนออกจากร้าน เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ยังไม่ทันหายใจเข้า นางแบบสาวลูกครึ่งก็เดินเข้ามาในร้าน

เธอคลาดกับนางแบบอีกคนเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น!!

ชายหนุ่มรีบหันไปหยิบกระเป๋าสะพายใบหนึ่งขึ้นมาพลิกหน้าพลิกหลังอย่างสำรวจตรวจตรา

“ฟ้า” น้ำเสียงใสๆ จากนางแบบสาวหุ่นดีอุทานเรียกอย่างแปลกใจพร้อมเดินปรี่เข้ามา

เจ้าของชื่อหันมองตามเสียง ก่อนทำสีหน้าประหลาดใจ

“อ้าว ซินดี้ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ทำไมไม่บอกผม” ชายหนุ่มทักด้วยน้ำเสียงยินดี

 

นางแบบร่างสูงสมส่วนตรงเข้ากอดเขาหลวมๆ ตามธรรมเนียมฝรั่งด้วยความเคยชิน ชายหนุ่มหอมแก้มเธอเบาๆ เป็นการทักทาย

“กลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ มัวแต่ยุ่งๆ อยู่เลยไม่ได้โทรหา คิดถึงฟ้าที่สุดในโลกเลยนะคะ”

“ผมจำได้ว่าซินดี้จะกลับอาทิตย์หน้าไม่ใช่หรือครับ หรือผมจำวันผิด” ค้ำฟ้าถามอย่างไม่แน่ใจ นางแบบลูกครึ่งเปิดยิ้มกว้างสดใส

“จำไม่ผิดหรอกค่ะ พอดีว่าห้องเสื้อที่โน่นเขาทำชุดไม่เสร็จ เลยขอเลื่อนให้ไปลองใหม่เดือนหน้า”

“ดีจัง ซินดี้จะได้อยู่เมืองไทยนานๆ ครั้งนี้ไปตั้งเกือบสองอาทิตย์ นานกว่าทุกครั้งเลยนะครับ คิดถึงซินดี้จะแย่” ชายหนุ่มพูดอ้อน พร้อมทำตาหวานใส่ ซินดี้ตีแขนเขาเบาๆ แก้เขิน

“แล้วนี่ซินดี้มาทำอะไรที่นี่หรือครับ มาเดินแบบหรือเปล่า” เขาถาม สาวสวยหุ่นดีอยู่ในชุดเสื้อลายลูกลายสีขาวสายเดียวกับกางเกงขาสั้นอวดเรียวขาสวย ชุดง่ายๆ แต่ก็ทำให้เธอดูสวยเด่นได้

“เปล่าค่ะ ซินดี้มาเดินซื้อของ”

“คุณคะ ของเรียบร้อยแล้วค่ะ” เสียงของพนักงานร้านดังขึ้นขัดจังหวะ ซินดี้หันมองตามเสียงด้วยสีหน้าประหลาดใจ ค้ำฟ้าหลับตากลั้นหายใจ

บ้าจริง!! ทำไมต้องเข้ามาบอกตอนนี้ด้วยนะ เขาคำรามในใจ ก่อนขมวดคิ้วและส่งสายตาดุๆ ให้พนักงานของร้าน พนักงานสาวคนนั้นมีสีหน้าสลดทันที เพิ่งรู้ตัวว่าไม่สมควรเข้าไปทักเลย

“ฟ้ามาซื้ออะไรหรือคะ ซินดี้จะถามตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว”

“คือ...คุณแม่ฝากซื้อกระเป๋าน่ะครับ” ค้ำฟ้าบอกเสียงเบาระหว่างรับถุงยี่ห้อร้านใบใหญ่นั้น

“อุ๊ย!! คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดเลยนะคะ อาทิตย์ก่อนเพิ่งเห็นที่อิตาลีเอง ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้ ว่าแต่สองใบเลยหรือคะ” ซินดี้ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อเหลือบมองของในถุงนั้น

“ผมรู้อยู่แล้วว่าซินดี้ต้องชอบแน่ๆ นี่ครับ เซอร์ไพรส์!!” ชายหนุ่มพูดพร้อมยื่นกระเป๋าใบหนึ่งให้เธอ หญิงสาวมีสีหน้าตกใจระคนดีใจ ก่อนโผเข้าหาเขา

“ผมตั้งใจจะซื้อรับขวัญคุณกลับเมืองไทยอาทิตย์หน้าอยู่แล้ว”

“ขอบคุณค่ะ รักฟ้าที่สุดในโลกเลย” หญิงสาวเขย่งปลายเท้าหอมแก้มเขาอีกครั้ง

หลังจากที่อยู่ในร้านเกือบครึ่งชั่วโมง ค้ำฟ้าก็เดินออกจากร้านกระเป๋าแบรนด์ดังพร้อมสาวสวยอีกคนที่ไม่ใช่คนแรกที่เดินควงเข้าไป พนักงานในร้านหันไปส่งยิ้มให้กันและกันพร้อมส่ายหน้าไปด้วย

คุณสมบัติอันดับหนึ่งของหนุ่มหล่อมากคู่ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องสับรางให้เก่ง!!

 

ค้ำฟ้าคงลืมไปแล้วว่าเขามากับใคร เพราะสาวสวยที่เขาให้ไปรอที่ร้านเสื้อนั่น กำลังนั่งหายใจเข้าแรงๆ ด้วยความขุ่นมัว เธอเลือกเสื้อสวยได้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถเดินออกจากร้านได้ เพราะพ่อบุญทุ่มของเธอยังไม่มา หญิงสาวยกข้อมือดูเวลาเป็นครั้งที่ยี่สิบก่อนจะตัดสินใจนำเสื้อผ้าเกือบยี่สิบชุดไปแขวนไว้ดังเดิม

“พอดีว่าติดธุระน่ะค่ะ เดี๋ยวแวะมาใหม่นะคะ” เธอบอกแก้เก้อ ก่อนรีบเดินออกจากร้านด้วยอารมณ์เดือดปุดๆ

ให้เรานั่งรอแบบนี้ได้ยังไงกันนะ!! เธอได้แต่กรีดร้องถามตัวเองในใจอย่างเดือดดาล

 

แนนนี่เดินเข้าร้านหรูแบรนด์ดังอีกครั้งและปรี่ตรงไปยังเคาน์เตอร์ทันที คำตอบของพนักงานในร้านทำเอาอารมณ์เดือดของเธอถึงขีดสุดเมื่อรู้ว่า ค้ำฟ้าเดินออกจากร้านไปแล้วพร้อมนางแบบลูกครึ่งหุ่นดีที่ชื่อ ซินดี้

หญิงสาวก้าวเท้าออกจากร้านเร็วๆ พร้อมหันรีหันขวาง พนักงานบอกว่าทั้งสองเพิ่งเดินออกจากร้านคลาดกับเธอเพิ่งนิดเดียว ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงและหญิงสาวหุ่นดีคู่หนึ่งซึ่งกำลังจะเดินเลี้ยวไปอีกทาง หญิงสาวเดินเร็วๆ ตามไปทันที เธอจำรูปร่างสูงใหญ่ผ่าเผยของเขาได้ดีทีเดียว แม้จะเห็นเฉพาะด้านหลังก็เถอะ

 

ท่าทางสนิทสนมของสองหนุ่มสาวที่ควงคู่กันอยู่ตรงหน้า เหมือนเธอเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนไม่มีผิด แนนนี่คิดด้วยความเดือดดาลใจก่อนจะปรี่เข้าไปกระชากนางแบบลูกครึ่งคนนั้น

“อุ๊ย!! อะไรกันน่ะ” ซินดี้ร้องถามอย่างตกใจเมื่อตัวเองถูกผลัก เซจนเกือบล้ม

“อะไรเหรอ ฉันน่าจะถามเธอมากกว่านะ จู่ๆ มาควงแฟนฉันได้ยังไงกัน”ซินดี้เลิกคิ้วมองคนพูดอย่างประหลาดใจก่อนหันไปมองชายหนุ่มข้างตัวซึ่งกำลังทำหน้าแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“แฟนเธอ?? แนนนี่ เธอเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ฟ้าเป็นแฟนของฉัน เธอคงงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาติดตามข่าวสารเลยน่ะสิ” ซินดี้ถามด้วยน้ำเสียงขำๆ มีแววเยาะอยู่ในที

ทั้งสองเป็นนางแบบร่วมวงการเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์นั้นเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เหตุเพราะเข้าวงการมาพร้อมๆ กัน แต่ระดับความโด่งดังและมีชื่อเสียงนั้นไม่เท่ากัน ซินดี้นั้นได้ชื่อว่าเป็นนางแบบอันดับหนึ่งของเมืองไทยและกำลังจะโกอินเตอร์ในไม่ช้า ผิดกับแนนนี่ที่มีงานเดินแบบตามห้องเสื้อและตามห้างเท่านั้นและไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเท่าไหร่นัก

“ไม่จริง ฟ้าเป็นแฟนของฉันต่างหาก แล้วนั่น นั่น...” แนนนี่ชี้นิ้วสั่นระริกไปยังกระเป๋าคอลเลคชั่นล่าสุดที่คล้องแขนซินดี้อยู่

“นั่นกระเป๋าของฉัน เธอเอากระเป๋าของฉันไปถือได้ยังไง”

“ฟ้าซื้อกระเป๋าใบนี้ให้ฉัน” ซินดี้พูดเร็วๆ พลางหันไปยังชายหนุ่มร่างสูงเพื่อให้เขายืนยัน

“ไม่จริง!! ฟ้าซื้อกระเป๋าใบนี้ให้ฉัน เอากระเป๋าฉันคืนมานะ” พูดจบก็ตรงเข้าแย่งกระเป๋าใบนั้นจากแขนซินดี้ทันที

“กระเป๋าของฉัน!!” ซินดี้ไม่ยอมแพ้ กระชากกระเป๋าใบนั้นกลับคืน ถ้าเป็นคนอื่นเธอคงยกให้ง่ายๆ เพราะจะซื้อใหม่กี่ใบก็ได้ แต่สำหรับแนนนี่ คู่ปรับตัวฉกาจ เป็นตายยังไงก็ไม่มีทางยอม

“โอ๊ย!!” เสียงโอดครวญของแนนนี่ดังขึ้นเมื่อถูกผลักลงไปก้นกระแทกกับพื้น เธอค่อนข้างเสียเปรียบในเรื่องของรูปร่าง เพราะอีกฝ่ายตัวสูงกว่า

“ฟ้าขา ช่วยแนนนี่ด้วย ยัยนี่มันทำร้ายแนนนี่” หญิงสาวหันไปพูดอ้อนกับชายหนุ่มซึ่งกำลังยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ริมผนัง ผู้คนมากหน้าหลายตาที่กำลังเดินอยู่ภายในห้างหันมามองเป็นตาเดียวกัน ค้ำฟ้าหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย เขารีบตรงเข้าพยุงคนแพ้

“แนนนี่กลับไปก่อนดีกว่านะ” ชายหนุ่มกระซิบแทบไม่ขยับปาก

“คุณปล่อยให้แนนนี่รออยู่ที่ร้านเสื้อ แล้วตัวคุณเองก็มาเดินควงยัยซินดี้หน้าตาเฉย ตอนนี้คุณมาบอกให้แนนนี่กลับไปก่อน คุณจะได้ไปยัยซินดี้ใช่ไหมคะ” แนนนี่กรีดเสียงดังลั่น

“แนนนี่!! พูดเบาๆ ก็ได้ คุณกำลังทำเรื่องให้ยุ่งยากนะ” ค้ำฟ้าบีบแขนพร้อมกระซิบเสียงดุ

“นี่คุณกำลังโทษฉันหรือคะ คุณต่างหากที่ทำเรื่องให้ยุ่งยาก คนบ้า!!”

เผียะ!!

ฝ่ามือเรียวเล็กของนางแบบสาวปลิวกระทบใบหน้าของชายหนุ่มร่างสูงทันทีเมื่อพูดประโยคสุดท้ายจบก่อนจะก้าวยาวๆ เดินออกไป เสียงฮือฮาจากไทยมุงทั้งหลายดังขึ้นตามมา

ค้ำฟ้าขบกรามแน่น ใบหน้าชาดิก ไม่ใช่เพราะความเจ็บแต่เป็นความอายและความโกรธที่กำลังผสานเข้าหากัน

ชายหนุ่มหรี่ตามองไปยังไทยมุงทั้งหลายเหมือนตำรวจต้องหาผู้ต้องสงสัย ไทยมุงทั้งหลายสลายตัวไปทันที เพราะดวงตาคมที่หรี่มองมานั้น มีแววเอาเรื่องพอสมควร

หลังจากใช้สายตาพิฆาตสลายไทยมุงเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันไปเปิดยิ้มหวานเอาใจนางแบบสาวอีกคนที่ยืนอยู่

“ไปกันดีกว่าครับ” เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้เป็นปกติที่สุด เขาแตะแขนซินดี้เบาๆ คล้ายให้เธอเดิน แต่หญิงสาวยังยืนนิ่งอยู่กับที่

เผียะ!!

ไม่พูดพร่ำทำเพลงหรือให้สัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น ฝ่ามือเรียวเล็กของนางแบบสาวก็กระทบใบหน้าของค้ำฟ้าอีกข้างหนึ่งอย่างจัง พร้อมด้วยกระเป๋าใบใหม่ที่ถืออยู่ก็ถูกเหวี่ยงเข้าบริเวณท้องจนจุก

“เอาคืนไป ฉันไม่อยากได้ของๆ คนอื่น” พูดจบก็เดินตัวปลิวไปอีกทาง

“ซินดี้ เดี๋ยว!! ฟังผมก่อน” ค้ำฟ้ายกมือขึ้นเรียก เขาเดินตามไปได้เพียงสองสามก้าวก็หยุด สายตาของไทยมุงกลับมาอีกครั้ง ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆ คราวนี้มีเขาคนเดียวเป็นเป้านิ่งให้สนใจ ใบหน้าตอนนี้ทั้งแสบทั้งร้อนด้วยความรู้สึกเจ็บและอับอาย ก่อนตัดสินใจเดินเลี่ยงไปอีกทาง

 

 

รถเก๋งสีควันบุหรี่ติดฟิล์มหนาเลี้ยวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ทันทีหลังจากที่ประตูเหล็กดัดบานใหญ่เปิดออก ก่อนรถเก๋งคันนั้นจะเบรกเสียงดังสนั่นเมื่อจอดเทียบคู่กับรถยนต์คันอื่นๆ ภายในรถจอด

ค้ำฟ้าทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟายาวภายในห้องรับแขก หญิงวัยกลางคนแต่งตัวดีเดินมานั่งข้างๆ พร้อมด้วยชายหนุ่มร่างสูงอีกคน

“เป็นอะไรไปลูก ใครทำอะไรให้ไม่พอใจ” คุณกัญจนาถามด้วยน้ำเสียงเอาใจ สีหน้าดูเป็นห่วง ผิดกับสีหน้าของชายหนุ่มร่างสูงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ รายนั้นขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง

“เมื่อกี้เรากำลังคุยกันถึงเรื่องที่พี่ฟ้าหนีงานไปเที่ยวอยู่นะครับ และคุณแม่ก็บอกว่าจะจัดการให้ผม” เหนือเมฆเตือนผู้เป็นแม่

“ตายแล้วฟ้า!! หน้าลูกไปโดนอะไรมาคะ ทำไมถึงได้แดงเถือกแบบนั้น” คุณกัญจนาร้องถามเสียงสูงอย่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของบุตรชายคนโตชัดๆ

ค้ำฟ้ายกมือขึ้นลูกแก้มตัวเอง แก้มทั้งสองข้างมีรอยแดงเป็นทางยาวสี่แถวปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

“อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ” ชายหนุ่มตอบไม่เต็มน้ำเสียง

“เอาหน้าไปชนกับมือใครเข้าล่ะครับ”

“ไอ้เมฆ”

“ฟ้า อย่าเรียกน้องแบบนั้นสิลูก” ผู้เป็นแม่เอ็ดพลางขมวดคิ้ว

“เมฆก็เหมือนกัน อย่าพูดแหย่พี่เขาแบบนี้สิ ก็รู้อยู่ว่าอารมณ์ไม่ดี” หันไปเอ็ดบุตรชายคนเล็กด้วยอีกคน

เหนือเมฆยักไหล่ ใบหน้าของเขาเหมือนค้ำฟ้าอย่างกับถอดแบบกันออกมา รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย คิ้วหนาดกกับดวงตาคมหวานรับกันดีเหลือเกิน จมูกโด่งเป็นสันมากกว่าพี่ชาย ปากของเขาเป็นรูปกระจับที่ยกขึ้นน้อยๆ เหมือนคนกำลังยิ้มอยู่ตลอด ผิวของเขาขาวกว่าผู้เป็นพี่เล็กน้อย

“สองอาทิตย์ตั้งแต่ผมกลับจากนอกยังไม่เคยเห็นพี่ฟ้าอารมณ์ดีสักวัน”

“ตอนนี้ดวงพี่ฟ้ากำลังเข้าสู่ดาวคู่อริ ทำให้อารมณ์แปรปรวน” คุณกัญจนาหันไปบอกบุตรชายคนเล็ก

  “อะไรนะครับคุณแม่ อะไรดาวอรินะครับ” ค้ำฟ้ายืดตัวขึ้นพร้อมถามผู้เป็นแม่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

 “ตอนนี้ฟ้ากำลังมีเคราะห์หนักมากเลยนะคะลูก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพราะราศีเข้าสู่วงโคจรของดาวอริ และต้องเป็นแบบนี้ไปอีกสองสามเดือน มีทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ได้”

ค้ำฟ้ามองหน้าผู้เป็นแม่อย่างตั้งใจฟัง น้ำเสียงของคุณกัญจนามีแววตื่นเต้นเล็กน้อย ทำให้เขาพลอยรู้สึกแบบนั้นตามไปด้วย

“อะไรครับคุณแม่” เขาถามในที่สุด เมื่อคุณกัญจนายังอ่ำๆ อึ้งๆ ไม่ยอมเฉลย

“พี่ฟ้าต้องแต่งงานภายในสามอาทิตย์นี้ ไม่งั้นจะเจอเคราะห์หนักถึงชีวิต!!” เหนือเมฆเป็นผู้ตอบ ค้ำฟ้าหันขวับไปทางคนพูดทันที

“หา!! แต่งงาน” ชายหนุ่มถามเสียงดังลั่นบ้านด้วยความตกใจ หันไปมองผู้เป็นแม่อย่างต้องการคำยืนยัน คุณกัญจนาพยักหน้าแทนคำตอบ

 

.............................

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา