ราชาเจ้าสำราญ : ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ

เชิญล้อมวงเข้ามานั่งบนพรมค่ะ วันนี้จะมาเล่าเรื่องฝรั่งให้ฟัง
เลยขอไม่ปูเสื่อแบบไทยๆอย่างครั้งก่อนละนะคะ

ขอเล่าครั้งและเล็กละน้อยเท่าที่จะหาเวลาได้ ระหว่างนั่งฟัง กรุณาให้เสียงทักทายกันบ้าง อย่ามัวแต่เงียบ
ไม่งั้นคนเล่าจะเก้อ

ขอเริ่มความเป็นมาก่อนว่าทำไมถึงสนใจพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งมีพระชนม์ชีพอยู่เมื่อ ค.ศ. 1630-1685
ถ้าเทียบกับไทยก็คือ พ.ศ. 2173- 2228
ประมาณรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของกรุงศรีอยุธยา

ในตอนแรกไม่รู้จักพระองค์ท่านหรอกค่ะ แต่ว่าเคยอ่านพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เรื่อง "นินทาสโมสร" และ "ชิงนาง"
ทรงแปลจาก School for Scandals และ The Rivals ของ Richard Sheridan
เป็นเรื่องที่สนุกมาก ทั้งสองเรื่อง

ต่อมาเมื่อเรียนวิชา Drama ก็พบว่า เชอริแดนเป็นนักเขียนบทละครโด่งดัง ในยุค Restoration Drama
ซึ่งเป็นยุคทองของละครประเภทหัสนาฏกรรม(Comedy) ของอังกฤษ
Restoration ก็คือยุคของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 นี่เอง

ชีวิตของพระองค์เป็นชีวิตที่โลดโผนเต็มไปด้วยสีสันยิ่งกว่านิยาย แปลกที่ไม่ค่อยจะมีใครเอามาทำหนังกัน
ทั้งที่มีครบทุกรส ทั้งตื่นเต้นผจญภัย โศกเศร้า ระหกระเหิน รักร้อนแรง
เรียกว่าเป็นราชันย์ที่มีสีสันมากที่สุดพระองค์หนึ่งของอังกฤษก็ว่าได้

อัญเชิญพระฉายาลักษณ์มาให้ชมกันก่อน เป็นการเรียกน้ำย่อย
.
16 ม.ค. 2549 10:41
100 ความเห็น
15371 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 84 โดย เทาชมพู

นางละครส่วนใหญ่มักจะเป็นลูกชาวบ้านยากๆจนๆ มีอดีตหมองมัวมาก่อน ถึงเป็นนางละครมีผู้ดูกันล้นหลามทั่วลอนดอนแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นสุภาพสตรีน่ายกย่องขึ้นมา
ส่วนใหญ่ก็ไปเป็นเมียเก็บของเศรษฐีและผู้ดีชั้นสูง จนกว่าจะตกอับเมื่ออายุมากขึ้น ถ้าฉลาดหน่อยก็เก็บเงินทองเอาไว้เลี้ยงตัว
แต่ส่วนใหญ่ก็กลับไปเป็นโสเภณีและตายไปอย่างไร้คนเหลียวแล

ย้อนกลับมาที่เนล ด้วยคุณสมบัติคือความสวยและเฉลียวฉลาด พออายุ 17 ก็ได้แสดงนำในละครเรื่อง Secret Love
John Dryden ผู้เขียนเรื่องตั้งใจสร้างนางเอกให้มีบุคลิกและอุปนิสัยขี้เล่นเฮฮา ตรงกับหล่อนเป๊ะๆ เพื่อเอาบทมาส่งให้นางเอกดัง
ผลเป็นไปตามคาดหมาย ละครฮิทติดอันดับ 1 ส่งให้เนลโด่งดังไปทั่วลอนดอนในชั่วข้ามคืน

คนดูละครมีทุกชนชั้นตั้งแต่ผู้ดีไปจนขี้เมาข้างถนน หนึ่งในผู้ดีที่มาดูละครคือชาร์ลส์ แซควิลล์ มีบรรดาศักดิ์เป็นลอร์ดบัคเฮิร์สต์ เขาเกิดหลงใหลอยากได้หล่อนมาเป็นเมียเก็บ และก็สำเร็จสมประสงค์

เขาเชิญหล่อนไปพัก ณ คฤหาสน์เขาที่เมืองเอบซอมในช่วงฤดูร้อน ณ ที่นั้นเนลก็ได้สัมผัสความเป็นอยู่หรูหราแบบผู้ดีชั้นสูงเป็นครั้งแรกในชีวิต ได้แต่งกายแพงๆ กินดินเนอร์โก้ๆ นั่งรถม้า และมีคนใช้นับสิบๆคอยรับใช้เอาอกเอาใจแบบเท้าไม่แตะดิน

แต่รักง่ายก็หน่ายเร็ว เป็นแฟนกันไม่เท่าไรก็จบกันไป เนลมาเป็น'เด็ก' ของขุนนางอีกหลายคน ก่อนจะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งพระสนม เมื่ออายุ 19
1 ก.พ. 2549 08:19


ความคิดเห็นที่ 85 โดย เทาชมพู

ในตอนนั้นชาร์ลส์มีพระสนม
เป็นนางละครสาวสวยอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว
ชื่อมอล เดวิส
หล่อนมีประวัติไม่ได้ดีไปกว่าเนลเท่าไร
เป็นลูกนอกกฎหมายของขุนนางผู้ดีมีตระกูล
พ่อไม่ยอมรับ หล่อนก็เลยโตขึ้นมาแบบชาวบ้าน

เป็นสาวขึ้นมาก็กลายมาเป็นนางละคร ทั้งแสดง เต้นระบำ
และร้องเพลงได้จับใจคนฟัง ในจำนวนนั้นมีพระเจ้าชาร์ลส์รวมอยู่ด้วย

แต่พวกราชสำนักเกลียดมอลเอามากๆ
นอกจากมีพื้นเพต่ำต้อย หล่อนยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ไม่มีกาลเทศะ ไม่มีมารยาท
นอกจากพระเจ้าชาร์ลส์แล้วก็ไม่มีใครชอบหน้าหล่อนเอาเลย

ภาพข้างบนนี้ มอล เดวิส ค่ะ
หมดเวลาสำหรับวันนี้ :(
1 ก.พ. 2549 08:24


ความคิดเห็นที่ 86 โดย นิลกังขา

ลงชื่อตามอ่านครับ



เรื่องของราชันผู้นิราศ องค์นี้ (คนละองค์กับในหลวง ร. 7 "ราชันผู้นิราศ" ของไทยเรา ขององค์นี้นิราศเพราะครอมเวลล์ แล้วก็ได้นิวัติกลับไปครองบัลลังก์ใหม่)



เรื่องของราชาพระองค์นี้ นักเขียนอังกฤษ ใครก็จำไม่ได้ เคยเอามาเขียนเป็นหนังสือทำนองนิยาย อ่านง่ายๆ แล้วก็มี ดูเหมือนคุณนิดา หรือไม่ก็คุณเนื่องน้อย ศรัทธา เอามาแปลเป็นไทย อ่านสนุกครับ
1 ก.พ. 2549 11:29


ความคิดเห็นที่ 87 โดย เทาชมพู

คุณนกข. หมายถึงนิยายของเจน เลน ที่คุณสุคนธรสแปลหรือเปล่าคะ
กล่าวถึงในค.ห. 23 ค่ะ
**************************
มาเล่าเรื่องเนล ต่อ

วันหนึ่งพระเจ้าชาร์ลส์เสด็จมาทอดพระเนตรละคร เนลเองก็ไปกับคู่ควงของหล่อน หล่อนได้นั่งติดกับพระราชา
เนลเป็นคนช่างคุยเล่นหัวสนุกสนาน พระเจ้าชาร์ลส์ก็เกิดพอพระทัยนางละครสาวสวยคนนี้
ขึ้นมาถึงกับให้ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จนัดหล่อนและเจ้าหนุ่มที่เป็นแฟน ไป "ดื่ม" กันต่อที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆ

พอกินดื่มกันเสร็จ ปรากฏว่าพระเจ้าชาร์ลส์ไม่ได้นำเงินติดองค์มาเลยสักสตางค์เดียว เพราะพระองค์ท่านไม่เคยพกกระเป๋าเงินอยู่แล้ว
ก็เป็นพระราชาจะมีโอกาสจ่ายเรื่องอะไรกันจริงไหมคะ
ผลคือเจ้าหนุ่มคู่ควงต้องควักกระเป๋าเลี้ยงเอง

เรื่องนี้ทำให้เนลเห็นเป็นเรื่องชวนหัวเอามากๆ ถึงกับโพล่งออกมาอย่างครื้นเครงว่า
" ให้ตาย - ่าซิ เกิดมาไม่เคยมีเจ้าภาพกระจอกยังงี้มาก่อนซักคน"

คนร่วมโต๊ะก็ตกตะลึงไปกันหมด นึกว่าเนลคงจะถูกยัดใส่คุกหรือเฆี่ยนหลังขาดเสียแล้วในตอนนั้น
แต่พระเจ้าชาร์ลส์กลับนึกเอ็นดูความเปิดเผยตรงไปตรงมาของหล่อน ก็เลยทรงหลงรักหล่อนนับแต่นาทีนั้น

ภาพนี้วาดขึ้นในยุคนี้ค่ะ เป็นภาพพระเจ้าชาร์ลส์กำลังเกี้ยวพาราศีกับเนล
2 ก.พ. 2549 08:27


ความคิดเห็นที่ 88 โดย เทาชมพู

ดังนั้น แทนที่จะแค่เจอหล่อนครั้งเดียว พระราชา ก็ทรงนำนางละครสาวเข้าไปพำนักอยู่ในพระราชวังไวท์ฮอลล์ ในฐานะพระสนมคนล่าสุด



เนลเจอคู่แข่งที่จ้องขย้ำหล่อนอยู่หลายราย โดยเฉพาะหลุยส์ ดัชเชสแห่งปอร์ตสมัธ

แต่หลุยส์ก็ทำอะไรหล่อนไม่ได้จนแล้วจนรอด

ส่วนมอล เดวิส ถูกเนลเขี่ยออกให้พ้นเส้นทาง

วิธีของเนลยากจะบอกได้ว่าหล่อนหวังผลถาวรหรือแค่แกล้งเล่นสนุกๆ



คือหล่อนสืบรู้ว่าพระราชาจะเสด็จมาค้างคืนกับมอล หล่อนก็เลยทำดีให้ตายใจ

เชิญมอลไปกินอาหารเย็นในห้องพักของหล่อน แต่ในเนื้อที่ทำให้กิน หล่อนแอบใส่สมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายลงไป

(ถ้าเป็นเมืองไทยคงจะคล้ายๆสลอด)



คืนนั้นพระเจ้าชาร์ลส์เสด็จมาค้างคืนที่ห้องของหล่อน แต่ลองนึกภาพดูว่ามอลกินยาถ่ายอย่างแรงเข้าไป มันจะทุลักทุเลขนาดไหน

พระเจ้าชาร์ลส์กริ้วมาก

ไม่ได้กริ้วเนล(เพราะไม่ทรงรู้) แต่กริ้วบรรยากาศอันเกินคำบรรยายในคืนนั้น



มอลก็เลยตกกระป๋อง สิ้นสุดวาระการเป็นพระสนมแต่บัดนั้น

แต่พระเจ้าชาร์ลส์ก็ประทานเบี้ยหวัดให้หล่อนปีละ 1000 ปอนด์ พออยู่กินไปได้อย่างสบาย

อย่างน้อยหล่อนก็มีธิดากับพระองค์ด้วยคนหนึ่ง
2 ก.พ. 2549 08:45


ความคิดเห็นที่ 89 โดย เทาชมพู

ถ้าจะย้ำให้เห็นภาพว่าคนท้องเสียมันทำลายบรรยากาศได้รุนแรงแค่ไหน
ต้องอธิบายเรื่องการอนามัยขับถ่ายในยุคนั้นประกอบให้เข้าใจ

ถ้าใครยังไม่รู้เรื่องสุขาของผู้คนในสมัยนั้นก็โปรดรับทราบว่า ในยุคก่อนนี้จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 19
แม้แต่เจ้าใหญ่นายโตของยุโรป เขาก็ยังไม่สุขสบายเท่าสามัญชนอย่างเราๆในเรื่องห้องน้ำห้องท่า
เพราะเขาไม่มี ค่ะ ย้ำว่าไม่มี

แม้แต่ในปราสาทราชวังก็ไม่มีห้องน้ำประเภทตั้งอุปกรณ์อ่างจากุชชี่ หรือชักโครกทองคำ เด็ดขาด

เวลาจะอาบ เขามีอ่างอาบน้ำตั้งไว้ในห้องเล็กๆห้องหนึ่ง ตั้งอ่างไว้เฉยๆบนพื้นเหมือนเราตั้งกาละมัง
เพราะสมัยนั้นไม่มีระบบท่อน้ำ ที่จะเปิดน้ำหรือระบายน้ำทิ้งตามบ้านเรือน
คนใช้ก็หิ้วถังน้ำขึ้นมาทีละถังสองถัง เทน้ำอุ่นใส่ลงอ่างจนเต็ม
นายก็อาบเสร็จโดยไม่มีก๊อก ไม่มีฝักบัว อาบน้ำเดียวจบงั้นแหละ
เสร็จแล้วคนใช้ก็ตักน้ำจากอ่างใส่ถังไม้หิ้วลงไปเททิ้ง ลงบันไดไปอย่างลำบากลำบน

การอาบน้ำเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยและยากลำบาก อาบกันอาทิตย์ละครั้งก็ถือว่าบ่อยมากแล้ว ยิ่งหน้าหนาวยิ่งไม่อาบกันเลย
ว่ากันว่าพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทูลกระหม่อมปู่ของพระเจ้าชาร์ลส์ไม่นิยมอาบน้ำเกือบตลอดชีวิต ดูเหมือนจะอาบแค่ตอนประสูติ ก่อนอภิเษกคืนหนึ่ง เท่านั้น

เอาภาพห้องน้ำ หรือ water closet ของคุณหญิงคุณนายในยุคโบราณมาให้ดูค่ะ เขาก็แต่งห้องเสียสวยเชียว แต่ว่าลำบากอย่างที่ว่ามานี่แหละ
2 ก.พ. 2549 08:47


ความคิดเห็นที่ 90 โดย เทาชมพู

ส่วนการขับถ่าย เขาใช้กระโถนค่ะ เรียกว่า chamber pot
เมื่อก่อน ถือเป็นผลิตภัณฑ์หลายราคา หลายแบบ มีการออกแบบสวยงาม สำหรับผู้ดีมีสกุล
วางไว้ในห้องนอนตอนกลางคืน ตอนเช้าคนใช้ก็ยกไปเท ล้างให้สะอาดแล้วยกกลับขึ้นมา

เล่ามาถึงตอนนี้คงนึกภาพออกว่า เวลาคนท้องเสียแล้วมีแต่กระโถนตั้งอยู่ในห้องนอน ไม่มีห้องน้ำให้วิ่งออกไปกดชักโครกทิ้งได้
มันน่าคลื่นไส้แค่ไหน

ขอพักครึ่งเวลาก่อน เพื่อจะถามว่า ดิฉันโพสต์ข้อความติดต่อกันเร็วมาก วันต่อวัน
อาจจะทำให้ท่านที่อยากมาคุยเพิ่มเติม หรือมาซักถาม ถามไม่ทัน
ก็เลยจะหยุดไว้แค่นี้ก่อน ถือว่าคนเล่ากำลังดื่มน้ำ แก้คอแห้ง
ใครอยากคุยอะไรในช่วงนี้ก็เชิญเลยค่ะ ไม่ต้องนั่งเงียบฟังลูกเดียว
2 ก.พ. 2549 08:52


ความคิดเห็นที่ 91 โดย เทาชมพู

อ้อ ลืมไป มีภาพกระโถนอีกแบบหนึ่งมาให้ดู

แบบนี้หอบหิ้วติดตัวไปในระหว่างเดินทางค่ะ
เป็นม้านั่ง มีประตูเปิดปิดได้ทางด้านข้าง
เพื่อจะดึงเอากระโถนข้างในออกมาล้างให้สะอาด
แล้วเลื่อนกลับเข้าไป
เคยเห็นของแบบนี้ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังเดิม
ของรัชกาลที่ 2 ที่อัมพวา
2 ก.พ. 2549 09:00


ความคิดเห็นที่ 92 โดย เทาชมพู

ยังไม่เห็นมีใครมาถาม จำนวนผู้เข้าดูกระทู้เพิ่มขึ้นร้อยกว่าแล้ว
เลยขอเล่าต่อนะคะ
****************************
ในบรรดาพระสนมทั้งหมดของชาร์ลส์ เนลเป็นคนนิสัยน่าชมเชยที่สุด
เมื่อหล่อนได้เป็นพระสนม หล่อนก็จงรักภักดีต่อพระราชาเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยไยดีชายอื่น
ทั้งที่มีขุนนางมาเกี้ยวพาราศีไม่ขาดสายด้วยความหวังว่าหล่อนก็คงเป็นแบบเลดี้คาสเซิลเมนหรือหลุยส์ ดัชเชสแห่งปอร์ตสมัธ

แม้ว่าได้ดีเป็นพระสนม เนลก็ไม่เคยลืมความลำบากยากแค้นที่หล่อนเคยประสบ
หล่อนเรี่ยไรเงินเพื่อนำมาตั้งโรงพยาบาลหลวงเพื่อประชาชนยากไร้ หลังจากหล่อนเห็นทหารบาดเจ็บจนทุพพลภาพจากสงคราม ต้องมาเร่ขอทานตามถนน

พระเจ้าชาร์ลส์ทรงรักและเมตตาเนลเสมอต้นเสมอปลาย ประทานบ้านอย่างดีให้หล่อนเป็นเจ้าของ 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่ในลอนดอน เสด็จไปเยี่ยมหล่อนเป็นประจำ

เนลมีโอรสกับพระราชา 2 คน คนหนึ่งตายแต่ยังเล็ก อีกคนอยู่มาได้จนโต วิธีที่หล่อนทูลขอให้ลูกชายหล่อนได้ยศถาบรรดาศักดิ์ก็แหวกแนวไม่ซ้ำใคร
5 ก.พ. 2549 19:18


ความคิดเห็นที่ 93 โดย เทาชมพู

วันหนึ่งพระเจ้าชาร์ลส์เสด็จมาเยี่ยมแม่และลูก เนลก็ร้องเรียกลูกชายว่า

"มานี่ ไอ้ลูกไม่มีพ่อ"

แปลเป็นไทยอาจไม่สะใจเท่าคำฝรั่ง Bastard เป็นคำด่าหยาบๆไว้ด่าผู้ชาย แปลตามความหมายคือลูกไม่มีพ่อ
จะเป็นเพราะนอกกฎหมายหรือว่าหาผู้ชายยอมรับเป็นพ่อไม่ได้เพราะแม่สำส่อนก็ตาม
แต่นัยของมันสบประมาทดูถูกกันมากกว่าแปลตรงๆแบบนี้

พระเจ้าชาร์ลส์ตกพระทัยว่าทำไมพระสนมเรียกโอรสของพระองค์แบบนั้น รับสั่งถาม เนลก็ตอบว่า

" ก็มันจริงนี่เพคะ ลูกหม่อมฉันเป็น bastard หรือพระองค์ว่าไม่จริง"

พระเจ้าชาร์ลส์ก็เลยตั้งเด็กน้อยเป็นดยุคแห่งเซนต์อัลบันส์ น้องชายของเขาเป็นลอร์ด เช่นเดียวกับโอรสจากพระสนมอื่นๆ
***********************
นอกจากซื่อสัตย์แล้วเนลยังเจียมตัวไม่เห่อเหิม หล่อนไม่เคยกอบโกยเงินทองอย่างพระสนมอื่นๆ เมื่อได้เป็นพระสนมใหม่ๆ หล่อนทูลขอแค่ 500 ปอนด์ต่อปี นับว่าน้อยมาก
แต่พระเจ้าชาร์ลส์ก็ประทานให้หล่อนมากกว่าที่ขอ คือปีละ 4000 ปอนด์ และภายหลังเพิ่มให้อีก 5000 ปอนด์ต่อปี
5 ก.พ. 2549 19:20


ความคิดเห็นที่ 94 โดย เทาชมพู

พระเจ้าชาร์ลส์รักและเอ็นดูหล่อนไม่เสื่อมคลาย
แม้ในวาระสุดท้ายก่อนสวรรคต
ก็ทรงสั่งเสียกับพระอนุชาคือดยุคแห่งยอร์ค
ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ว่า

"น้องอย่าปล่อยให้เนลที่น่าสงสารต้องอดตาย"

เนลกลับมาอยู่บ้านพระราชทานเมื่อสิ้นรัชสมัยแล้ว
เงินทองที่เคยได้ก็ขาดมือ หล่อนตกเป็นหนี้สินรุงรัง
จนเกือบจะถูกเจ้าหนี้เอาเข้าคุก
แต่เมื่อทูลพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ให้ทราบถึงความเดือดร้อน
พระราชาองค์ใหม่ก็ทรงส่งเงินมาล้างหนี้สินให้หล่อนจนหมด
ตามที่พระเชษฐาทรงฝากฝังไว้ และให้บำนาญหล่อนปีละ 1500 ปอนด์

แม้ว่าสิ้นพระเจ้าชาร์ลส์แล้ว เนลก็ไม่เคยคิดจะมีสามีใหม่
มีชายมาติดพันหล่อนหลายคน แต่หล่อนตอบตามตรงว่า

" ยังไงฉันก็ไม่เอาหมามานอนในที่กวางเคยนอน"

กวาง เป็นสัตว์ชั้นสูง สงวนไว้สำหรับพระราชาและขุนนางใหญ่ๆ
ส่วนหมา..ก็อย่างว่าละค่ะ ชาวบ้านทั่วไปก็มีได้

น่าเสียดายว่าเนลอายุไม่ยืน
แค่อายุสามสิบเศษๆ หล่อนติดเชื้อไข้ทรพิษ
เสียชีวิตหลังจากพระเจ้าชาร์ลส์สวรรคตเพียง 2 ปี

ชื่อเสียงของเนล กวินน์ยังติดปากชาวอังกฤษอยู่จนบัดนี้
หากว่ามีหนังสือ หนังหรือละครทำเกี่ยวกับ Restoration
ถ้ามีพระเจ้าชาร์ลส์อยู่ในเรื่อง ก็ต้องมีพระสนมเนลอยู่ด้วยเสมอ
ส่วนพระสนมอื่นๆอาจจะมีบทหรือไม่มีก็ได้ในเรื่องนั้น
แม้แต่พระราชินีเองบางทีก็อาจจะถูกนักเขียนข้ามไปเฉยๆก็มี

ภาพที่เอามาลงนี้เป็นดาราฮอลลีวู้ดยุคหนังขาวดำ ดิฉันไม่เคยดู ชื่อ Anna Neagle
เธอเล่นเป็นเนล กวินน์ ค่ะ
5 ก.พ. 2549 19:24


ความคิดเห็นที่ 95 โดย เทาชมพู


ภาพจากหนังมินิซีรี่ส์เรื่อง Charles II: The Power & the Passion
ใครอยู่อังกฤษคงได้ดูเรื่องนี้เมื่อปี 2003
ส่วนเมืองไทย ไม่แน่ใจว่ายูบีซีเอามาฉายหรือเปล่า เป็นหนังอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกัน
Rufus Sewell เป็นพระเจ้าชาร์ล์ที่ 2 Emma Pierson เป็นเนล กวินน์
6 ก.พ. 2549 09:00


ความคิดเห็นที่ 96 โดย เทาชมพู

ทีนี้ก็มาถึงคิวพระสนมอีกคนหนึ่ง ที่มีชีวิตโลดโผนในตัวของเธอเอง ฉีกแนวไปอีกแบบจากเนล
คือ สาวผู้ดี ชื่อ ออตองซ์ มันชินี

ชื่อ Hortense ดิฉันไม่แน่ใจว่าออกเสียงว่า ฮอเตนซี หรือออเตนซ์ แต่ถ้าฝรั่งเศสออกเสียงว่า ออต็องซ์
ถ้าคุณ Hoฯ หรือคุณ Roi ฯทราบมาว่าออกเสียงแบบอื่นก็ช่วยแก้ไขให้ด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้า

เธอเป็นหลานลุงของสังฆราชมาซาแร็ง อัครมหาเสนาบดีของฝรั่งเศส
แต่ตัวเธอไปเกิดที่โรม ประเทศอิตาลี พ่อเป็นผู้ดีอิตาเลียนตระกูลมันชินี
ต่อมาเธอกับน้องๆย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศส
พออายุ 14 ปี ท่านสังฆราชจัดให้แต่งงานกับขุนนางฝรั่งเศส
ผู้ได้สืบตระกูลฝ่ายภรรยาเป็นดยุคแห่งมาซาแร็ง
ส่วนเธอได้เป็นดัชเชสแห่งมาซาแร็ง

ออต็องซ์ได้ชื่อว่าเป็นสาวโฉมงามเป็นที่เลื่องลือ
เมื่อมาเป็นพระสนมก็เป็นคนสวยที่สุด สวยยิ่งกว่าเลดี้คาสเซิลเมนและหลุยส์
แต่รูปวาดที่เหลือมาถึงทุกวันนี้ คงได้ศิลปินฝีมือไม่ดีเลยไม่เห็นความงามเท่าไร

เธอมีผมดำขลับสยายยาวถึงสะเอว และดวงตาสีสวยประหลาด เปลี่ยนสีไปได้ตามแสงที่มากระทบ
อธิบายแบบนี้ท่านผู้อ่านอาจจะนึกไม่ออกว่าเป็นดวงตาสีไหนแบบไหน ขอยกตัวอย่างจากดาราฮอลลีวู้ดคนหนึ่งดีกว่าค่ะ เอารูปมาให้ดูกันเลย

เธอชื่อ ลินดา คาร์เตอร์ เป็น Miss World USA เมื่อปี 1972
แล้วมาเป็นดารา เล่นหนังทีวีชุด Wonder Woman สาวน้อยมหัศจรรย์

ดวงตาแบบนี้สีอ่อน ค่อนข้างใส ออกน้ำเงิน อมม่วง อมเทา ถ้าใส่เสื้อผ้าสีเข้มๆ เฉดสีเขียว น้ำเงิน หรือดำ จะขับเฉดสีในดวงตาให้ออกมาตามนั้น
ในพสวมเสื้อสีดำ สีดวงตาออกมาเป็นเทา
7 ก.พ. 2549 08:31


ความคิดเห็นที่ 97 โดย เทาชมพู

พระเจ้าชาร์ลส์เคยหลงรักสาวน้อยออต็องซ์ เมื่อทรงพบที่ปารีส อยากจะอภิเษกสมรสด้วย
แต่หลานสาวอัครมหาเสนาบดีเป็นดอกฟ้าสำหรับพระราชาตกยาก ก็เลยแคล้วคลาดกันไป

เธอมีชีวิตสมรสที่ทุกข์ทรมานกับสามีตั้งแต่เริ่มแรก ดยุคแห่งมาซาแร็งเป็นชายเคร่งศาสนาจนบ้าคลั่ง
วันๆเอาแต่สวดมนตร์ และชิงชังความสวยงามทุกชนิดว่าเป็นกิเลสมาร รวมทั้งความงามของภรรยาและลูกสาวด้วย
เขาสั่งถอนฟันลูกสาวออกหมดเพื่อไม่ให้ดูน่ารัก และทั้งที่เขารักออต็องซ์มาก เขาก็เกลียดชังความงามของเธอว่าเป็นสั่งยั่วยุให้เขาเกิดกิเลส ตัณหา
งานศิลปะงามๆที่ประดับคฤหาสน์ก็ถูกเขาทุบทำลายหมดเพื่อไม่ให้เป็นสิ่งเร้ากิเลส

ในที่สุด ออต็องซ์ทนสามีไม่ไหวก็ขอหย่า หอบลูก 4 คน หนีออกจากฝรั่งเศส ให้พ้นเงื้อมมือเขา
เธอร่อนเร่ไปหลายประเทศ สามีก็ฟ้องกับศาลฝรั่งเศสให้มีคำสั่งเอาตัวเธอกลับไป ออต็องซ์หนีไปอิตาลี จากอิตาลีไปชอมบรี เพื่อขอความคุ้มครองจากดยุคแห่งซาวอย
7 ก.พ. 2549 08:36


ความคิดเห็นที่ 98 โดย เทาชมพู

ออต็องซ์ต้องออกจากชอมบรีอีกครั้งเมื่อท่านดยุคถึงแก่กรรม
ร่อนเร่ไปสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนีและฮอลแลนด์ จนได้มาอังกฤษในที่สุด
พระเจ้าชาร์ลส์ทรงอ้าแขนปกป้องเธอจากสามีด้วยความเต็มพระทัย เพราะไม่เคยลืมผู้หญิงที่ทรงหลงรักมาก่อน

ออต็องซ์ผิดกับสาวในราชสำนักคนอื่นๆ เธอชอบแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผู้ชาย ฟันดาบและยิงปืนได้แม่นยำอีกด้วย

ออต็องซ์มีห้องชุดอยู่ในพระราชวังเซนต์เจมส์ในฐานะพระสนมผู้มีเกียรติ
เธอจัดห้องรับแขกของเธอเป็น "ซาลอง" ที่พบปะของนักปรัชญา กวี ศิลปิน นักเขียน โดยมากเป็นชาวฝรั่งเศสที่ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ
7 ก.พ. 2549 08:53


ความคิดเห็นที่ 99 โดย เทาชมพู

สามียังคงใช้สิทธิ์ทางศาลข่มขู่ให้เธอกลับไปฝรั่งเศส แต่ออต็องซ์ก็ยืนกรานไม่ไป เธอลี้ภัยอยู่ในราชสำนักอังกฤษ จนพระเจ้าชาร์ลส์สวรรคต

สิ้นพระราชา เงินรายได้ที่ทรงประทานก็หมดลง ออต็องซ์ตกเป็นหนี้เป็นสิน
มิหนำซ้ำความผันผวนในการสืบบัลลังก์อังกฤษทำให้ราชสำนักไม่เป็นที่พึงประสงค์สำหรับเธออีก
ออต็องซ์ย้ายออกมาอยู่ข้างนอกวัง เธอถึงแก่กรรมที่เชลซี เมื่ออายุได้ 53 ปี

สมบัติที่เธอทิ้งไว้ให้กับวงวรรณคดี คือ บันทึกส่วนตัว
เป็นบันทึกฉบับแรกๆในวงการประพันธ์ที่ผู้หญิงเป็นคนเขียน ยังหาอ่านได้จนถึงปัจจุบันนี้

หลังจากเธอถึงแก่กรรม สามีเธอข้ามมาจากฝรั่งเศสเพื่อจัดการเรื่องศพ เขาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ แล้วอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของศพเธอโดยไม่มีใครค้าน
แต่แทนที่จะฝังตามประเพณี เขาเอาร่างของเธอใส่โลงตระเวนไปทั่วฝรั่งเศสอยู่ 1 ปีเต็มๆ
จนกระทั่งญาติพี่น้องทนไม่ไหว เกลี้ยกล่อมให้เขายอมฝังศพเพื่อวิญญาณเธอจะได้ไปสู่สุคติ
ที่College of Four Nations ในปารีส
7 ก.พ. 2549 09:01


ความคิดเห็นที่ 100 โดย เทาชมพู

เชิญเก็บหมอน เก็บผ้าห่ม แล้วตามขึ้นไปที่กระทู้ข้างบนนี้ค่ะ
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=20&Pid=45163
8 ก.พ. 2549 09:46

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น