ราชาเจ้าสำราญ : ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ

เชิญล้อมวงเข้ามานั่งบนพรมค่ะ วันนี้จะมาเล่าเรื่องฝรั่งให้ฟัง
เลยขอไม่ปูเสื่อแบบไทยๆอย่างครั้งก่อนละนะคะ

ขอเล่าครั้งและเล็กละน้อยเท่าที่จะหาเวลาได้ ระหว่างนั่งฟัง กรุณาให้เสียงทักทายกันบ้าง อย่ามัวแต่เงียบ
ไม่งั้นคนเล่าจะเก้อ

ขอเริ่มความเป็นมาก่อนว่าทำไมถึงสนใจพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งมีพระชนม์ชีพอยู่เมื่อ ค.ศ. 1630-1685
ถ้าเทียบกับไทยก็คือ พ.ศ. 2173- 2228
ประมาณรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของกรุงศรีอยุธยา

ในตอนแรกไม่รู้จักพระองค์ท่านหรอกค่ะ แต่ว่าเคยอ่านพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เรื่อง "นินทาสโมสร" และ "ชิงนาง"
ทรงแปลจาก School for Scandals และ The Rivals ของ Richard Sheridan
เป็นเรื่องที่สนุกมาก ทั้งสองเรื่อง

ต่อมาเมื่อเรียนวิชา Drama ก็พบว่า เชอริแดนเป็นนักเขียนบทละครโด่งดัง ในยุค Restoration Drama
ซึ่งเป็นยุคทองของละครประเภทหัสนาฏกรรม(Comedy) ของอังกฤษ
Restoration ก็คือยุคของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 นี่เอง

ชีวิตของพระองค์เป็นชีวิตที่โลดโผนเต็มไปด้วยสีสันยิ่งกว่านิยาย แปลกที่ไม่ค่อยจะมีใครเอามาทำหนังกัน
ทั้งที่มีครบทุกรส ทั้งตื่นเต้นผจญภัย โศกเศร้า ระหกระเหิน รักร้อนแรง
เรียกว่าเป็นราชันย์ที่มีสีสันมากที่สุดพระองค์หนึ่งของอังกฤษก็ว่าได้

อัญเชิญพระฉายาลักษณ์มาให้ชมกันก่อน เป็นการเรียกน้ำย่อย
.
16 ม.ค. 2549 10:41
100 ความเห็น
15673 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 21 โดย เทาชมพู

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ไม่อาจจะขึ้นเป็นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษได้โดยอัตโนมัตินับแต่พระบิดาสิ้นพระชนม์ ทั้งนี้เพราะไม่มีราชบัลลังก์อังกฤษรองรับอยู่อีกแล้ว

แต่ก็ไม่เคราะห์ร้ายถึงขนาดเป็นเจ้าไม่มีศาล เพราะว่าสกอตแลนด์ได้ยอมรับนับถือราชวงศ์สจ๊วตมาแต่แรก

ถึงไม่ได้ครองอังกฤษ ก็ทรงได้เป็นราชันย์แห่งสกอตแลนด์ และบางส่วนของอังกฤษและไอร์แลนด์

โดยมีพระราชพิธีราชาภิเษกที่เมืองสกูน เมื่อพระชนม์ได้ 21 ปี



ในพระทัย พระราชาหนุ่มยังคงครุ่นคิดถึงราชบัลลังก์อังกฤษอยู่ไม่ขาด ทรงถือว่าโอลิเวอร์ ครอมเวลล์คือโจรปล้นสิทธิ์อันชอบธรรมไปจากพระองค์



สองปีต่อมา ทรงรวบรวมนายทหารและไพร่พลชาวสกอต ตลอดจนกลุ่มขุนนางรอยัลลิสต์ผู้ภักดีต่อกษัตริย์ ยกพลเข้าโจมตีอังกฤษเพื่อจะกำจัดครอมเวลล์ออกไป
20 ม.ค. 2549 07:47


ความคิดเห็นที่ 22 โดย เทาชมพู

ศึกครั้งนี้แม้ว่าพวกสกอตรบอย่างทรหด แต่ด้วยความเสียเปรียบด้านกำลังพล และชั้นเชิงการรบอีกหลายๆอย่าง
กองทัพของครอมเวลล์ซึ่งเหนือกว่า เป็นฝ่ายบดขยี้ทัพสกอตแตกพ่าย

ขุนนางรอยัลลิสต์เกือบทั้งหมดเอาชีวิตมาทิ้งในสมรภูมิที่วูสเตอร์( Worcester ) อีกส่วนหนึ่งถูกจับกุม และเหลือไม่กี่คนที่รอดไปได้
พระราชาชาร์ลส์ เป็นหนึ่งในผู้รอดตายไปได้ แต่ก็ต้องหลบหนีแทบจะเอาชีวิตไม่รอด

อาศัยคนอังกฤษที่จงรักภักดี ทั้งขุนนาง และชาวบ้านสามัญที่ไม่เคยเห็นด้วยกับครอมเวลล์ แต่ไม่มีปากเสียงจะคัดค้าน
พวกเขาพากันช่วยเหลือคนละไม้คนละมือ พาพระองค์ซ่อนให้รอดจากเงื้อมมือของทหารฝ่ายครอมเวลล์ ทั้งที่รู้ว่าโทษของการช่วยเหลือก็คือตายสถานเดียว

พระราชาทรงใช้เวลาถึง 45 วันหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ เช่นในห้องใต้หลังคา บนต้นไม้ หลบจากบ้านหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง
ลำบากระหกระเหิน กว่าจะข้ามฟากออกจากอังกฤษไปยุโรปได้สำเร็จ อย่างคนสิ้นเนื้อประดาตัว
อีกครั้งหนึ่งที่ทรงเร่ร่อนไปตามประเทศต่างๆ ปราศจากผู้สนใจไยดีพระราชาผู้ไร้บัลลังก์
20 ม.ค. 2549 07:53


ความคิดเห็นที่ 23 โดย เทาชมพู

ใครที่ชอบนิยายชุด"บ้านเล็ก"ของ ลอรา อิงกัลส์ ไวลเดอร์ คงจำผู้แปลคือ คุณสุคนธรส (หรือม.ล.รสคนธ์ อิสรเสนา ผู้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว)ได้



คุณสุคนธส แปลหนังสือประวัติศาสตร์ไว้อีกชุดหนึ่ง น่าอ่านมาก เป็นเรื่องราวของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ชื่อว่า " การลี้ภัย"

มี 4 เล่มด้วยกัน

1) การลี้ภัยของดยุ๊คแห่งยอร์ค

2 )คำพิพากษา

3) การลี้ภัยของพระเจ้าแผ่นดิน

4) นิวัตพระนคร



หนังสือชุดนี้หายาก ดิฉันโชคดีไปเจอเข้าโดยบังเอิญในงานหนังสือ

ทางร้านเอามาขายลดราคาแบบล้างสต๊อค 4 เล่ม 160 บาทเท่านั้น มีกล่องใส่เสียด้วย สภาพดีมาก

ตอนนี้ทะนุถนอมเอาไว้บนหิ้ง เป็นหนังสือมีค่าชุดหนึ่งในห้องหนังสือที่บ้าน
20 ม.ค. 2549 08:11


ความคิดเห็นที่ 24 โดย HotChoc

คงไม่ใช่กรณีนี้จริงๆแหละครับ เพราะตอนที่ผมอ่านผู้ถูกประหารเป็นผู้หญิง กษัตริย์สั่งให้ใช้ดาบประหาร บทความก็แจกแจงสรรพคุณการใช้ดาบว่าดีกว่าใช้ขวานยังไงบ้าง ผมเลยมี impression ว่าใช้ดาบเป็นการให้ศักดิ์ศรีผู้ถูกประหารมากกว่า
20 ม.ค. 2549 11:36


ความคิดเห็นที่ 26 โดย เทาชมพู

ปีศาจของพระนางแอนน์ โบลีนเดินไร้ศีรษะอยู่ในปราสาทกี่แห่งไม่ทราบ
แต่ที่เคยอ่านมา เธอเคยเดินอุ้มศีรษะตัวเองในอ้อมแขน อยู่ที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ค่ะ
เรื่องนี้ไม่คิดจะพิสูจน์ด้วยตนเอง ใครอยากเห็นลองไปที่นี่ดู
ได้ผลเป็นไงกลับมาบอกกันบ้าง
21 ม.ค. 2549 07:38


ความคิดเห็นที่ 27 โดย เทาชมพู


พระราชวังเซนต์เจมส์( St.James's Palace)ที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 สร้างขึ้นทับโรงพยาบาลเซนต์เจมส์
สมัยก่อนโน้นหน้าตาเป็นยังงี้ค่ะ
21 ม.ค. 2549 07:44


ความคิดเห็นที่ 28 โดย เทาชมพู

เดินแยกออกซอยเล็กไปหลายความเห็น ขอเดินย้อนกลับมาสู่ถนนใหญ่อีกครั้งค่ะ



(ต่อ)

หลังชัยชนะที่วูสเตอร์ ครอมเวลล์ก็ได้ครองอำนาจต่อมาอย่างไร้ผู้ต้านทานได้อีก เป็นเวลานานหลายปี



ความเหิมเกริมในอำนาจทำให้เขากลายเป็นผู้เผด็จการ เขาทำสิ่งที่หนักข้อกว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทำหลายเท่า

เช่นเมื่อถูกส.ส. คัดค้านเขาก็ยุบสภาเอาดื้อๆ ตั้งสภาใหม่ที่ล้วนแล้วไปด้วยลูกน้องสอพลอประจบประแจง ว่าไงว่าตามกัน

เขาลักลอบขายพระราชทรัพย์ของหลวงที่เก็บไว้ใน Tower of London นำเงินไปใช้เพื่อบำรุงอำนาจส่วนตัว ถลุงเงินในท้องพระคลังแทบจะเกลี้ยง

ทำสงครามกับเนเธอร์แลนด์ 2 ครั้ง เปลืองเงินทอง ผลักภาระด้านภาษีให้ประชาชนแบก แทบโงหัวไม่ขึ้น

ครอมเวลล์ห้ามความสนุกสนานร่าเริงทั้งหมดในประเทศ ประชาชนถูกห้ามฉลองคริสต์มาส แต่ถูกบังคับให้ถือศีลอด ในวันนั้น

แม้แต่ทหาร เมื่อพ้นประจำเวรยามกลับบ้านก็ต้องกลับมานั่งสวดมนตร์ที่บ้าน จะไปเฮฮากันไม่ได้

ชาวบ้านผิวปากร้องเพลงดังๆก็ไม่ได้ ต้องสวดมนตร์แทน

บ้านเมืองมีแต่ความตึงเครียด ปีแล้วปีเล่าผู้คนรู้สึกตกต่ำและสิ้นหวัง



ในที่สุด ครอมเวลล์ก็กลายเป็นที่เกลียดชังในสายตาประชาชนคนเดินถนนทั่วไป การต่อต้านเล็กๆน้อยๆลุกลามกันทั่วไป จนกระทั่งเขาตายลงเมื่อ 1658 ความอดทนของประชาชนก็สิ้นสุดลง



แม้ว่าครอมเวลล์มอบหมายให้ลูกชายสืบตำแหน่งต่อ แต่ไม่มีผลอะไรอีกแล้ว สาธารณรัฐล้มครืนลงมา

สังคมเริ่มเหมือนเรือขาดหางเสือ ประชาชนพร้อมใจกันเรียกร้องสังคมอังกฤษแบบเดิมที่มีรัฐสภาจากการเลือกตั้ง และมีระบอบกษัตริย์กลับคืนมาอีกครั้ง ก่อนสังคมอังกฤษจะเข้าสู่วิกฤต

ในที่สุดทหารและรัฐสภาก็ต้านทานกระแสประชาชนไม่ไหว หันเหกลับมายอมรับระบอบกษัตริย์อีกครั้ง
21 ม.ค. 2549 08:02


ความคิดเห็นที่ 29 โดย เทาชมพู

ทางฝ่ายพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ช่วงชีวิตนับแต่พ่ายแพ้ศึกเป็นช่วงตกระกำลำบากอย่างยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้นได้กับผู้เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน

ทรงยากไร้สิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อบากหน้าไปพึ่งฝรั่งเศส สังฆราชมาซาแร็งอัครมหาเสนาบดีผู้กุมอำนาจตัวจริงแทนพระเจ้าหลุยส์ ที่ 13 ก็รังเกียจเดียดฉันท์ขับไล่

ทรงลี้ภัยไปประเทศอื่นๆในยุโรป ผู้นำก็หวังประจบเอาใจผูกมิตรกับครอมเวลล์เพื่อประโยชน์ทางการค้า จึงพากันขับไล่ไสส่งราชาไร้บัลลังก์

จะทรงหมายปองเจ้าหญิงองค์ไหน พระบิดามารดาก็ทรงรังเกียจไม่ยอมยกลูกสาวให้ราชาที่ไร้เงินทองและตำแหน่ง



เวลาผ่านไปหลายปี เงินทองที่ได้เล็กๆน้อยๆจากพระน้องนาง เจ้าฟ้าหญิงแมรี่ที่เป็นราชินีม่ายแห่งฮอลแลนด์ก็ขาดแคลนลงทุกที เพราะประชาชนชาวดัทช์พากันต่อต้านไม่ยอมให้ส่งเสีย

เจ้าชายกับข้าราชบริพารผู้ภักดีไม่กี่คนอยู่ในฐานะยากจนเกือบเท่าขอทาน

ของเสวยก็มีแต่กระหล่ำปลี และเนื้อจวนเน่า เอามาต้มกินประทังชีวิต เช่าห้องเช่าเล็กๆโทรมๆ ที่เจ้าของห้องทวงแล้วทวงอีก เป็นหนี้เป็นสินแม้แต่ค่าอาหาร



สิ่งเดียวที่ชะโลมพระทัยให้มีกำลังต่อสู้ชีวิตยากแค้นต่อไปได้ คือไม่ทรงท้อถอยปล่อยชีวิตไปตามบุญตามกรรม

ที่สำคัญคือไม่ละทิ้งความใฝ่ฝันว่าจะทรงกลับไปครองบัลลังก์ในวันหนึ่ง ให้จงได้

ทำให้ทรงอดทนต่อชะตากรรม ไม่ปล่อยองค์ให้จมอยู่กับความสิ้นหวัง



ทั้งนี้ ประสบการณ์สร้างพระอุปนิสัยให้เป็นคนหนักแน่น มองโลกในแง่ดี ยิ้มรับอุปสรรคต่างๆที่เข้ามาในชีวิต ไม่ยอมหดหู่เศร้าซึม และทรงทำพระทัยอภัยให้ความผิดพลาดของผู้อื่นได้ เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ



สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าอย่างมหาศาลเมื่อได้ขึ้นครองบัลลังก์ ทำให้รัชสมัย Restoration แม้ว่าไม่ใช่สมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของอังกฤษ ก็เป็นสมัยที่มีการจดจำกันระดับแถวหน้าของประวัติศาสตร์
23 ม.ค. 2549 10:29


ความคิดเห็นที่ 30 โดย เทาชมพู

ถ้าหากว่าวอลท์ ดิสนีย์ เอาชีวิตของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ไปทำหนังการ์ตูน
เพลงประกอบฉากในช่วงนี้ที่เหมาะสมที่สุดเห็นจะไม่มีอะไรเกินเพลงในเรื่อง Cinderalla

A dream is a wish your heart makes
When you're fast asleep
In dreams you lose your heartaches
Whatever you wish for, you keep

Have faith in your dreams and someday
Your rainbow will come smiling thru
No matter how your heart is grieving
If you keep on believing
the dream that you wish will come true

ในที่สุด หลังจากเป็นคนล้ม ให้ผู้นำหลายๆประเทศในยุโรปพากันก้าวข้าม เพื่อจะเอาอกเอาใจครอมเวลล์ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ก็ทรงลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
ได้รับคำกราบทูลเชิญให้เสด็จกลับอังกฤษอย่างสง่าผ่าเผยในฐานะเจ้าแผ่นดิน ไม่มีใครต่อต้าน ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ มีแต่เสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับ
ผู้นำประเทศต่างๆก็พากันแย่งเอาอกเอาใจแสดงมิตรไมตรี เปลี่ยนจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
ทรงฉลองวันครบรอบประสูติ 30 พรรษาพอดี ในวันเสด็จกลับลอนดอนเพื่อมาครองราชย์
23 ม.ค. 2549 10:32


ความคิดเห็นที่ 31 โดย เทาชมพู

รัชสมัยของพระองค์ได้รับการขนานนามว่า Restoration ซึ่งแปลว่าการคืนกลับมา
ทรงสลายสังคมที่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ด้วยความเข้มงวด เขม็งตึงแบบพิวริตันให้กลับมาสู่ความบันเทิงร่าเริงใจอีกครั้ง
ประชาชนผ่อนคลายความตึงเครียด มีความสุขมากขึ้น ใครจะร้องเพลง จัดงานรื่นเริง เลี้ยงฉลองคริสต์มาส เต้นรำ สนุกสนานตามแบบเดิม ก็ไม่มีใครห้าม

ราชสำนักเต็มไปด้วยเสียงเพลง ละคร ดนตรีและงานรื่นเริง พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงได้รับสมญาว่า The Merry Monarch หรือราชาเจ้าสำราญ
ที่สำคัญก็คือ..มีหญิงงามผู้เรียงแถวเข้ามาครองตำแหน่งพระสนม อย่างไม่เคยมีมาก่อนในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ผู้ซื่อสัตย์ต่อพระราชินีเพียงผู้เดียว
23 ม.ค. 2549 10:38


ความคิดเห็นที่ 32 โดย Nuchana

ชีวิตเหมือนฝัน จังค่ะ ไม่น่าเชื่อ
23 ม.ค. 2549 10:54


ความคิดเห็นที่ 34 โดย Nuchana


ขออภัยเป็นอย่างยิ่งค่ะ อาจารย์โปรดกรุณาลบ ค.ห. 33 แล้วใช้อันนี้แทนค่ะ ดิฉันตัดปะผิดที่
ตรง Commonwealth ต้องมีแค่ 2 พ่อลูกเท่านั้น ขอบคุณค่ะ
23 ม.ค. 2549 17:47


ความคิดเห็นที่ 36 โดย Nuchana

1)ไม่ทราบว่าอาจารย์เล่าจบหรือยังคะ กำลังคอยฟังว่าเหตุใดท่านจึงไม่เนมพระโอรสหรือธิดาเป็น ม.ก. น่ะค่ะ

2) อาจารย์พอทราบไหมคะว่า เหตุใดราชวงศ์อังกฤษ จึงนิยมตั้งชื่อคิงหรือควีนโดดไปโดดมา
ชวนปวดเศียรเวียนเกล้ามากค่ะ ประติดประต่อไม่ค่อยถูก

เช่น James II ทำไมถึงใช้ตามปู่ แต่ไม่ตามพ่อ
หรือ ควีนปัจจุบัน เป็น Eli. II ห่างจาก Eli I หลายร้อยปี
อย่างน้อยควรมี sequence หรือ series บ้าง
หากคำตอบข้อนี้คือ That's just the way it was. อาจารย์ก็ไม่ต้องตอบหรอกค่ะ
เพราะดิฉันเข้าใจได้ว่าหลายสิ่งมันเหนือคำอธิบายค่ะ ขอบคุณค่ะ
25 ม.ค. 2549 18:14


ความคิดเห็นที่ 37 โดย เทาชมพู

1) เรื่องนี้ยังไม่จบค่ะ มีอีกยาว

ม.ก. คือมกุฎราชกุมาร /มกุฎราชกุมารี ใช่ไหมคะ

เพราะว่าโอรสธิดาเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ในการสืบราชบัลลังก์ เป็นโอรสธิดานอกกฎหมายค่ะ

2) แยกได้เป็นข้อๆดังนี้

-กษัตริย์อังกฤษที่ขึ้นครองราชย์ อาจไม่ใช่โอรสองค์ใหญ่ของกษัตริย์องค์ก่อน ก็ได้

แต่เป็นองค์รองๆเพราะสมัยก่อนอัตราการตายของทารกสูงมาก พี่ตายไปตั้งแต่เล็ก น้องรอดมาจนโต ก็ครองราชย์แทน

หรือไม่พี่ครองราชย์แล้วไม่มีรัชทายาท น้องชายก็ครองราชย์ต่อจากพี่ (ในกรณีพระเจ้าเจมส์ที่สอง)

- เจ้าชายหรือเจ้าหญิงอังกฤษที่ขึ้นครองราชย์ มีสิทธิ์จะเลือกพระนามใหม่ที่เห็นสมควรได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระนามเดิม

อย่างเจ้าหญิงอเล็กซานดรินาวิกตอเรีย ทรงเลือกพระนามวิกตอเรียเมื่อขึ้นครองราชย์

หรือบางองค์ก็เลือกพระนามเดิม อย่างควีนเอลิซาเบธที่ 2 มีพระนามเดิมแต่ประสูติว่าเจ้าหญิงเอลิซาเบธอยู่แล้ว

- การครองราชย์ บางทีก็ไม่รู้ล่วงหน้ากันหรอกว่าใครจะได้ครองเป็นสมัยต่อไป เพราะความผันผวนเกิดขึ้นได้เสมอ ตัวแปรมันเยอะ

จะตั้งชื่อเอาไว้ล่วงหน้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เผื่อนักประวัติศาสตร์หรือนักเรียนรุ่นหลังจะได้จำง่าย คงไม่เป็นไปตามที่คิดมั้งคะ
25 ม.ค. 2549 18:35


ความคิดเห็นที่ 38 โดย เทาชมพู

มาเล่าต่อค่ะ

คุณนุชนา ถ้าคำอธิบายข้างบนนี้อ่านแล้วยังงง ถามใหม่ได้นะคะ

************************************

เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์ แม่ทัพและขุนนางจำนวนมากที่เคยรับใช้ครอมเวลล์ และเคยแสดงความจงเกลียดจงชังราชวงศ์สจ๊วตออกนอกหน้านอกตาในสมัยสาธารณรัฐ

ก็กลับลำกลับหน้ามือเป็นหลังมือ มาประจบประแจงแสดงความจงรักภักดีราวกับเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงกันมาแต่แรก



ชาร์ลส์ก็ทรงสุขุมพอจะกล้ำกลืนความเจ็บแค้น และยอมรับไมตรีเพื่อเห็นแก่ผลดีในระยะยาว ทรงนิรโทษกรรมแก่บรรดาข้าราชการใหญ่น้อยผู้เข้าข้างครอมเวลล์มาก่อน



แต่บุคคลกลุ่มเดียวที่ทรงให้อภัยไม่ได้ คือคณะผู้พิพากษาที่ลงนามตัดสินลงโทษประหารพระบิดา ทั้งนี้ทรงรวมทั้งครอมเวลล์และคนสนิทของเขา
25 ม.ค. 2549 18:40


ความคิดเห็นที่ 39 โดย เทาชมพู

คนที่ต้องโทษมี 59 คน ในจำนวนนี้ตายไปแล้ว 15 คน บางคนหลบหนีอาญาออกนอกประเทศ

ที่เหลือถูกตัดสินจำคุก 14 คน และ 13 คนถูกลงโทษประหารชีวิต

ครอมเวลล์และลูกน้องคู่ใจ ซึ่งตายไปหมดแล้ว ถูกขุดเอาศพขึ้นมาแขวนคอบนตะแลงแกงแบบเดียวกับนักโทษชั้นต่ำ

แล้วถูกตัดศีรษะอีกทีหนึ่ง ในวันครบรอบ 12 ปีที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกสำเร็จโทษ



ย้อนมาถึงชีวิตส่วนพระองค์ของชาร์ลส์อย่างที่เกริ่นไว้ในหัวข้อ อย่างที่เล่ามาแล้วถึงพระสนมคนแรกที่ชาร์ลส์มีเมื่อพระชนม์ 18 แม้ว่าจบกันไปแบบไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะไม่มีใครอีก

ตลอดเวลาหลายปีที่ต้องประทับอยู่ห่างไกลอังกฤษ ลำบากยากจนและถูกรังเกียจสารพัด ชาร์ลส์ก็ยังมีพระสนมอย่างน้อย 4 คน

พระสนมทุกคน ตั้งแต่คนแรกจนคนสุดท้าย ทรงเลือกที่รูปร่างหน้าตาสะสวย

ไม่จำเป็นว่าต้องมีเชื้อสายสูงส่ง หรือว่าต้องมีความประพฤติบริสุทธิ์ดีงาม เอาเป็นว่าถูกพระทัยก็แล้วกัน
25 ม.ค. 2549 18:42


ความคิดเห็นที่ 40 โดย Nuchana

1) อาจารย์อธิบายได้เห็นภาพดีค่ะ หรือพูดอย่างนี้ได้ไหมค่ะว่า James II สมัยทรงพระเยาว์ก็เป็น James

อยู่แล้วตามปู่ ครั้นพอทรงขึ้นเถลิง ก็เลย เติม II เข้าไปให้เป็นไปตามลำดับน่ะค่ะ

2) รู้สึกว่าโลกยุติธรรมดีค่ะสำหรับการแก้แค้นให้พระบิดา เพราะๆฟังๆดูแล้วโทษประหาร

ที่พระบิดาได้รับนั้นมากเกินไป หรือไม่ก็ให้พระองค์ทรงจองเวร Cromwell Jr. แทนก็จะดีค่ะ
25 ม.ค. 2549 18:58


ความคิดเห็นที่ 41 โดย นนทิรา

มานั่งล้อมวงฟังอาจารย์ค่ะ ฟังอาจารย์เล่าสนุกมากๆ



อ่านเรื่องนี้แล้วยิ่งตอกย้ำความเข้าใจว่า ทำไมจึงมีข่าวว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์องค์ปัจจุบัน ทรงมีพระดำริว่า เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ จะไม่ทรงใช้พระนามว่า King Charles III แต่จะทรงใช้พระนาม King George VII แทน
25 ม.ค. 2549 22:12


ความคิดเห็นที่ 42 โดย ชื่นใจ

อิฉันเคยทราบมาบ้างว่าในยุคพระเจ้าชาร์ลส์ เป็นยุคแห่งการแก้แค้น

เข้าใจว่าช่วงที่พระองค์เป็นเจ้าไม่มีศาล พเนจรไปในยุโรป มีชีวิตที่อดอยากแร้นแค้น

จึงทำให้พระองค์เก็บกดมาก พอขึ้นศักราชใหม่วันฟ้าสีทองผ่องอำไพมาถึง เริ่มต้น ค.ศ. 1660

ความโกรธที่อัดอั้นจึงค่อยปลดปล่อยออกมา พระองค์เริ่มเช็กบิลคิดบัญชี

ศัตรูเก่าที่ฝากแค้นมาร่วมสิบสองปี โดยใช้วิธีสำเร็จโทษสุดโหดแบบบาเรียนของยุคกลาง (Medieval)

จำเฟสหนึ่งจากอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ได้ว่าวิธีที่ใช้เพื่อแก้แค้น เรียกกันว่า

“hanged, drawn, and quartered” อยากให้อาจารย์ช่วยเล่าหน่อยค่ะว่า

วิธีนี้มันโหดสมกับคำเลื่องลือไหมคะ ขอบคุณค่ะ
26 ม.ค. 2549 00:32


ความคิดเห็นที่ 43 โดย KC

family tree ของราชวงอังกฤษตั้งแต่ William I (William the conqueror) ถึงปัจจุบัญ( Elizabeth II) ครับ น่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ตามเวบนี้เลยครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/English_monarchs_family_tree

และ
http://en.wikipedia.org/wiki/British_monarchs'_family_tree

รูปมันใหญ่ลดขนาดแล้วอ่านยากคิดว่าไปอ่านในเวบน่าจะดีกว่าครับ
26 ม.ค. 2549 07:58

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น