จัดหัวใจให้ลงรัก - - วางแผงแล้วค่ะ ^_^

จัดหัวใจให้ลงรัก - - วางแผงแล้วค่ะ ^_^

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อค้ำฟ้าถูกผู้เป็นแม่บังคับให้แต่งงานเพราะชะตากำลังขาดต้องมีดวงคู่ครองมาคอยหนุน พร้อมๆ กับ อริสา ที่ถูกผู้เป็นแม่บังคับให้แต่งงานเช่นกัน เพราะถูกทักว่าถ้าไม่แต่งภายใน 2 เดือนจะต้องขึ้นคาน...

ผู้เขียน ปาลินี ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 Lucky in love จัดหัวใจให้ลงรัก
หน้า : 2 จัดหัวใจให้ลงรัก # 6
หน้า : 3 จัดหัวใจให้ลงรัก # 7
หน้า : 4 จัดหัวใจให้ลงรัก # 17
หน้า : 5 จัดหัวใจให้ลงรัก # 8
หน้า : 6 จัดหัวใจให้ลงรัก # 9
หน้า : 7 จัดหัวใจให้ลงรัก # 10
หน้า : 8 จัดหัวใจให้ลงรัก # 11
หน้า : 9 จัดหัวใจให้ลงรัก # 12
หน้า : 10 จัดหัวใจให้ลงรัก # 13
หน้า : 11 จัดหัวใจให้ลงรัก # 14
หน้า : 12 จัดหัวใจให้ลงรัก # 15
หน้า : 13 จัดหัวใจให้ลงรัก # 16
หน้า : 14 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 15 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 16 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 17 18
หน้า : 18 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 19 จัดหัวใจให้ลงรัก # 18
หน้า : 20 จัดหัวใจให้ลงรัก # 19
หน้า : 21 จัดหัวใจให้ลงรัก # 20
หน้า : 22 จัดหัวใจให้ลงรัก # 21
หน้า : 23 จัดหัวใจให้ลงรัก # 23
หน้า : 24 จัดหัวใจให้ลงรัก # บทนำ
หน้า : 25 จัดหัวใจให้ลงรัก # 1
หน้า : 26 จัดหัวใจให้ลงรัก # 2
หน้า : 27 จัดหัวใจให้ลงรัก # 3
หน้า : 28 จัดหัวใจให้ลงรัก # 4
หน้า : 29 จัดหัวใจให้ลงรัก # 5
หน้า : 30 .
หน้า : 31 จัดหัวใจให้ลงรัก # 22

จัดหัวใจให้ลงรัก # บทนำ

บทนำ

ประตูรั้วไม้ผุๆ บ่งบอกถึงสภาพการใช้งานว่าต้องผ่านแดดผ่านฝนมายาวนานถูกผลักเปิดออกด้วยมือของสาวใหญ่วัยเกือบ 50 ก่อนเจ้าของมือนั้นจะรีบชักกลับเหมือนกลัวติดโรค ข้างๆ รั้วนั้นคือรถเก๋งสีดำคันหรู ซึ่งเป็นของคนที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูรั้ว

 “เธอแน่ใจนะว่าที่นี่ ฉันว่ามันน่าจะเป็นบ้างร้างมากกว่านะพร” สาวใหญ่ซึ่งเป็นคนผลักประตูถามเพื่อนรุ่นเดียวกัน คนถูกถามมองอาณาบริเวณรอบๆ ด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ

 “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แผนที่ที่คุณแสงเดือนให้มาบอกไว้ว่าขับเข้ามาในถนนเล็กๆ ประมาณสองกิโลเมตร สำนักจะเป็นบ้านหลังเดี่ยวๆ มันก็ไม่มีที่ไหนแล้ว นอกจากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น”

 คุณพรพรรณตอบพลางมองไปรอบๆ ซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มดูร่มรื่น แต่สำหรับสถานที่แห่งนี้แล้ว ความร่มรื่นของมันดูเหมือนจะถูกความวังเวงและเงียบสงัดเข้าครอบงำจนไม่อาจมองเห็นความน่ารื่นร่มนั้น

บ้านไม้ทรงไทยหลังขนาดกะทัดรัดตั้งตระหง่านอยู่กลางบริเวณ สภาพของมันไม่ต่างไปจากประตูรั้วที่เพิ่งผลักเข้ามา โดยรอบของบ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้สูง ตลอดทางเดินจากประตูรั้วไปยังบันไดของบ้านมีกระถางดอกไม้วางเรียงรายคอยต้อนรับผู้มาเยือน

 

 “ไปเถอะกัญ อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว” คุณพรพรรณพูดชวนก่อนเป็นฝ่ายออกเดินนำ คุณกัญจนามองรอบๆ อีกครั้งก่อนเดินทางตามเพื่อนไป

 “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่า อาจารย์วาดจะมาอยู่ในที่แบบนี้ จำได้ว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ท่านดังมากเลย” คุณกัญจนาพูดขึ้น ขณะที่เดินไปยังบ้านทรงไทยหลังนั้น คุณพรพรรณพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย

 “ก็เพราะดังมากและมีชื่อเสียงน่ะสิ ที่ทำให้ท่านต้องตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง อาจารย์วาดเป็นคนรักสงบและเกลียดความวุ่นวายที่สุด แต่ก็อย่างว่า เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น จนในที่สุดท่านก็หนีความวุ่นวายทั้งหมดมาอยู่ที่นี่ มีไม่กี่คนหรอกนะที่รู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน เราโชคดีมากเลยนะที่สามารถหาท่านจนเจอได้” คุณพรพรรณเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อถึงท้ายประโยค

 

 ทั้งสองเดินพูดคุยถึงอดีตของอาจารย์ผู้โด่งดังเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนจนเดินไปถึงบันไดของบ้านทรงไทย สองสาวใหญ่มองหน้ากันไปมาอย่างชั่งใจ ก่อนสะดุ้งสุดตัวเมื่อร่างของชายผิวคล้ำสูงใหญ่โผล่พรวดมายืนตรงหน้า

 “คุณพรพรรณกับคุณกัญจนาใช่ไหม” ชายร่างสูงถามด้วยเสียงแหบห้าวน่าเกรงขาม สองสาวใหญ่มองหน้ากันก่อนพยักหน้าอย่างหวาดๆ

 “ตามผมมา อาจารย์วาดกำลังรอพวกคุณอยู่” พูดจบก็หันหลังก้าวขึ้นเรือน สองสาวใหญ่มองหน้ากันอีกครั้งก่อนก้าวยาวๆ ตามไป

 ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองก็เข้ามานั่งในพับเพียบอยู่ในห้องรับรอง บนบ้านทรงไทยช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสภาพที่เห็นภายนอก เพราะด้านในตัวบ้านนั้น สะอาดเรียบร้อยเหมือนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ภายในห้องรับรองนี้ก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีเพียงแค่เบาะรองนั่งกับโต๊ะญี่ปุ่นไว้รับรองแขกเท่านั้น แต่ก็เป็นเบาะหนาบุด้วยผ้าอย่างดีและโต๊ะญี่ปุ่นซึ่งวางอยู่นั้นก็ปูผ้าลายสวยไว้ บรรยากาศคล้ายนั่งอยู่ในสวนสบายๆ เพราะมองออกไปทางหน้าต่างก็เห็นต้นไม้สูง สร้างความร่มรื่น น่าแปลกที่คราวนี้ต้นไม้เหล่านั้นทำให้สดชื่นได้ทั้งที่ตอนแรกทั้งสองมองมันด้วยความรู้สึกวังเวงและหวาดกลัว

“แบบนี้เหมือนเขาจัดหลอกตาคนข้างนอกเลยเน้อ” คุณกัญจนาพูดขึ้นเมื่อมองไปรอบๆ ห้อง เฟอร์นิเจอร์ในห้องมีเพียงแค่ชุดรับแขกและชั้นวางของขนาดเล็กเท่านั้น

“ก็บอกแล้วไงว่าท่านเป็นคนที่รับสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย โชคดีมากเลยนะที่คุณแสงเดือนเขาบอกท่านไว้ก่อน ไม่งั้นพวกเราต้องมาเก้อแน่เลย” คุณพรพรรณพูดอย่างโล่งอกอยู่ในที เธอกับคุณแสงเดือนเป็นเพื่อนซึ่งสนิทกันเพราะการทำงาน ผิดกับคุณกัญจนาซึ่งรู้จักคบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียน

 

ไม่นานประตูไม้ด้านหน้าก็ถูกเปิดออก ทำให้การสนทนาต่างๆ ยุติลงชั่วคราว หญิงร่างท้วมในชุดขาวอายุมากกว่าหกสิบปี ก้าวผ่านประตูเข้ามาด้วยความเงียบกริบ ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ผมสีเทาถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย

“สวัสดีค่ะอาจารย์วาด” คุณพรพรรณเอ่ยนามขึ้น ก่อนยืนขึ้นและยกมือไหว้อย่างนอบน้อม โดยมีคุณกัญจนาคอยทำตามทุกกระบวนท่า ถึงแม้คุณพรพรรณจะไม่ได้พบเจอหญิงร่างท้วมคนนี้มาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่เธอก็จำลักษณะการแต่งกายและท่าทางของหญิงผู้นี้ได้

เจ้าของชื่อนั้น หันมองคนเรียกด้วยความแปลกใจ ก่อนหรี่ตาเพ่งมองอย่างพิจารณา “คุณพรพรรณใช่ไหม” ถามขึ้นด้วยเสียงอันแหบห้าวทรงพลังคุณพรพรรณเดินเข้าไปใกล้อีกนิดพร้อมค้อมตัวลงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับ

“ใช่ค่ะอาจารย์ ดิฉันดีใจที่ท่านจำดิฉันได้ นานเกือบยี่สิบปีแล้วที่ดิฉันมิเคยได้พบท่านเลย มีแต่คุณเดือนเท่านั้นที่ท่านให้ความกรุณา” คุณพรพรรณพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ

 

อาจารย์วาดพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ ก่อนเดินไปนั่งยังเบาะหน้าโต๊ะญี่ปุ่น สองสาวใหญ่รีบนั่งลงตาม

“เธอก็รู้ว่าฉันไม่ชอบอะไรที่มันวุ่นวาย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ และฉันหวังว่าเธอคงไม่บอกที่อยู่ฉันกับใครๆ อีก” อาจารย์วาดพูดดักไว้พร้อมหรี่ตามองคุณพรพรรณ สาวใหญ่รีบพยักหน้ารับทันที

“แน่นอนค่ะท่าน ดิฉันจะไม่บอกให้ใครทราบที่อยู่ของท่านค่ะ” พูดยืนยันอีกครั้งเพื่อให้เกิดความมั่นใจ อาจารย์วาดพยักหน้าขึ้นลงอีกครั้งอย่างพึงพอใจ

“เรื่องอะไรกันล่ะที่ไม่สบายใจวันนี้” อาจารย์วาดถามเข้าเรื่อง

“เพื่อนของดิฉันค่ะ คุณกัญจนา” คุณพรพรรณรีบสะกิดแขนเพื่อนเพื่อให้ทำการทักทายอาจารย์วาดอีกครั้ง หญิงร่างท้วมหันมองคนถูกแนะนำก่อนพยักหน้าทักทาย

“สีหน้ามีเค้าของความกังวลใจและไม่สบายใจอยู่มาก มีเรื่องอะไรล่ะ” อาจารย์วาดพูดเข้าเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม ตามลักษณะนิสัย

คุณกัญจนารีบกระวีดกระวาดเปิดกระเป๋าหยิบกระดาษโน้ตใบหนึ่งออกมาวางตรงหน้าของอาจารย์

“เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ค่ะ” คุณกัญจนาเริ่มต้น อาจารย์วาดหยิบรูปถ่ายและกระดาษโน้ตใบนั้นมาพิจารณาอย่างเงียบๆ พร้อมขยับนิ้วโดยใช้นิ้วโป้งไล่ไปยังนิ้วชี้ กลาง และนางสลับกันไป ปากก็ขมุบขมิบเร็วๆ จนจับคำไม่ได้

“ไม่ดีเลยนะ” อาจารย์วาดพูดขึ้นในที่สุด วางกระดาษโน้ตวันเดือนปีเกิดนั้นลงตามเดิม

“มีเรื่องให้เข้าใจผิดอยู่ตลอดกับคนที่ไม่รู้จัก ดาวประจำตัวอยู่ในช่วงของราหู จะต้องมีเหตุให้เข้าใจผิดแบบนี้ต่อไปเรี่อยๆ อย่างน้อยก็อีก 2-3 เดือน เป็นอย่างต่ำ”

“จะต้องเป็นแบบนี้ไปตั้ง 2-3 เดือนเลยหรือคะ โธ่!! ตาฟ้า ลูกแม่” คุณกัญจนาอุทานอย่างตกใจ สีหน้ามีเค้าของความวิตกเพิ่มมากขึ้น อาจารย์วาดไม่เอ่ยคำใดเพื่อปลอบโยนท่านหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นมาดูอีกครั้ง ก่อนวิเคราะห์ให้ฟัง

“ลูกชายของคุณเกิดในราศีเมษจัดอยู่ในธาตุไฟ มีดาวประจำราศีคือ ดาวอังคาร ลักษณะเด่นของเขาคือเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และโดยปกติแล้วคนราศีนี้เป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเพศตรงข้ามอยู่แล้ว แต่สำหรับในช่วงเวลานี้อาจไม่ค่อยเป็นผลดีนัก เพราะราศีเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสซึ่งเป็นดาวอริ เสน่ห์ที่เคยเป็นผลดีกับตัวเองหรือความมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นนั้น กลับส่งผลตรงกันข้าม อีก 2-3 เดือนกว่าดาวประจำราศีจะหมุนออกจากวงโคจร เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ถือว่ายังไม่หนักเท่าไหร่หรอกนะ ลูกชายของคุณยังต้องเจอเรื่องหนักมากกว่านี้เป็นหลายเท่า โดยเฉพาะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ทั้งที่บางทีก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย”

 “จะเกิดเรื่องอะไรที่หนักมากไปกว่านี้อีกหรือคะ ดิฉันคิดว่าคงไม่มีใครที่จะซวยมากไปกว่านี้อีกแล้ว เป็นพลเมืองดีเข้าไปช่วยผู้หญิงเป็นลมแท้ๆ กลับถูกมองว่าไปลวนลามแฟนเขา แถมยังโดนต่อยฟรีมาอีกด้วย ครั้งนั้นดิฉันก็ให้ลูกถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ไป” คุณกัญจนาเริ่มเรื่องราวของค้ำฟ้า บุตรชายซึ่งกำลังโดนราหูเข้าเล่นงานราศีเกิด

 

“เมื่อ 2-3 วันก็ทำหน้าที่เป็นคนดีไล่จับโจรวิ่งราวกระเป๋า แต่กลับถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนวิ่งราวเสียเอง ครั้งนั้นโชคดีที่ไม่โดนรุมจากชาวบ้านเพราะผู้เสียหายวิ่งมาบอกความจริงเสียก่อน ดูสิคะอาจารย์” คุณกัญจนาเล่าเสริม ก่อนพูดเสียงสะอื้นเล็กน้อย

“ลูกชายดิฉันทำความดีแท้ๆ แต่กลับเจอเหตุการณ์แบบนี้ จนลูกชายดิฉันไม่อยากทำดี ไม่อยากช่วยเหลือใครแล้วนะคะ”

อาจารย์พยักหน้าอย่างเข้าใจพร้อมยกมือเป็นเชิงห้ามว่าไม่ควรทำแบบนั้น “เรื่องการทำความดี ถ้าเราคิดดีเราก็จะได้สิ่งที่ดีๆ ตอบแทนมา อย่างที่อาจารย์บอกคุณไป ดวงตอนนี้ของเขากำลังอยู่ในช่วงราหูเข้า แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไขสักทีเดียว ทุกอย่างมีทางแก้เสมอ”

คราวนี้สีหน้าของคุณกัญจนาดูมีความหวังขึ้นมาทันที เหมือนกับสีหน้าของคุณพรพรรณซึ่งนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

 “คืออะไรคะอาจารย์ ดิฉันยอมทำค่ะ จะให้ทำบุญสะเดาะเคราะห์เก้าวัดสิบวัด ดิฉันทำได้ค่ะ” คุณกัญจนารีบพูดทันที อาจารย์วาดหลับตาพร้อมโบกมือด้วยอาการยิ้มๆ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ดวงของลูกชายคุณไม่ถูกกับราศีของใครคนหนึ่งในบ้าน โดยเฉพาะกับคนที่เกิดในราศีพิจิก ในบ้านมีคนที่เกิดในราศีพิจิกใช่ไหม” อาจารย์วาดถามขึ้น คุณกัญจนาหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับ

“มีค่ะ ลูกชายของดิฉันอีกคนค่ะ เพิ่งกลับมาจากนอก แต่เขาเป็นพี่น้องที่รักกันมากเลยนะคะ” คุณกัญจนาพูดขึ้นพร้อมทักท้วงไปในตัว อาจารย์วาดยิ้มพร้อมยกมือเป็นเชิงห้าม

“ไม่ถูกกันไม่ได้หมายความว่าเขาสองคนจะโกรธหรือเกลียดกัน แต่หมายถึงราศีหรือดวงของเขาในช่วงนี้ไม่ถูกกัน ทำอะไรก็จะดูขัดกันเสียหมด มีเรื่องผิดใจกันแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม”

คุณกัญจนาขมวดคิ้วนึกลำดับเรื่องราวระหว่างบุตรชายทั้งสอง ก่อนพยักหน้าถี่ๆ “ใช่ค่ะ ดิฉันจำได้แล้ว หลายวันมานี่ ตาฟ้ากับตาเมฆมีเรื่องทะเลาะกันประจำ ขนาดเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แค่พี่ชายหยิบขนมปังในจานของน้องมาทาน ตาเมฆปกติเป็นคนเงียบๆ แต่วันนั้นกลับโวยวายใหญ่หาว่าพี่ชายแย่งของน้อง วันก่อนก็เหมือนกัน ตาเมฆน้องชายไปหยิบน้ำหอมในห้องพี่ รายนั้นก็โวยวายใหญ่หาว่าน้องเข้ามายุ่งในห้องตัว ทั้งๆ ที่น้องก็เข้าห้องพี่ชายเป็นปกติอยู่แล้ว ดิฉันปวดหัวไปหมดแล้วค่ะ ทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ” คุณกัญจนาเล่าเหตุการณ์ระหว่าง ค้ำฟ้ากับเหนือเมฆ บุตรชายทั้งสองให้อาจารย์วาดฟังด้วยน้ำเสียงระอาปนเหนื่อยใจ

“ไม่ใช่เพราะเขาโกรธหรือไม่ชอบหน้ากันหรอกนะ แต่เพราะอิทธิพลของดวงดาวประจำตัวของพวกเขาต่างหาก ทางที่จะแก้ไขได้ดีที่สุดคือลูกชายคุณต้องย้ายออกจากบ้าน และต้องอยู่กับคนที่มีดวงเสริมซึ่งกันและกัน แค่สองอย่างก็พอแล้ว”

“เรื่องย้ายออกจากบ้านคงไม่มีปัญหาหรอกนะคะ เพราะลูกชายดิฉันก็มีคอนโดที่อยู่ใกล้ที่ทำงานอยู่แล้ว แต่อยู่กับคนที่มีดวงเสริมซึ่งกันและกัน” คุณกัญจนาทวนคำด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน “หมายถึงอะไรคะอาจารย์” ถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ

“เกณฑ์ชะตาของลูกชายคุณอยู่ในช่วงต้องแต่งงาน ภายใน 3 อาทิตย์นี้เท่านั้น ไม่งั้นจะเจอเคราะห์หนักอาจถึงชีวิต”

“อะไรนะคะ!! เคราะห์หนักถึงชีวิต” คุณกัญจนาอุทานอย่างตกใจ “มีเกณฑ์จะแต่งงานด้วย จะให้แต่งกับใครล่ะคะ มีเวลาแค่สามอาทิตย์ไม่ถึงเดือนเท่านั้น”

“ผู้หญิงที่เกิดในราศีตุลย์เหมาะกับราศีเมษของลูกชายคุณมากที่สุด ผู้หญิงคนนั้นกำลังมีเคราะห์หนักเหมือนกัน เธอคนนั้นจะช่วยทำให้เขาพ้นจากเคราะห์ทั้งหมด”

“ผู้หญิงที่เกิดในราศีตุลย์หรือคะ เอ๊ะ!! พร ลูกสาวเธอเกิดในราศีอะไรนะ เหมือนฉันจะคุ้นๆ ว่าหนูอรเกิดในเดือนตุลาคมใช่ไหม” คุณกัจญนาหันไปถามเพื่อนอย่างนึกขึ้นได้ คุณพรพรรณพยักหน้ารับ

“แต่ยัยหนูไม่ได้มีเคราะห์อะไรนี่” พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ยอมรับ

“แล้วที่บอกว่าเข้าใจผิดกับผู้หญิงขี้หึงคนหนึ่งจนเกือบจะมีเรื่องกันน่ะ เธอไม่ถือว่าเป็นคราวเคราะห์หรือ” คุณกัญจนาถามขึ้น

คุณพรพรรณนิ่งไปอึดใจ เหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อน ถือเป็นการมีปากเสียงครั้งแรกของอริสา หญิงสาวผู้แต่งตัวธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษที่สามารถสะดุดตาใครต่อใครได้ แต่กลับโดนเข้าใจผิดจากผู้หญิงคนหนึ่ง เหตุเพราะผู้ชายคนนั้นทำสมุดจดงานตก อริสาเห็นพอดีและรีบวิ่งเอาไปคืนให้ ชายหนุ่มคนนั้นจับมือเธอขอบคุณด้วยความซึ้งใจเพราะเป็นสมุดงานที่สำคัญมาก โชคร้ายที่แฟนของชายหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามาอย่างไม่รู้ประสาแถมไม่ถามไถ่ให้ได้ความ ก็พูดด่าว่าอริสาอย่างหนัก หาว่าให้ท่าแฟนหนุ่มของเธอ ตอนนั้นอริสาโกรธจนควันออกหูและตอกกลับไปหลายคำ จนเกือบจะมีเรื่องวิวาทกันขึ้น ยังดีที่ชายหนุ่มคนนั้นดึงแขนแฟนสาวออกไปเสียก่อน

 “ก็แค่ผู้หญิงขี้หึงคนหนึ่งที่เข้าใจผิดเท่านั้นเอง ไม่ถือว่ามีเคราะห์สักหน่อย” คุณพรพรรณหาทางเลี่ยง ไม่ยอมรับว่าลูกสาวกำลังอยู่ในช่วงดวงตก

“ถ้าเข้าใจผิดกับคนอื่น ฉันก็จะไม่คิดอะไร แต่มาเข้าใจผิดกับหนูอรเรื่องให้ท่าผู้ชายนี่นะ หนูอรคงอยู่ในช่วงเคราะห์จริงๆ ถึงมีคนคิดแบบนั้นได้”

“เธอพูดเหมือนว่า ลูกสาวฉันเป็นคนไม่มีเสน่ห์พอที่จะดึงดูดผู้ชายให้มาสนใจได้อย่างนั้นแหละ” คุณพรพรรณถามออกไปอย่างไม่มั่นใจนัก คุณกัญจนาชะงักไปเล็กน้อยก่อนยิ้มเก้อๆ

“แหม!! ใครจะคิดแบบนั้น ฉันหมายถึงว่า หนูอรน่ะห้าวซะขนาดนั้นจะไปให้ท่าใครได้แถมการแต่งเนื้อแต่งตัวก็ไม่เหมือนที่ผู้หญิงคนนั้นกล่าวหาเลยสักนิด ถ้าไม่อยู่ในช่วงเคราะห์จะเรียกว่าอะไร…ยังไงก็มาถึงที่นี่แล้ว ให้อาจารย์ดูดวงหนูอรไปด้วยเลยสิ” ท้ายประโยคคุณกัญจนาพูดด้วยน้ำเสียงคะยั้นคะยอ คุณพรพรรณลังเลอยู่ครู่ก่อนหันไปพูดกับอาจารย์อย่างเกรงใจ

“ดิฉันขอดูดวงลูกสาวเพิ่มอีกคนนะคะ ความจริงแล้วช่วงนี้เขาก็ดวงไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก มีเรื่องให้เข้าใจผิดกับคนนั้นคนนี้อยู่เรื่อย” คุณพรพรรณยอมรับความจริงในที่สุด ก่อนหยิบปากกาและกระดาษโน้ตมาจดวันเดือนปีเกิดก่อนยื่นให้อาจารย์วาด

อาจารย์ดูดวงซึ่งเก่งกาจที่สุดเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นไปพิจารณาและเข้าสู่อาการเดิมเหมือนครั้งที่รับกระดาษโน้ตวันเดือนปีเกิดของค้ำฟ้าไปดู ไม่กี่อึดใจอาจารย์วาดก็วางกระดาษแผ่นนั้นลง สีหน้าไม่ต่างไปจากครั้งที่วางกระดาษโน้ตวันเดือนปีเกิดของค้ำฟ้า

“ดวงของลูกสาวคุณก็ไม่ดีเช่นกัน”

“ร้างแรงไหมคะอาจารย์” คุณพรพรรณถามด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจนัก

“ดาวศุกร์ ซึ่งเป็นดาวประจำตัวถูกดาวเสาร์บดบังอยู่ ทำให้ชีวิตช่วงนี้มาแต่ความทุกข์ โดนทำร้ายจิตใจจากคนที่รัก มีเหตุให้ต้องเลิกราผิดใจกัน ระวังไว้ด้วยนะ อย่างหลังน่ะ” อาจารย์พูดพลางเหลือบมองคุณพรพรรณ

“อะไรหรือคะอาจารย์” ถามเสียงสั่นพลางขยับเข้ามาใกล้อย่างตื่นเต้น

“ดวงมีเกณฑ์ขึ้นคานสูงมาก” สองสาวใหญ่ถึงกับทาบมือกับอกด้วยความตกใจ

“ถึงขนาดขึ้นคานเลยหรือคะ” คุณพรพรรณละล่ำละลักถาม อาจารย์ยกมือห้าม เหมือนที่เคยห้ามคุณกัญจนาในตอนแรก

“ทุกอย่างมีทางแก้ไขเสมอ” พูดประโยคเดิมเหมือนที่เคยพูดไว้อีกครั้ง

“ถ้าในอีกสามอาทิตย์นี้ไม่แต่งงาน ลูกสาวคุณมีเกณฑ์ขึ้นคานไปตลอดชีวิต แถมดวงชะตาจะต้องพลิกผันโดนหลอกจากคนที่ไม่จริงใจ”

“หา!! แต่งงานภายในสามอาทิตย์” คุณพรพรรณอุทานเสียงสูงด้วยความตกใจ “แล้วจะให้ลูกสาวดิฉันแต่งกับใครล่ะคะ แฟนเป็นตัวเป็นตนยังไม่มีเลย” พูดอย่างหนักใจเสริมท้าย

“ต้องแต่งภายในสามอาทิตย์กับผู้หญิงราศีตุลย์ หนูอรก็มีเกณฑ์ต้องแต่งภายในสามอาทิตย์เหมือนกัน” คุณกัญจนาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาก่อนเงยหน้าถามอาจารย์วาด

“แล้วผู้ชายราศีไหนถึงจะเหมาะคะอาจารย์”

“ผู้ชายที่เกิดในราศีเมษ เหมาะกับผู้หญิงที่เกิดในราศีตุลย์ที่สุด” อาจารย์วาดพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนหยิบกระดาษโน้ตทั้งสองใบมาวางคู่กัน

“ถ้าเขาสองคนสามารถอยู่ร่วมกันเกินสามเดือน เคราะห์ทั้งหมดก็จะหายไป เนื้อคู่ที่แท้จริงของเขาทั้งสองก็จะปรากฏ”

 

 

................................................

เพิ่งสมัครและลงเรื่องที่ เว็บวิชาการ เป็นครั้งแรก ใครแวะมาอ่าน คอมเม้นต์กันได้นะคะ

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา