Physiology: อุจจาระร่วง (Diarrhea)

อุจจาระร่วง (Diarrhea)

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนแปลงมา เดี๋ยวร้อนแดดเปรี้ยง เดี๋ยวฝนตกกระหน่ำน้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแบบนี้ รับประทานอาหารอะไรก็ต้องระวัง เพราะถ้าไม่ระวังท้องไส้อาจจะปั่นป่วนได้


อาการท้องร่วงคืออะไร ?

อุจาระร่วง (Diarrhea) คือ อาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน หรือมีอาการถ่ายเหลวปนมูกเลือดเพียง 1 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการท้องร่วงนี้จะหายได้เองภายใน 2- 3 วัน โดยที่ไม่ต้องรักษา แต่อันตรายที่อาจถึงขั้นเสียชีวิตนั้น ส่วนใหญ่จะมาจากผลเสียของอาการที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ 

การถ่ายอุจจาระปกติ ต่างจากการถ่ายอุจจาระจากอาการท้องร่วงตรงที่การถ่ายอุจจาระธรรมดานั้นร่างกายจะมีการดูดน้ำกลับ อุจจาระจึงเป็นก้อน แต่อาการท้องร่วงไม่มีการดูดน้ำกลับของร่างกาย อุจจาระจึงเป็นลักษณะเหลว


ท้องร่วงมีกี่แบบ
?
โดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งอาการท้องร่วงได้ 2 ประเภทตามระยะเวลา ซึ่งแบ่งได้เป็น

1.โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrhea) คือ อาการท้องเดินที่เป็นติดต่อกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เป็นวัน หรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ มักเกิดจากการติดแบคทีเรีย ติดเชื้อไวรัส พยาธิ ที่ทำให้อาหารเป็นพิษ หรือสาเหตุจากอาหารจำพวกนม เป็นต้น 

2.ท้องเสียชนิดเรื้อรัง (Persistent Diarrhea) คือ อาการท้องเดินที่เป็นติดต่อกันนานๆ เป็นๆ หายๆ นานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากอารมณ์ที่ผิดปกติ หรือเกิดจากความเครียด ที่ส่งผลต่อการทำงานของลำไส้ใหญ่


กลไกการเกิดอุจจาระร่วง 

1. Osmotic diarrhea 

 ผนังลำไส้ ทำหน้าที่เสมือนเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) ที่ยอมให้น้ำผ่านเข้า-ออก เพื่อปรับให้มีความเข้มข้นเท่ากันระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ ซึ่งเมื่อมีสารที่ไม่ถูกดูดซึมที่ลำไส้ จะทำให้ภายในลำไส้มีแรงดันออสโมติกสูง เกิดการดึงน้ำเข้ามาในโพรงลำไส้ และเป็นสาเหตุของโรคอุจาระร่วง ยกตัวอย่างง่ายๆ จากอาการท้องเดินที่เป็นสาเหตุกลไกนี้ คือการที่ร่างกายมีภาวะบกพร่องแล็กเทส หรือภาวะที่ร่างกายบกพร่องเอนไซม์ย่อยน้ำนม (Lactase deficiency)

ภาวะบกพร่องเอนไซม์แล็กเทสนี้ การขาดเอนไซม์ช่วยย่อยที่เรียกว่า “Lactase” เอนไซม์นี้ช่วยในการย่อยน้ำตาลแล็กโทส ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในน้ำนมทั้งหลาย ให้แตกตัวออกเป็นน้ำตาลกลูโคสและกาแล็กโทส ซึ่งช่วยให้ลำไส้เล็กดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่า แต่เมื่อไม่มีเอนไซม์ดังกล่าวนี้ ทำให้ลำไส้เล็กไม่ดูดซึมแล็กโทส ส่งผลให้มีการดูดซับน้ำไว้มากที่โพรงลำไส้ และเกิดอาการท้องร่วง และน้ำตาลแล็กโทส เมื่อเคลื่อนผ่านไปยังลำไส้ใหญ่จะหมักกับเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดแก๊ส เกิดกรดต่างๆ ที่ทำให้อุจาระเป็นกรดอีกด้วย ซึ่งอาการท้องร่วงจากกลไกนี้จะหายได้จากการงดรับประทานอาหารที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดี 

2. Secretory Diarrhea 

เกิดจากแบคทีเรียสร้างสารพิษ กระตุ้นการหลั่งน้ำและอิเล็กโทรไลต์เพิ่มมากขึ้นที่เยื่อบุผิวลำไส้ แบททีเรียที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ก็จะเป็น V. cholerae และ Enterotoxigenic E. coli โดยสารพิษของแบคทีเรียนี้จะไปกระตุ้น cyclic AMP มากขึ้น ทำให้มีการหลั่งคลอไรด์ในโพรงลำไส้ ส่งผลให้น้ำและโซเดียม (Na) เคลื่อนตามเข้าสู่โพรงลำไส้ จึงทำให้เกิดท้องร่วง ซึ่งกลไกนี้จะทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ และไม่ตอบสนองต่อการงดอาหาร 

3. Exudative diarrhea

เกิดจากลำไส้อักเสบ การโดนทำลายหรือทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารเสียหาย หรือเป็นแผล ทำให้การย่อยและการดูดซึมอาหารผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์ผนังลำไส้มีช่องว่าง เกิดการรั่วไหลของของเหลว ซีรั่มโปรตีน และเลือดเข้ามาในโพรงลำไส้ จึงเกิดการดูดซับน้ำไว้ที่โพรงลำไส้ และแสดงอาการท้องร่วงออกมา ซึ่งการถ่ายอุจจาระจากอาการท้องร่วงจากกลไกนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ และมีลักษณะของอุจจาระมีมูกปน หรือมีมูกเลือดร่วมกับการปวดเบ่ง โดยจะถ่ายอุจจาระครั้งละเล็กน้อย แต่บ่อย 

4. Motility diarrhea

เป็นความผิดปกติของการเคลื่อนตัวของลำไส้ เนื่องจากการเคลื่อนตัวของลำไส้ที่ผิดปกตินี้ ทำให้อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้อย่างรวดเร็ว อาหารจึงสัมผัสกับเยื่อบุผนังลำไส้น้อย  การดูดซึมสารอาหารจึงไม่ดี ทำให้สารอาหารดูดซับน้ำไว้มากในลำไส้ และส่งผลให้อุจจาระร่วง  เช่นเดียวกัน หากอาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ช้า ลำไส้มีการดูดซึมสารอาหารไว้มาก ก็ทำให้แบคทีเรียเจริญมากเกิดการหมักหมม ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงได้เช่นเดียวกัน


ที่มาภาพ 

https://biochemphilic.wordpress.com/2013/03
http://www.bangkokhealth.com